อาหารเสริมที่คนเป็นล้านๆ ทั่วโลกกินกันทุกวี่ทุกวัน หวังจะให้สุขภาพปัง ชีวิตดี๊ดี อาจกำลังทำร้ายตับไตเราเงียบๆ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว จากรายงานล่าสุดใน Times of India ในช่วงที่คนไทยฮิตกินวิตามิน ผงโปรตีน ยาสมุนไพรแคปซูล ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายยา เพราะกระแสโซเชียลและการตลาดสุขภาพมันแรง ก็เริ่มมีงานวิจัยออกมาเตือนแล้วนะว่า การกินของพวกนี้แบบพร่ำเพรื่อ เกินพอดี มันอันตราย เรื่องนี้น่าจับตามองมากในบ้านเรา เพราะตลาดอาหารเสริมโตเร็วสุดๆ แถมผลสำรวจล่าสุดยังบอกว่า ผู้ใหญ่ในเมืองเกือบ 1 ใน 3 คน กินอาหารเสริมกันเป็นประจำทุกวันเลยทีเดียว

ปัญหานี้มันไม่ใช่แค่เรื่องฮิตบำรุงสุขภาพกันจนเกินงามนะ ตับกับไตของเราเนี่ย เปรียบเหมือนเครื่องกรองของเสียตัวท็อปของร่างกายเลย พอเราอัดวิตามิน ผงโปรตีน หรือสารสกัดสมุนไพรเข้าไปเยอะเกินจำเป็น เจ้าสองอวัยวะนี้ก็ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งบางทีก็ส่งผลร้ายตามมา อย่างอาหารเสริมพวกสารสกัดชาเขียวเข้มข้น หรือวิตามินเอโดสสูงๆ เนี่ย ก็มีรายงานว่าทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้เลยนะ บางเคสที่เจอไม่บ่อยนัก ถึงขั้นตับวายก็มี ส่วนไตก็เสี่ยงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะถ้ากินแคลเซียม วิตามินดี หรือโปรตีนมากเกินไปแบบผิดๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพบอกว่า ถ้าทำแบบนี้นานๆ ไป อาจจะทำให้เป็นนิ่วในไตได้ง่ายขึ้น ไตทำงานแย่ลง หรือถ้าใครเป็นโรคไตอยู่แล้ว อาการก็จะทรุดเร็วขึ้น ที่น่ากลัวคือมันเป็นภัยเงียบ เพราะไตเรามันอึดมาก กว่าจะรู้ตัวว่าพังก็เสียหายไปเยอะแล้ว

งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ Times of India สรุปไว้ ชี้ให้เห็นเลยว่าอาหารเสริมบ้านๆ ที่เรากินกันเนี่ย ถ้ากินไม่ถูกขนาด มันทำลายสุขภาพเราได้ยังไงบ้าง กินวิตามินเอมากไป อาจปวดหัว ตับพัง หรือถ้ากำลังท้องอยู่ ลูกอาจพิการแต่กำเนิดได้เลย ส่วนธาตุเหล็ก ถ้าได้รับเยอะไป ก็เสี่ยงคลื่นไส้ อาเจียน แถมอวัยวะภายในอาจเสียหายถาวร วิตามินดีที่มากเกินก็จะทำให้แคลเซียมในเลือดสูงปรี๊ด จนคลื่นไส้ มีปัญหาเรื่องไต หรือบางทีแคลเซียมอาจไปเกาะตามอวัยวะต่างๆ จนเป็นอันตรายได้ วิตามินอีเยอะไปก็กวนระบบเลือดแข็งตัว ส่วนอาหารเสริมสมุนไพรบางตัว เช่น ขมิ้นชัน หรือสารสกัดชาเขียว ก็มีรายงานบ่อยๆ ว่าเป็นพิษต่อตับได้ ถ้ากินแบบเข้มข้นมากๆ

นักพิษวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศ แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อกังวลเหล่านี้ว่า “มีคนไข้ไม่น้อยเลยที่มารักษาตัวโดยไม่รู้เลยว่าอาหารเสริมที่คิดว่า ‘ไม่อันตราย’ นั่นแหละ ที่กำลังทำร้ายตับไตตัวเองอยู่ ความอันตรายมันมักจะมาคู่กับการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์ แล้วก็ความไม่รู้เรื่องปริมาณที่ควรกิน”

ที่ทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปอีกก็คือ อาหารเสริมเนี่ย ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบควบคุมเข้มงวดเหมือนยาที่หมอสั่งจ่าย ข้อมูลจากทั้ง อย. สหรัฐฯ (US FDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย (อย.) ก็บอกตรงกันว่า อาหารเสริมวางขายได้โดยที่ไม่ต้องผ่านการทดสอบหรือควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดเท่า ทำให้เสี่ยงเจอของปนเปื้อน หรือปริมาณสารสำคัญในแต่ละล็อตผลิตก็ไม่แน่นอน (US FDA, อย. ไทย) ผลข้างเคียงมันก็ไม่ได้ออกอาการทันทีทันใดหรอกนะ แต่มันจะค่อยๆ สะสม บางทีอาจแสดงอาการหลังกินทุกวันเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งคนกินเองแทบจะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเลย

