กำลังมีกระแสฮิตติดลมบนในโลกโซเชียล ที่ไม่เพียงแต่ชวนให้เราฉุกคิดถึงบุคลิกของตัวเอง แต่ยังโยงไปถึงบ้านที่เราอยู่ ว่าอาจจะเข้าข่าย 1 ใน 4 ประเภทหลักๆ หรือเปล่า แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากทฤษฎีบุคลิกภาพแบบ A และ B ที่แพทย์โรคหัวใจคิดค้นขึ้นเมื่อยุค 50 โน่นเลย และตอนนี้ก็ลามมาถึงวงการออกแบบตกแต่งภายในแล้ว แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเจ้าของบ้านชาวไทย ที่อยากให้บ้านอยู่สบาย สวยลงตัว และบ่งบอกความเป็นตัวเองได้ยังไงกันนะ?
ถึงแม้ว่าแบบทดสอบบุคลิกภาพจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยเรา ตั้งแต่เกมทายใจ “คุณคือใคร?” สารพัดแบบ ไปจนถึงแบบทดสอบ MBTI ที่ฮิตในหมู่นักศึกษา แต่แนวคิดเรื่อง ‘บุคลิกของบ้าน’ นี่สิ ที่นำเสนอมุมมองใหม่ๆ ว่าความชอบส่วนตัวของเรามันส่งผลต่อบรรยากาศในบ้านยังไง หัวใจหลักของเทรนด์นี้คือการแบ่งบ้านและเจ้าของบ้านออกเป็นสไตล์ A, B, C หรือ D ซึ่งแต่ละแบบก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย สำหรับคนไทยเรา การทำความเข้าใจแนวคิดพวกนี้มีประโยชน์ไม่น้อยเลยนะ ไม่ว่าคุณจะกำลังเล็งคอนโดใจกลางกรุงฯ อยากจะรีโนเวทบ้านสำหรับครอบครัวที่เชียงใหม่ หรือมองหาความสงบในวิลล่าริมหาดที่หัวหิน การนำไอเดียเหล่านี้มาปรับใช้อาจช่วยให้คุณจัดบ้านได้ตรงใจ ตรงตัวตนที่แท้จริงมากขึ้น แถมยังอาจทำให้เห็นแง่มุมที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมไทยเราอีกด้วย
ที่มาที่ไปของเทรนด์บุคลิกบ้านนี้ มีรากฐานมาจากการวิจัยทางการแพทย์เลยทีเดียว โดยรูปแบบดั้งเดิมพัฒนาขึ้นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจสองท่าน จากการศึกษาผู้ชายกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานถึง 9 ปี ซึ่งพบความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะนิสัยกับสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ บุคลิกภาพแบบ A ถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มคนทะเยอทะยาน มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ให้ความสำคัญกับหน้าตาทางสังคม และมักจะเครียดง่าย ในขณะที่บุคลิกภาพแบบ B เป็นกลุ่มคนที่ใจเย็นกว่า ชอบคิดไตร่ตรอง และมีนิสัยสบายๆ ไม่ซีเรียส ต่อมา นักจิตวิทยาก็ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมบุคลิกภาพแบบ C (นักวิเคราะห์ จอมละเอียด) และแบบ D (ขี้กังวล ไม่ค่อยเปิดตัว) ถึงแม้ว่าระบบนี้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนทั่วไป ตั้งแต่เรื่องจิตวิทยาสุขภาพไปจนถึงสังคมวิทยาแบบเข้าใจง่าย (HouseBeautiful)
ที่น่าสนใจคือ นักจิตวิทยาคลินิกชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมจิตวิทยาอังกฤษ (British Psychological Society) ชี้ว่ารูปแบบบุคลิกภาพเหล่านี้ส่งผลอย่างมากต่อวิธีที่แต่ละคนตกแต่งบ้านของตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้เตือนว่า “จริงอยู่ที่บุคลิกมีผลต่อสิ่งที่เราทำ แต่มันไม่ใช่ปัจจัยเดียว” เธอมองว่าบุคลิกภาพเป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ซับซ้อน’ โดยเน้นว่าปัจจัยด้านการเงิน สภาพแวดล้อมรอบบ้าน และธรรมเนียมของครอบครัวก็สำคัญไม่แพ้กัน เธอยังอธิบายอีกว่า “การฟังเสียงสัญชาตญาณของตัวเองจะช่วยให้คุณสร้างพื้นที่ที่คุณรักได้อย่างแท้จริง” พร้อมย้ำว่าไม่มีวิธีออกแบบบ้านที่ ‘ถูก’ เพียงวิธีเดียว
