งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่เกี่ยวโยงกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก หลังมีการเปิดเผยข้อมูลน่าทึ่งว่า การออกกำลังกายแบบ “รีบาวน์ดิง” (rebounding) หรือการกระโดดบนแทรมโพลีนขนาดเล็กเพียง 10 นาที สามารถให้ผลดีต่อระบบหัวใจหลอดเลือดและกล้ามเนื้อ เทียบเท่ากับการวิ่งจ็อกกิงนานถึงครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว การค้นพบครั้งนี้ ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลทั้งในโลกโซเชียลและสื่อหลักอย่างรวดเร็ว กำลังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองต่อการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ และจุดประกายความหวังให้ผู้คนเข้าถึงการออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่เวลาและสถานที่เป็นเรื่องท้าทาย

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความเร่งรีบ แถมยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ทำให้การออกกำลังกายเป็นประจำกลายเป็นเรื่องยาก งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ว่ากันว่างานวิจัยนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการศึกษาของนาซาที่ต้องการเตรียมความพร้อมร่างกายให้นักบินอวกาศ และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบระหว่างปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ผลการศึกษาชี้ว่า การรีบาวน์ดิงไม่เพียงช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและความอึดของร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยังอ่อนโยนต่อข้อต่อมากกว่าการวิ่งจ็อกกิงทั่วไปอีกด้วย (LadBible)

จุดเด่นของผลการศึกษานี้อยู่ที่ การกระโดดแค่ 10 นาที ให้ผลลัพธ์ทางแอโรบิกเทียบเท่าการวิ่งถึง 30 นาที โดยวัดจากปริมาณการใช้ออกซิเจน อัตราการเต้นของหัวใจ และการทำงานของกล้ามเนื้อของผู้เข้าร่วมทดลอง เชื่อว่าการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำประเภทนี้ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อได้หลากหลายส่วนมากขึ้นในทุกท่วงท่า เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วงขณะกระโดดบนแทรมโพลีน สื่อบางสำนักรายงานว่า เหตุผลดั้งเดิมของนาซาคือต้องการให้นักบินอวกาศรักษามวลกระดูกและความแข็งแรงของระบบหัวใจหลอดเลือดได้ โดยไม่ต้องรับแรงกระแทกจากพื้นแข็งเมื่ออยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก (Business Insider) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในไทยที่ได้พิจารณาผลการศึกษาเหล่านี้ให้ความเห็นว่า ประโยชน์ที่ได้น่าจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ นักเรียนนักศึกษา ผู้สูงวัย หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่ข้อต่อ ซึ่งปกติแล้วอาจไม่สะดวกออกกำลังกายแบบแรงกระแทกสูง

นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายระดับแนวหน้าของไทยท่านหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้คำอธิบายว่า “การรีบาวน์ดิงช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (stabiliser muscles) และยังช่วยลดแรงกระแทกซ้ำๆ ที่ข้อต่อ ซึ่งมักจะเจอในการวิ่งจ็อกกิง อีกทั้งด้วยขนาดที่กะทัดรัด จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่อยู่คอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮาส์ได้เป็นอย่างดี” ความเห็นนี้ไปในทิศทางเดียวกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รณรงค์ส่งเสริมการออกกำลังกายที่หลากหลายและประหยัดเวลามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แคมเปญระดับชาติของรัฐบาล “ขยับกาย สบายชีวี ทุกวัน” (กรมอนามัย ประเทศไทย) ก่อนหน้านี้ แคมเปญดังกล่าวเน้นไปที่การเดินและการปั่นจักรยานเป็นหลัก แต่ข้อมูลใหม่เรื่องรีบาวน์ดิงนี้มีแววว่าจะทำให้ขอบเขตของกิจกรรมที่แนะนำกว้างขึ้นไปอีก

ในอดีต สังคมไทยคุ้นเคยกับการออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายร่วมกัน ทั้งมวยไทย การเต้นแอโรบิกหมู่ในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่งานวัดที่มีการละเล่นและร่ายรำต่างๆ ทว่ารูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป การระบาดใหญ่ของโควิด-19 และความหนาแน่นของเมือง ได้ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพจากที่บ้านกันมากขึ้น กระแส “ฟิตเนสออนไลน์” และการออกกำลังกายทางเลือกที่บ้านที่เติบโตขึ้นนี้ ก็เข้ากันได้ดีกับรีบาวน์ดิง ซึ่งต้องการพื้นที่เพียงราวหนึ่งตารางเมตรกับแทรมโพลีนที่แข็งแรงทนทานสักตัว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ในไทยต่างรายงานยอดขายมินิแทรมโพลีนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่แชร์คลิปออกกำลังกายบนโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง TikTok และ YouTube

