ผลสำรวจล่าสุดจากสหรัฐฯ เผยข้อมูลน่าทึ่ง วัยรุ่นถึง 90% รู้สึกแฮปปี้ขึ้นเมื่อได้ขยับร่างกาย แต่ที่น่าคิดคือ เกือบครึ่งยอมรับว่าพอปิดเทอมทีไร ความฟิตกลับลดลง ประเด็นนี้น่าจะโดนใจครอบครัวไทยไม่น้อย เพราะบ้านเราพอหน้าร้อนทีไร อากาศก็ร้อนจัด แถมโรงเรียนก็หยุดยาว วัยรุ่นหลายคนเลยหมดไฟที่จะลุกมาออกกำลังกาย งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของ Planet Fitness ซึ่ง Parents.com ได้นำมาสรุปไว้ล่าสุด โดยสำรวจวัยรุ่นอายุ 14-19 ปี จำนวน 1,000 คน พร้อมผู้ปกครอง เกี่ยวกับกิจกรรมทางกายและสุขภาวะ ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการออกกำลังกายช่วยให้วัยรุ่นมีความสุขได้อย่างไร รวมถึงมีแนวทางดีๆ ที่ครอบครัวสามารถนำไปปรับใช้เพื่อให้ลูกหลานยังคงแอคทีฟได้ แม้ในช่วงที่กิจกรรมต่างๆ ต้องหยุดพักไปตามฤดูกาล

ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี่เหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งก็ดีที่เด็กๆ ได้พักจากตารางเรียนที่น่าเบื่อ แต่ในอีกด้าน ก็เสี่ยงกับภาวะความรู้ถดถอย หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “summer slide” แถมยังมีการออกกำลังกายที่ลดน้อยลง ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าไหร่ ผลสำรวจของ Planet Fitness ยังพบอีกว่า ผู้ปกครอง 66% กังวลเรื่องความเครียดของลูกๆ วัยทีน และที่น่าสนใจคือ 72% เชื่อมั่นว่าการออกกำลังกายนี่แหละคือยาใจชั้นดีที่จะช่วยเสริมสุขภาพจิตของวัยรุ่นได้ แต่พอชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป วัยรุ่นถึงสามในห้าคนบอกว่ายิ่งโต ความเครียดและความกังวลก็ยิ่งถาโถม ซึ่งเป็นภาพที่พ่อแม่และครูบาอาจารย์ชาวไทยคุ้นเคยกันดี เวลาเห็นลูกหลานเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอช่วงปิดเทอมยาวๆ

ความท้าทายมันอยู่ตรงนี้แหละ พอไม่มีกีฬาตามตาราง หรือกิจกรรมหลังเลิกเรียนเหมือนเคย วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยก็เลยขาดโอกาสที่จะได้ออกกำลังกายอย่างเป็นระบบและปลอดภัย “พอโรงเรียนปิดเทอม กิจกรรมกีฬาหลังเลิกเรียนก็หายไปด้วย วัยรุ่นส่วนใหญ่เลยมักจะหลุดจากกิจวัตรเดิมๆ ที่เคยทำ” ผู้บริหารระดับสูงด้านแบรนด์ของ Planet Fitness อธิบาย ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์ของ Rula ให้ความเห็นว่า การที่วัยรุ่นขาดแรงจูงใจนั้น ยิ่งถูกซ้ำเติมได้ง่ายจากการเล่นเกมโต้รุ่ง การไถโซเชียลมีเดียไม่หยุด หรือแม้แต่แค่ต้องการพักผ่อนยาวๆ หลังลุยเรียนหนักมาทั้งปี สำหรับบ้านเรา อากาศที่ร้อนจัดบวกกับความง่ายในการเข้าถึงโลกออนไลน์ตลอดเวลา ก็สร้างปัญหาคล้ายๆ กันให้หลายครอบครัว เด็กวัยรุ่นในเมืองส่วนใหญ่มักจะขลุกอยู่แต่ในห้องแอร์กับสารพัดแกดเจ็ต ขณะที่เด็กต่างจังหวัดก็อาจจะมีพื้นที่สีเขียวสาธารณะ หรือโครงการกีฬานอกโรงเรียนไม่มากนัก