สำหรับประเทศไทยเรา ซึ่งมีธรรมเนียมการสร้างบ้านที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับค่านิยมอย่าง ‘สนุก’ ‘สบาย’ และการให้ความเคารพต่อวงศ์ตระกูล การแบ่งประเภทบ้านตามสไตล์ตะวันตกเหล่านี้จึงเป็นเหมือนอีกเครื่องมือที่ช่วยให้เราพิจารณาการเลือกที่อยู่อาศัยของตัวเองได้ การวิเคราะห์บ้านแต่ละแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากบุคลิกภาพ อาจเผยให้เห็นความคล้ายคลึงที่ไม่คาดคิดกับแนวคิดไทยโบราณได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความสำคัญของการจัดบ้านตามหลัก ‘ฮวงจุ้ย’ นอกจากนี้ยังมีเรื่องบทบาทของความสะดวกสบายและพื้นที่ส่วนกลางในสถาปัตยกรรม ‘บ้าน’ แบบไทยด้วย
ตัวอย่างเช่น บ้านแบบ A คงจะคุ้นตาใครหลายคนที่เคยไปเยี่ยมชมโครงการบ้านจัดสรรใหม่ๆ ในเมือง ด้วยพื้นผิวที่เนี๊ยบกริบ เฟอร์นิเจอร์ที่เข้าชุดกัน การคุมโทนสีอย่างพิถีพิถัน และความตั้งใจที่จะสร้างความประทับใจให้แขกที่มาเยือนอยู่เสมอ บ้านลักษณะนี้มักพบในกลุ่มคนทำงานวัยกลางคนและครอบครัวที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวในย่านธุรกิจใหม่ของกรุงเทพฯ บ้านเหล่านี้จะมีความ ‘ว้าว’ ที่ผสมผสานเทรนด์ล่าสุดเข้ากับการมุ่งมั่นสู่ความสมบูรณ์แบบ นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมกล่าวว่า นักแต่งบ้านแบบ A “ต้องการทำให้คนอื่นพอใจ” และอยากให้บ้านของตนสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับทางสังคม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ‘หน้าตา’ และ ‘เกียรติ’ ของไทย ความนิยมของสไตล์ ‘นิวเดคโค’ ที่มีเส้นสายสะอาดตา ใช้วัสดุหรูหรา และคัดสรรความหรูหราอย่างใส่ใจ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของบ้านชาวไทยรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งความเป็นระเบียบและการเป็นที่ชื่นชม ได้นำเอาแนวคิดของบ้านแบบ A มาปรับใช้อย่างไร
ในทางกลับกัน บ้านแบบ B คือพื้นที่แห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง เน้นเฟอร์นิเจอร์นุ่มสบาย โทนสีสงบ และให้ความสำคัญกับความสบายในการใช้งานจริงมากกว่าการตกแต่งเพื่ออวดใคร นักจิตวิทยาคลินิกชี้ว่า “ความสบายสำคัญกว่าการเลือกสีหรือการจัดวาง” ซึ่งตอกย้ำว่าบ้านเหล่านี้กลายเป็นสวรรค์สำหรับการ “เอนกายลงบนโซฟา” สำหรับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือในครอบครัวใหญ่ แนวทางนี้คล้ายกับธรรมเนียมท้องถิ่นในการมีพื้นที่ส่วนกลางที่เต็มไปด้วยเบาะรองนั่ง ผ้าห่ม และกาน้ำชา สำหรับการรวมญาติหรือต้อนรับแขกแบบเป็นกันเอง ในบ้านแบบ B โซฟา หรือถ้าเป็นแบบดั้งเดิมก็คือ เสื่อ หรือเก้าอี้หวาย ถือเป็นหัวใจสำคัญของบ้านอย่างแท้จริง
สำหรับบ้านที่สะท้อนบุคลิกแบบ C การใช้งานจริงจะสำคัญกว่าความสวยงามฟุ้งเฟ้อ เจ้าของบ้านกลุ่มนี้ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์และใส่ใจรายละเอียด จะให้ความสำคัญกับการจัดวางที่เป็นเหตุเป็นผล เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน และการออกแบบที่เรียบง่าย บ้านแบบ C ของคนไทยอาจเป็นบ้านที่นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ ตั้งแต่ระบบไฟที่ควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ขนาดกะทัดรัด เป็นการผสมผสานประสิทธิภาพเข้ากับสไตล์ร่วมสมัย นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมอธิบายว่า “หัวใจสำคัญคือการทำงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก และมีสมาธิ” บ้านเหล่านี้อาจดูอบอุ่นน้อยกว่า แต่ก็เป็นเลิศในด้านการออกแบบที่ใช้งานได้จริง แนวคิดนี้สอดคล้องกับสถาปนิกไทยสมัยใหม่ ที่มักส่งเสริมการออกแบบที่ยั่งยืนและนวัตกรรมเรียบง่ายเพื่อรับมือกับพื้นที่จำกัดในเมือง (Bangkok Post)
