ช่วงนี้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ๆ ออกมาโต้แย้งความเชื่อเดิมๆ ที่หลายคนยึดถือกันมานาน โดยเฉพาะความเชื่อที่บรรดาโค้ชไลฟ์สไตล์หรือกูรูสายเพิ่มพลังสมองชอบพูดกัน ว่าการแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่โห่กับการอาบน้ำเย็นเจี๊ยบคือสูตรสำเร็จสู่ความปัง ล่าสุดมีบทความชิ้นหนึ่งถึงกับฟันธงว่า “วิทยาศาสตร์ล้างบางความเชื่อเรื่องสูตรสำเร็จยามเช้าของเหล่ากูรูไปแล้ว การอาบน้ำเย็นมันก็เปล่าประโยชน์ไม่ต่างกับการตื่นเช้าหรอก” เรื่องนี้ทำเอาผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาบอกว่า กิจวัตรยามเช้าที่ว่าแน่ๆ อาจเป็นแค่ความเชื่อที่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์จริงอย่างที่คิด ทำเอาหลายล้านคนที่ทำตามกันมาตั้งนานเริ่มเอะใจ (thinkstewartville.com)
ผลวิจัยพวกนี้ถือว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะกับบ้านเรา เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา คอนเทนต์ออนไลน์และงานสัมมนาเยอะแยะไปหมดที่โหมกระแส “ตื่นเช้าชนะทุกสิ่ง” หรือที่เรียกว่า “morning mastery” โดยปั่นว่าเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จทั้งเรื่องส่วนตัวและการงาน คนไทยไม่รู้กี่มากน้อย ตั้งแต่ผู้บริหารยันน้องๆ นักศึกษา ก็เลยแห่กันไปตื่นเช้า อาบน้ำเย็นเป็นประจำ ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้ทำงานเก่งขึ้น สมองแล่นปรื๋อ
แต่แล้วงานวิจัยใหม่ๆ กลับออกมาแย้งว่า พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้เจ๋งจริงอย่างที่คิด งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่สื่อทั่วโลกกำลังตีข่าวกันอยู่ตอนนี้ พบว่าการตื่นเช้าไม่ได้การันตีว่าจะทำให้หัวคิดสร้างสรรค์ขึ้น สมาธิดีขึ้น หรือทำงานได้โปรขึ้นโดยอัตโนมัติ เอาเข้าจริง งานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ปี 2024 ในวารสาร Sleep Health ที่ไปรวบรวมงานวิจัยกว่า 60 ชิ้นมาดู สรุปออกมาเลยว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ชี้ว่าการตื่นเช้าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง ถ้าเราควบคุมปัจจัยเรื่องปริมาณและคุณภาพการนอนหลับให้เท่ากันแล้ว (ScienceDirect) นักวิจัยยังบอกอีกว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมและนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคน (chronotypes) หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็น “มนุษย์นกฮูก” หรือ “มนุษย์นกตื่นเช้า” ต่างหาก ที่มีผลต่อการทำงานของสมองมากกว่าเวลาตื่นที่เราไปตั้งกฎเกณฑ์กันเอง
ส่วนเรื่องการอาบน้ำเย็น ประโยชน์ที่ร่ำลือกันก็กำลังโดนตรวจสอบอย่างหนักเหมือนกัน ถึงแม้จะมีคนบอกว่าการอาบน้ำเย็นช่วยให้ตื่นตัว เผาผลาญไขมัน เสริมภูมิคุ้มกัน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น งานทบทวนวรรณกรรมปี 2023 ในวารสาร International Journal of Environmental Research and Public Health ก็ชี้ว่า การแช่น้ำเย็นแทบไม่มีผลต่ออารมณ์หรือระดับพลังงานของคนสุขภาพดีเลย ถ้าจะมีผลดีบ้าง ก็อยู่ได้ไม่นาน แถมยังแล้วแต่คนอีกด้วย (MDPI) ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรปท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยนี้ ก็ออกมาเตือนผ่านแถลงการณ์ว่า “ถึงการอาบน้ำเย็นจะทำให้บางคนรู้สึกสดชื่นขึ้นก็จริง แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนพอที่จะบอกว่ามันจำเป็นต่อการทำงานหรือสุขภาพที่ดี”