งานวิจัยระดับโลกหลายชิ้นที่ออกมาช่วงหลังๆ ก็ย้ำชัดว่า ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์แน่นพอที่จะบอกว่าการกินอาหารเสริมทุกวันมันดีต่อคนทั่วไปจริงๆ จริงๆ แล้ว ผลการวิเคราะห์งานวิจัยหลายๆ ชิ้น (meta-analysis) ที่ Times of India อ้างถึง และตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ดังๆ อย่าง Journal of the American Medical Association (JAMA) ก็ชี้ว่า การกินวิตามินรวมไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง หรือทำให้อายุยืนขึ้นเลย ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า กลุ่มคนที่กินอาหารเสริมเป็นประจำทุกวัน กลับมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 4% (JAMA) ผลวิจัยพวกนี้ก็ไปในทางเดียวกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง ที่แนะนำให้ระมัดระวังว่า “อาหารเสริมควรใช้เพื่อเติมเต็มสารอาหารที่ร่างกายขาดจริงๆ ตามที่ตรวจพบเท่านั้น การกินตามแฟชั่นหรือกินทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น มันมีความเสี่ยงที่ไม่ค่อยจะคุ้มกับประโยชน์อันน้อยนิดที่อาจจะได้รับ”

แต่ก็ใช่ว่าอาหารเสริมจะไม่มีประโยชน์เลยนะ บางกรณีก็จำเป็นจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ขาดสารอาหารบางอย่าง มีข้อจำกัดเรื่องอาหารการกิน (อย่างคนกินมังสวิรัติ หรือแพ้อาหารบางชนิด) หรืออยู่ในช่วงวัยที่ร่างกายต้องการสารอาหารเป็นพิเศษ อย่างคนท้องก็ต้องการกรดโฟลิกเพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทของลูกในท้อง หรือผู้สูงอายุบางคนอาจต้องการวิตามินดีเพิ่ม เพราะไม่ค่อยได้ออกไปเจอแดด ถึงอย่างนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่ก็ยังเห็นตรงกันว่า การกินอาหารเสริมควรทำเมื่อจำเป็นจริงๆ และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของหมอ ไม่ใช่กินเป็นประจำวันเล่นๆ

วัฒนธรรมการกินอาหารเสริมในบ้านเรามีมานานแล้วนะ มันหยั่งรากลึกมาจากทั้งการใช้ยาสมุนไพรแผนโบราณ และความอยากมีสุขภาพดีตามเทรนด์ ตลาดบ้านเรานี่มีอาหารเสริมเพียบเลย ที่อวดสรรพคุณว่าช่วยให้สวยขึ้น สดชื่นขึ้น ป้องกันโรคได้สารพัด ตั้งแต่แคปซูลสมุนไพรแบบโบราณ ไปจนถึงวิตามินรวมกับเครื่องดื่มโปรตีนจากต่างประเทศ แต่ภาพลักษณ์ดีๆ พวกนี้แหละที่มักจะบดบังความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อเก่าๆ มารวมกับการตลาดแบบจัดหนักจัดเต็ม แถมด้วยคำแนะนำที่หาอ่านง่ายๆ ตามออนไลน์

ในสังคมเมืองไทยที่ชีวิตมันเร่งรีบ “ทางลัดสู่สุขภาพดี” มันช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่เจอทั้งความเครียดจากการเรียนและการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพจากหน่วยงานรัฐด้านสาธารณสุขก็เป็นห่วงว่า การที่คนมองว่าการกินอาหารเสริมเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว อาจจะทำให้ภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินแบบดั้งเดิม อย่างอาหารไทยที่มีผักปลาเป็นหลัก ถูกมองข้ามไป แล้วหันไปพึ่งยาเม็ดแทน ความกังวลนี้ก็ตรงกับที่หน่วยงานระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนไว้ว่า “อาหารนี่แหละควรเป็นแหล่งสารอาหารหลักของคนส่วนใหญ่” (WHO)

มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าถ้าเทรนด์การกินอาหารเสริมแบบไม่บันยะบันยังยังเป็นแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยอาจจะต้องเจอกับจำนวนผู้ป่วยโรคตับโรคไตที่เพิ่มขึ้นเงียบๆ เหมือนที่หลายประเทศเจอมาแล้ว ที่สำคัญ ความท้าทายนี้มันยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก เพราะการบังคับใช้กฎหมายบ้านเรายังไม่แข็งแรงพอ แถมอาหารเสริมนำเข้าก็หาซื้อง่าย บางตัวอาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้บอกไว้ในฉลาก หรือมีของปลอมปนมาด้วยซ้ำ

แล้วคนไทยเราควรทำยังไงดี? สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือ ปรึกษาหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตก่อนจะเริ่มกินอาหารเสริมตัวไหนก็ตาม โดยเฉพาะคนที่รู้สึกอ่อนเพลีย มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร หรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว คนที่ตับไตไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอวัยวะของท่านมันอ่อนไหวต่อผลกระทบสะสมจากวิตามินแร่ธาตุที่มากเกินไป นอกจากนี้ อยากแนะนำให้คนไทยหันกลับมาใส่ใจกับอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน การกินอาหารที่สมดุล มีผักผลไม้เยอะๆ โปรตีนไขมันต่ำ และธัญพืชไม่ขัดสี โดยทั่วไปก็เพียงพอแล้วสำหรับคนส่วนใหญ่ ยกเว้นบางกรณีพิเศษจริงๆ

เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ให้มองว่าอาหารเสริมทุกตัวมันก็มีฤทธิ์เหมือนยา ไม่ใช่แค่ของกินเล่นที่ไม่อันตราย อ่านฉลากทุกครั้ง ระวังคำโฆษณาเกินจริง แล้วถ้าไม่แน่ใจ ให้นึกถึงคำโบราณที่ว่า: เดินทางสายกลางนี่แหละ ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ

ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็ดูข้อมูลล่าสุดจาก อย. รวมถึงองค์กรสุขภาพที่ไว้ใจได้ ตับไตของคุณจะขอบคุณ