สำหรับบ้านแบบ D บรรยากาศจะเหมือนอยู่ในรังไหม ให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ซึ่งอาจเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายและความกดดันจากชีวิตในเมือง นักจิตวิทยาคลินิกอธิบายว่าบ้านเหล่านี้อาจมีมุมอ่านหนังสือพร้อมม่านกั้น ห้องขนาดเล็ก และของใช้ที่ให้ความรู้สึกสบายเมื่อสัมผัส สิ่งเหล่านี้จะช่วย “โอบอุ้มคุณ” ทำให้ผู้อยู่อาศัยจัดการกับความวิตกกังวลได้ โดยการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และอบอุ่น ในประเทศไทย ความสำคัญของ ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัว’ นั้นฝังรากลึก สะท้อนให้เห็นจากการมีอยู่ทั่วไปของศาลพระภูมิ หิ้งพระในบ้าน และธรรมเนียมการสวดมนต์หรือทำสมาธิเป็นการส่วนตัว
แม้ว่าการค้นหาว่าบ้านของเราตรงกับสไตล์ไหนจะเป็นเรื่องสนุก แต่ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมย้ำว่าโมเดลนี้เป็นเพียง “แนวทาง” เท่านั้น บ้านส่วนใหญ่และบุคลิกของผู้อยู่อาศัยที่ส่งผลต่อบ้าน มักจะผสมผสานหลายแบบเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยของชีวิต ความสัมพันธ์ และบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง เช่น การย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือการเปลี่ยนจากอยู่คนเดียวมาอยู่ร่วมกับครอบครัวหลายรุ่น บุคลิกของบ้านก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ความยืดหยุ่นนี้สอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ซึ่งเตือนให้เราปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเราให้เข้ากับความต้องการและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ในอนาคต ทฤษฎีบุคลิกภาพของบ้านอาจผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะและการออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของบ้านชาวไทยรุ่นใหม่มีฐานะดีขึ้น เชื่อมโยงกับโลกกว้างมากขึ้น และมีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลมากขึ้น ปัจจุบันนี้ การเพิ่มขึ้นของอพาร์ตเมนต์แบบโมดูลาร์ที่ปรับแต่งได้ วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบบ้านอัตโนมัติ กำลังกระตุ้นให้คนไทยทดลองอะไรใหม่ๆ มากขึ้น และอาจค้นพบบุคลิกบ้านที่เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง ดังที่นักจิตวิทยาคลินิกท่านนั้นแนะนำว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางที่กระตุ้นให้คุณรับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง”
สำหรับแนวทางปฏิบัติ ผู้อ่านชาวไทยลองสำรวจแนวโน้มตามธรรมชาติของตัวเองดู คุณเป็นคนที่ชอบสังสรรค์กับแขก หรือต้องการเวลาส่วนตัวมากกว่ากัน? บ้านปัจจุบันของคุณตอบโจทย์ความต้องการและความใฝ่ฝันของคุณหรือไม่ หรือการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้บ้านสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของคุณได้มากขึ้น? ลองหาแรงบันดาลใจจากโมเดลนี้ รวมถึงจากขนบธรรมเนียมอันรุ่มรวยของไทยทั้งในด้านการออกแบบ การต้อนรับ และนวัตกรรม ลองค้นหารูปแบบการจัดวาง สีสัน และเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ อาจจะลองดูไอเดียจากแพลตฟอร์มออนไลน์หรือร้านขายของตกแต่งบ้านใกล้บ้านคุณ แล้วดูว่าบ้านแบบไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด จงสร้างสรรค์รูปแบบที่เป็นของคุณเอง เพราะบ้านที่มีความสุขที่สุดคือบ้านที่เติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับเจ้าของ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระแสใหม่นี้ ผู้อ่านสามารถเข้าไปดูบทความต้นฉบับได้ที่ HouseBeautiful หรือศึกษาคำแนะนำจากนักออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำในประเทศ ซึ่งมักมีแนวทางการออกแบบผสมผสานที่รวมนวัตกรรมตะวันตกเข้ากับภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย เพราะท้ายที่สุดแล้ว บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่ที่คุณอาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณอีกด้วย