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่จะเห็นพ้องต้องกันทั้งหมดกับข้อสรุปเรื่องความเท่าเทียมของผลลัพธ์ดังที่สื่อบางสำนักนำเสนอเกี่ยวกับงานศึกษาของนาซา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาระดับแนวหน้าของไทยท่านหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทในการทำงานร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้ข้อสังเกตว่า “แม้การออกกำลังกายบนมินิแทรมโพลีนจะให้ผลดีและปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่การวิ่งก็มีข้อดีเพิ่มเติมในเรื่องการลงน้ำหนัก (weight-bearing) ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพกระดูก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรออกกำลังกายหลายๆ แบบผสมผสานกันไป” บทวิเคราะห์จากต่างประเทศยังชี้อีกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเริ่มรีบาวน์ดิงได้ทันทีโดยไม่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น กลุ่มผู้สูงวัยหรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ควรเริ่มต้นภายใต้คำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิด (ฮาร์วาร์ด เฮลท์)

สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองนำรีบาวน์ดิงมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน มีคำแนะนำดีๆ จากเทรนเนอร์ทั้งในและต่างประเทศมาฝากกัน เริ่มจากการวอร์มอัพเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อม สวมรองเท้าหรือถุงเท้ากันลื่นเพื่อความปลอดภัย และตั้งแทรมโพลีนในที่โล่ง ห่างจากสิ่งกีดขวางที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ทุกวันนี้ สตูดิโอออกกำลังกายที่ได้มาตรฐานในเมืองใหญ่หลายแห่งก็มีคลาสรีบาวน์ดิงแบบกลุ่ม สอนโดยผู้ฝึกสอนมืออาชีพที่ได้รับการรับรอง มีทั้งดนตรีและท่าเต้นสนุกๆ ช่วยสร้างแรงจูงใจ ส่วนใครที่สะดวกเรียนออนไลน์ ก็มีวิดีโอสอนมากมายที่ทำขึ้นสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ ทำให้ทุกคนในครอบครัวสามารถกระโดดสนุกไปด้วยกันได้ที่บ้าน ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก

เมื่อมองไปยังอนาคต ผู้ที่ทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพคาดการณ์ว่า รีบาวน์ดิงจะได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะเมื่อวิถีชีวิตคนเมืองยังคงมองหาทางเลือกการออกกำลังกายที่ทั้งประหยัดเวลาและหลากหลาย มหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทยเริ่มศึกษาถึงประโยชน์ด้านจิตใจและสังคมของการออกกำลังกายที่บ้านแบบสั้นๆ แต่เข้มข้น ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนก็กำลังทดลองนำรีบาวน์ดิงมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยฟื้นฟูร่างกายอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าหรือปวดหลังเรื้อรัง และด้วยนโยบายภาครัฐที่ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพแบบองค์รวม ก็มีความเป็นไปได้สูงที่รีบาวน์ดิงจะกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางกายที่ได้รับการแนะนำอย่างเป็นทางการ ทั้งในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และศูนย์บริการชุมชนทั่วประเทศ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากเพิ่มการขยับเขยื้อนร่างกายในชีวิตประจำวัน โดยไม่กระทบทั้งเวลาและพื้นที่ การลงทุนซื้อแทรมโพลีนขนาดเล็กคุณภาพดีสักตัว และเรียนรู้เทคนิคการเล่นที่ถูกต้อง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่า เริ่มจากน้อยๆ แค่วันละ 5-10 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นไป พร้อมทั้งสลับกับการเดินเร็วหรือเล่นโยคะบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อสุขภาพที่ดีรอบด้าน และเช่นเคย สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ ก็ตาม

หากต้องการข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ผู้อ่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกนักบินอวกาศ รวมถึงศึกษาคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข การติดตามผู้ฝึกสอนฟิตเนสที่ไว้ใจได้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จะช่วยให้มั่นใจได้ทั้งความปลอดภัยและความสนุกสนานในการออกกำลังกาย ในขณะที่ “รีบาวน์ดิง” กำลังกลายเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ติดหูในแวดวงฟิตเนสของไทย