ใบหน้าคนเรา บอกธาตุแท้ด้านมืดได้จริงหรือ? ล่าสุด มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่สื่อต่างชาติตีข่าวกันครึกโครม รวมถึงบทความยอดฮิตในนิวส์วีก (Newsweek) จุดประเด็นร้อนให้สังคมถกกันให้แซ่ดว่า แค่สแกนใบหน้า ก็จับไต๋คนที่เป็นไซโคพาธ หรือคนที่มีกลุ่มนิสัยสายดาร์ก 3 อย่าง (ที่เรียกว่า “ดาร์กไทรแอด”) อย่างพวกหลงตัวเอง ชอบปั่นหัวคนอื่น และพวกไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ได้จริงหรือ งานวิจัยชิ้นนี้ อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ และท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าเราจะดูคนอันตรายหรือพวกจอมเจ้าเล่ห์ออกได้แม่นเป๊ะจากแค่เปลือกนอกจริงหรือเปล่า ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมากสำหรับสังคมไทย ที่ให้ค่ากับความประทับใจแรกพบ การรักษา “หน้าตา” และความกลมเกลียวในสังคม

งานวิจัยชิ้นนี้เด็ดตรงที่เจาะลึกเรื่อง “ดาร์กไทรแอด” ซึ่งเป็นกลุ่มนิสัยที่โยงใยกับพฤติกรรมสวนกระแสสังคม ชอบบงการคนอื่น และใจจืดใจดำ นิสัยพวกนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน่าสนใจทางจิตวิทยาเฉยๆ แต่ยังส่งผลกระทบจริงจังในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ดราม่าในออฟฟิศไปจนถึงคดีอาชญากรรม สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับเรื่อง “หน้าตา” และการวางตัวในสังคม การได้รู้ว่าความเสี่ยงบางอย่างทางบุคลิกภาพอาจโผล่มาให้เห็นบนใบหน้าได้ ยิ่งทำให้งานวิจัยนี้ดูน่าสนใจและมีผลกระทบทั้งในทางปฏิบัติและวัฒนธรรมมากขึ้นไปอีก

ตามรายละเอียดที่นิวส์วีกรายงาน (newsweek.com) นักวิจัยได้สร้าง “ภาพใบหน้าจำลอง” ขึ้นมา โดยเป็นการนำภาพใบหน้าของกลุ่มคนที่ได้คะแนนลักษณะนิสัยสายดาร์กสูงปรี๊ดและต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาเฉลี่ยกันด้วยระบบดิจิทัล แล้วก็ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทายว่าใบหน้าไหนดูมีแววจะเป็นพวกเจ้าเล่ห์ หลงตัวเอง หรือเป็นไซโคพาธมากกว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าทึ่งมาก คือโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้เข้าร่วมสามารถจิ้มถูกใบหน้าที่โยงกับนิสัยสายดาร์กขั้นสุดได้แม่นกว่าการเดามั่วซั่วเสียอีก เรื่องนี้มันไปตรงกับทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่า มนุษย์เราพัฒนาความสามารถในการปรับตัวเพื่อประเมินภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และจับโป๊ะพวกหลอกลวงหรืออันตรายจากสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ บนใบหน้า ซึ่งก็เหมือนมี “เรดาร์” ทางจิตวิทยาติดตัวไว้เพื่อเอาชีวิตรอดนั่นเอง

ที่ทำให้งานวิจัยนี้น่าเชื่อถือกว่างานวิจัยเก่าๆ ก็คือ มันศึกษาครอบคลุมทั้งกลุ่มตัวอย่างจากวัฒนธรรม “WEIRD” (ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนจากชาติตะวันตก มีการศึกษาดี อยู่ในสังคมอุตสาหกรรม ร่ำรวย และเป็นประชาธิปไตย) และกลุ่มตัวอย่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ WEIRD ด้วย เลยทำให้ผลวิจัยนี้มันใช้ได้กว้างขึ้นไปอีก อย่างที่ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยคนหนึ่งโพสต์ไว้ใน LinkedIn ที่เกี่ยวข้องว่า “การอ่านนิสัยจากใบหน้าโดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการสร้างมาให้เราก็ได้” ความที่ผลวิจัยนี้มันดูเป็นสากล เลยทำให้เกิดคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับการตีความสัญญาณบนใบหน้าในแต่ละวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่แค่สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปนิดเดียว ก็สื่อความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาได้เป็นล้านคำ