งานวิจัยจากทั่วโลกต่างก็ชี้ตรงกันว่า สุขภาพกายและสุขภาพจิตของวัยรุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ส่งเสริมกันและกัน เหล่าจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่นที่ร่วมให้ข้อมูลในการสำรวจครั้งนี้ ต่างก็เน้นย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยให้อารมณ์แจ่มใส ลดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น แถมยังช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น การออกกำลังกายยังเป็นช่องทางชั้นดีให้วัยรุ่นได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนของไทยที่ปกติแล้วเป็นช่วงเวลาของการพบปะสังสรรค์ หากไม่ได้ขยับร่างกาย ก็อาจจะกลายเป็นว่าต้องทำกิจกรรมในร่มคนเดียว หรือไม่ก็จมอยู่กับหน้าจอเป็นส่วนใหญ่

แต่ภัยคุกคามเหล่านี้ก็มีอยู่จริง แถมยังดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ผลสำรวจของ Planet Fitness พบว่า วัยรุ่นถึง 81% ยอมรับว่าเวลาหน้าจอและโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของพวกเขามาก จนเบียดบังเวลาที่ควรจะใช้ไปกับการขยับร่างกาย เด็กและเยาวชนไทยเองก็ตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ต่างกัน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า วัยรุ่นไทยกว่า 90% ใช้เวลามากกว่าวันละสองชั่วโมงไปกับอุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งตัวเลขนี้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงปิดเทอม ที่น่าสนใจคือ วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยก็รู้ถึงผลกระทบเหล่านี้ดี ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ตระหนักถึงข้อเสียของการติดโซเชียลมีเดีย และรู้ว่าการพักจากหน้าจอบ้างจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะสลัดนิสัยนี้ทิ้งไป

อุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐาน อย่างค่าสมาชิกฟิตเนสที่แพง การเดินทางที่ไม่สะดวก และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่ไม่เพียงพอ ก็เป็นปัญหาที่คนไทยคุ้นเคยกันดี “วัยรุ่นบางกลุ่มอาจจะเข้าไม่ถึงสถานที่ออกกำลังกายที่ปลอดภัยในช่วงหน้าร้อน หรืออาจจะไม่มีรถขับไปฟิตเนส” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่นท่านหนึ่งให้ความเห็น อย่างในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ทุกชุมชนที่จะมีสวนสาธารณะให้ใช้ฟรีๆ หรือมีเลนจักรยานที่ปลอดภัย ส่วนในต่างจังหวัด สโมสรกีฬาราคาเป็นมิตร หรือศูนย์เยาวชนก็อาจจะมีไม่มากนัก โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมที่บุคลากรและโครงการต่างๆ มักจะลดขนาดลง

แม้จะมีอุปสรรคสารพัด แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพของลูกหลาน “พ่อแม่ผู้ปกครองนี่แหละคือคนสำคัญที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ วัยรุ่นได้เห็น ด้วยการทำตัวให้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอ” ผู้บริหารระดับสูงจาก Planet Fitness กล่าวเน้นย้ำ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ข้อสังเกตว่า วัยรุ่นที่เห็นพ่อแม่สนุกกับการออกกำลังกายเป็นประจำ มีแนวโน้มที่จะทำตามและทำได้นานกว่า สำหรับสังคมไทย ที่การไปเที่ยวกับครอบครัวมักจะหนีไม่พ้นการไปวัดหรือไปกินข้าว การลองปรับเปลี่ยนโดยผสมผสานกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกายเข้าไปด้วย เช่น ชวนกันปั่นจักรยานไปตลาดใกล้บ้าน หรือไปเดินเล่นในอุทยานแห่งชาติ ก็เป็นอีกวิธีที่ดีในการสร้างแบบอย่างการใช้ชีวิตที่เฮลท์ตี้ แถมยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีและช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย

แล้วพ่อแม่ชาวไทยจะทำยังไงดีล่ะ ถึงจะช่วยให้ลูกวัยรุ่นหันมาสนใจการออกกำลังกายได้ ในเมื่ออากาศก็ร้อน แถมสิ่งรอบตัวก็ชวนให้อยากนั่งๆ นอนๆ มากกว่า? ลองมาดูเคล็ดลับดีๆ ที่มีงานวิจัยรองรับ และปรับให้เข้ากับบริบทของบ้านเราได้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งจากผลสำรวจและงานวิจัยเพิ่มเติมด้านสุขภาพวัยรุ่น:

  • ทำให้เป็นเรื่องสนุกและชวนเพื่อนมาแจมได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า การเชื่อมโยงการออกกำลังกายเข้ากับสิ่งที่วัยรุ่นชอบอยู่แล้ว เช่น เต้นโคฟเวอร์ ตีแบด ว่ายน้ำ หรือเตะบอลสตรีท จะทำให้เด็กรู้สึกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโซเชียล ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ บ้านเราเองก็มีกิจกรรมสาธารณะราคาถูกหรือฟรีเยอะแยะในสวนสาธารณะ อย่างแอโรบิกกลางแจ้ง หรือกีฬาชุมชน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม

  • ส่งเสริมการขยับตัวแบบไม่ซีเรียส ไม่ว่าจะเป็นการช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ พาน้องหมาไปเดินเล่น หรือปั่นจักรยานไปหาเพื่อน การเคลื่อนไหวร่างกายไม่จำเป็นต้องมีตารางเป๊ะๆ เสมอไป หัวใจสำคัญ ตามที่จิตแพทย์ท่านหนึ่งที่ร่วมให้ข้อมูลในบทความนี้บอกไว้ก็คือ “การเชื่อมโยงกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกายเข้ากับสิ่งที่วัยรุ่นให้ความสำคัญ”

  • มองหาโปรแกรมฟรีหรือราคาสบายกระเป๋า อย่างในสหรัฐฯ ก็มีโครงการ “High School Summer Pass” ของ Planet Fitness ที่ให้วัยรุ่นเข้ายิมฟรี ส่วนในบ้านเรา แม้โปรแกรมฟิตเนสฟรีอาจจะมีไม่มากเท่า แต่โครงการของภาครัฐก็มักจะเปิดพื้นที่โรงเรียนหรือศูนย์ชุมชนให้จัดกิจกรรมกีฬาช่วงหน้าร้อนอยู่บ้าง (กรมพลศึกษา และ สมาคม YMCA ประเทศไทย) พ่อแม่ผู้ปกครองและน้องๆ วัยรุ่น ลองสอบถามรายละเอียดจากเทศบาลหรือสำนักงานเขตใกล้บ้านดู

  • ใส่ใจเรื่องความร้อน หน้าร้อนเมืองไทยนี่ขึ้นชื่อเรื่องความอบอ้าว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ออกกำลังกายช่วงเช้ามืดหรือตอนเย็นๆ เลือกเส้นทางที่มีร่มไม้เยอะๆ และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ กระทรวงสาธารณสุขของไทย ก็เน้นย้ำในคำแนะนำประจำฤดูกาลอยู่เสมอ

  • ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ถึงแม้เวลาหน้าจอจะเป็นปัญหา แต่พวกแอปติดตามการออกกำลังกาย คลาสโยคะออนไลน์ หรือชาเลนจ์เต้นต่างๆ (อย่างคลิปออกกำลังกายที่ฮิตๆ ใน TikTok) ก็สามารถเปลี่ยนความผูกพันของวัยรุ่นกับแกดเจ็ตให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างแรงบันดาลใจให้ออกมาขยับแข้งขยับขาได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองเปิดอกคุยกับลูกๆ ถึงประโยชน์และความท้าทายของการมีไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟ “การพูดคุยกันอย่างเปิดอกเรื่องสุขภาพจิตและประโยชน์ของการขยับร่างกาย สามารถกระตุ้นให้วัยรุ่นอยากแอคทีฟมากขึ้นได้” ผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์ของ Rula แนะนำ เรื่องนี้อาจจะต้องคำนึงถึงความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมของไทยด้วย สำหรับบางครอบครัว การคุยเรื่องสุขภาพใจอาจจะยังไม่ใช่เรื่องที่สะดวกปากนัก แต่การนำเสนอว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีสร้างความสุข ความแข็งแรง และเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเทอม อาจจะเป็นวิธีที่ได้รับการตอบรับที่ดีกว่า