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในบ้านเราหลายท่านก็เริ่มตั้งคำถามกับเรื่องนี้เหมือนกัน นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ความเชื่อเรื่องกิจวัตรยามเช้าขั้นเทพมันอาจจะดูมีพลัง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การนอนให้พอ กินของดีๆ ออกกำลังกายให้เหมาะ สำคัญกว่ากิจวัตรเฉพาะหน้าไหนๆ มาก การฝืนตัวเองให้ตื่นเช้าหรือทนอาบน้ำเย็นอาจส่งผลเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะถ้ามันไปกระทบเวลานอนตามธรรมชาติหรือยิ่งเพิ่มความเครียด” ทางราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยก็เพิ่งปรับปรุงคำแนะนำให้ประชาชน โดยเน้นไปที่คุณภาพการนอนหลับมากกว่าการต้องรีบตื่นตามนาฬิกาปลุก ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดนี้ (Royal College of Psychiatrists Thailand)
สำหรับคนไทยเรา เรื่องนี้ก็มีผลไม่น้อย เพราะในสังคมไทยที่ให้ค่ากับความสำเร็จด้านการเรียนและการทำงานหนัก หลายคนเลยอดกังวลไม่ได้ว่าถ้าไม่ทำตามสูตรเหล่านี้ จะเสียเปรียบคนอื่นหรือเปล่า แต่พอมีงานวิจัยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ บทเรียนสำคัญก็คือเรื่องประสิทธิภาพของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน สูตรสำเร็จแบบ “เสื้อโหล” ที่ใครๆ ก็ใส่ได้ มันแทบจะใช้ไม่ได้ผลเลย ทั้งนายจ้างและคนในแวดวงการศึกษาก็เริ่มเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น อย่างบริษัทสตาร์ทอัพบางแห่งในกรุงเทพฯ ก็เริ่มให้พนักงานมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ หรืออย่างที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มีการจัดสัมมนาเรื่องการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและการดูแลตัวเองให้นิสิต
บ้านเราเองก็มีวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ กิจวัตรยามเช้าแบบไทยๆ อย่างการตักบาตร ไปวัด หรือนั่งสมาธิ ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการทำงานให้เก่งขึ้น แต่เน้นความสมดุลทางจิตใจและความสงบภายใน สิ่งที่เราทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายเหล่านี้ อาจให้ประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่าเทรนด์จากต่างชาติอย่างการอาบน้ำเย็นหรือตื่นตีห้าก็ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่ง ให้ข้อคิดว่า “เราไม่ควรมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เข้ากับวัฒนธรรมของเราเอง วิทยาศาสตร์สมัยนี้ก็บอกว่า เราไม่จำเป็นต้องทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อไปทำตาม ‘เคล็ดลับเพิ่มพลัง’ แบบฝรั่ง”
ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ก็คงจะมีงานวิจัยออกมาอีกเรื่อยๆ เพื่อให้เราเข้าใจกันชัดเจนขึ้นว่าอะไรกันแน่ที่ช่วยให้เราทำงานดี สุขภาพดีได้จริง สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำและทุกคนทำได้จริงก็คือ จัดตารางนอนให้เข้ากับตัวเอง กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหาวิธีดูแลตัวเองไม่ให้เครียด ดังนั้น ทั้งที่ทำงานและโรงเรียนในบ้านเราก็น่าจะสนับสนุนกิจวัตรที่มันยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่ไปผลักดันสูตรสำเร็จตายตัวจากต่างประเทศที่อาจจะไม่เหมาะกับเรา แถมยังอาจส่งผลเสียอีกต่างหาก
สรุปก็คือ ถึงแม้ความเชื่อเรื่องสูตรสำเร็จยามเช้าแบบเพอร์เฟกต์จะยังอยู่กับเราไปอีกนาน แต่วิทยาศาสตร์ก็เริ่มชี้ให้เห็นแล้วว่าการปรับให้เข้ากับแต่ละคนและคำนึงถึงวัฒนธรรมนั้นสำคัญกว่า สำหรับคนไทยที่อยากมีสุขภาพดี ก็ควรหันมาฟังเสียงร่างกายตัวเอง แล้วปรับใช้วิถีชีวิตที่มันยั่งยืนและดีกับเราจริงๆ ดีกว่าไปตามแห่กระแสต่างชาติแบบไม่ลืมหูลืมตา เมื่อวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าพิสูจน์ความเชื่อผิดๆ ต่อไป บางที “ยามเช้าที่ดีที่สุด” อาจเป็นแค่ยามเช้าที่ “ใช่” สำหรับเราแต่ละคน โดยดูทั้งหลักวิทยาศาสตร์และไม่ลืมรากเหง้าความเป็นไทยของเราเอง