เมื่อก่อน การรณรงค์ด้านสาธารณสุขในบ้านเรามักจะเน้นไปที่เรื่องโรคอ้วน หรือวิชาพละในโรงเรียนเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แนวทางก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้น โดยหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจและความฟิตแบบองค์รวมมากขึ้น ซึ่งก็สอดรับกับเทรนด์ทั่วโลกที่มองว่าสุขภาพของวัยรุ่นคือการผสมผสานกันระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพใจ ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ตอกย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ โดยชี้ว่าทั่วโลกมีวัยรุ่นถึง 81% ที่มีกิจกรรมทางกายไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำ ซึ่งทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาในประเทศไทยเองก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยพบว่ามีวัยรุ่นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำในแต่ละวันเมื่ออยู่นอกโรงเรียน (PubMed - Adolescent Physical Activity in Thailand)

เมื่อมองไปในอนาคต นักวิจัยหลายท่านออกมาเตือนว่า หากพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ และการเสพติดสื่อดิจิทัลยังคงอยู่ในระดับสูง ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนรุ่นใหม่ไปอีกหลายปี แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ชี้ให้เห็นถึงโครงการดีๆ ที่น่าสนใจ เช่น การออกแบบผังเมืองที่เอื้อต่อการขยับร่างกาย (active design) เทศกาลกีฬาชุมชน และการนำสื่อดิจิทัลมาใช้เป็นรางวัลจูงใจให้คนออกมาเคลื่อนไหวในชีวิตจริง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เริ่มเห็นได้ในโครงการพัฒนาเมืองใหม่ๆ ตั้งแต่เชียงใหม่ไปจนถึงชลบุรี ความพยายามที่จะเพิ่มโอกาสให้คนในชนบทได้เข้าถึงกีฬาและกิจกรรมนันทนาการก็เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นเช่นกัน โดยมีทั้งโครงการจากภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนทั้งเรื่องทุนการศึกษา อุปกรณ์กีฬา และอาสาสมัครผู้ฝึกสอน

สรุปง่ายๆ ข้อความสำคัญสำหรับครอบครัวไทยนั้นชัดเจนมาก: การออกกำลังกายเป็นประจำจะนำความสุขและความแข็งแรงมาสู่วัยรุ่น แม้ว่าการจะกระตุ้นให้พวกเขาลุกขึ้นมาขยับร่างกายตลอดช่วงหน้าร้อนที่ทั้งยาวนานและร้อนระอุ อาจจะต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความอดทน และการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมอยู่บ้าง การเป็นต้นแบบที่ดีในการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง การสนับสนุนในสิ่งที่พวกเขาสนใจ การสร้างโอกาสให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายร่วมกัน และการใช้เทคโนโลยีในเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยได้

คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยในช่วงหน้าร้อนนี้:

  • สร้างกิจวัตรขยับตัวในครอบครัว เช่น ชวนกันเดินไปตลาดแถวบ้าน ออกไปเที่ยวสวนสาธารณะ หรือตีแบดมินตันเล่นกันที่บ้าน
  • มองหากิจกรรมกีฬาและออกกำลังกายสำหรับเด็กๆ ในชุมชน โดยเฉพาะโครงการที่จัดโดยหน่วยงานท้องถิ่นหรือวัดใกล้บ้าน
  • ชวนกันทำกิจกรรมช่วงเช้ามืดหรือหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเลี่ยงช่วงที่อากาศร้อนจัดๆ
  • เปิดใจคุยกันถึงความสำคัญของการแอคทีฟ โดยเน้นไปที่เรื่องความสุขและความพร้อมสำหรับการเปิดเทอมใหม่
  • เป็นตัวอย่างที่ดี เข้าร่วมกิจกรรมกับลูกๆ ด้วย แสดงให้เห็นว่ามันสนุก และพากันลดเวลาหน้าจอไปพร้อมๆ กัน

หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ครอบครัวสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือครูสุขศึกษาที่โรงเรียน ซึ่งหลายแห่งก็มีข้อมูลและกิจกรรมช่วงปิดเทอมหน้าร้อนที่ออกแบบมาเพื่อเยาวชนไทยโดยเฉพาะ

แหล่งอ้างอิง: Parents.com, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, องค์การอนามัยโลก—กิจกรรมทางกายของวัยรุ่น, PubMed - กิจกรรมทางกายของวัยรุ่นในประเทศไทย, กระทรวงสาธารณสุข, กรมพลศึกษา, สมาคม YMCA ประเทศไทย