งานวิจัยเรื่องไซโคพาธกับโหงวเฮ้งเนี่ย เป็นส่วนหนึ่งของแวดวงวิชาการที่กำลังมาแรง ที่พยายามจะเข้าใจว่านิสัยบางอย่างมันแสดงออกมาทางรูปลักษณ์ภายนอกได้ยังไง จากข้อมูลในวิกิพีเดียเรื่องไซโคพาธและลักษณะที่เกี่ยวข้องกัน (en.wikipedia.org) จะเห็นว่าถึงแม้คำว่า “ไซโคพาธ” จะยังไม่ถูกนับเป็นชื่อโรคทางจิตเวชแบบเป๊ะๆ แต่การประเมินลักษณะของไซโคพาธก็ถูกเอามาใช้กันให้พรึ่บในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการประเมินทางจิตวิทยาทั่วโลก ขณะเดียวกัน “ดาร์กไทรแอด” ก็กลายเป็นหัวข้อฮิตในวงการจิตวิทยาบุคลิกภาพ โดยมีงานวิจัยเพียบที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างนิสัยพวกนี้กับความเสี่ยงทางสังคมที่มากขึ้น

แถมยังมีหลักฐานจากงานวิจัยอื่นๆ มาซัพพอร์ตอีกด้วยนะ เช่น บทความล่าสุดจาก PsyPost (PsyPost ผ่าน MSN) บอกว่า “คนที่มีนิสัยสายดาร์กมักจะทำให้คนอื่นไว้ใจได้ง่ายๆ เพราะหน้าตาที่ดูดีมีเสน่ห์” นี่ก็บอกเป็นนัยๆ ว่าพวกที่มีนิสัยแบบนี้จัดๆ มักจะถูกมองว่ามีเสน่ห์และน่าเชื่อถือเกินเบอร์ และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถปั่นหัวหรือหลอกลวงคนอื่นได้สำเร็จ ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่นิวส์วีกรายงาน (newsweek.com) พบว่า “พวกไซโคพาธมักจะดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าคนทั่วไป” ซึ่งยิ่งตอกย้ำความคิดที่อาจจะสวนทางกับความรู้สึกของหลายๆ คนว่า หน้าตาดีมีเสน่ห์นี่แหละที่อาจจะซ่อนอันตรายไว้ข้างใน

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ออกมาให้ความเห็น โดยเน้นย้ำว่าผลวิจัยพวกนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิด นักจิตวิทยาเบอร์ต้นๆ ชี้ว่า ถึงคนเราอาจจะมีเซนส์บางอย่างในการมองเห็นนิสัยต่อต้านสังคมหรือความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ แต่ก็อย่ามองข้ามความเสี่ยงจากอคติ การตัดสินคนที่เปลือกนอก และการมั่นหน้าในวิจารณญาณของตัวเองมากเกินไป การอ่านสัญญาณจากใบหน้าผิดๆ อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติแบบไม่แฟร์ การตั้งธงแบบผิดๆ หรือการระแวงคนอื่นจากแค่หน้าตา แทนที่จะดูจากหลักฐานหรือพฤติกรรมที่เห็นกันจริงๆ ในสังคมไทย การตัดสินคนจากหน้าตา ซึ่งบางทีก็ไปโยงกับค่านิยมเรื่องสีผิวหรือการมองเรื่องชนชั้น อาจเป็นเรื่องเปราะบางและก่อให้เกิดดราม่าได้ง่ายๆ

เรื่อง “หน้าตา” ชื่อเสียง และภาพลักษณ์ภายนอก ที่คนไทยให้ความสำคัญมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ก็ล้วนเกี่ยวโยงกับประเด็นนี้ทั้งนั้น แนวคิดเรื่อง “การรักษาหน้า” หรือการรักษาภาพลักษณ์และเกียรติของตัวเอง มันฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันและการทำงานของเรา แต่กระนั้น งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ก็ทำให้เราต้องฉุกคิดว่า จริงๆ แล้วหน้าตาคนเราอาจจะบอกอะไรได้มากกว่าที่เราเคยคิดหรือเปล่า และสัญชาตญาณในการ “อ่านคน” ของเรามันมีที่มาจากวิวัฒนาการจริงๆ หรือแค่คิดไปเอง

มองไปในอนาคต งานวิจัยนี้เปิดประตูสู่การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในประเทศไทยเลยทีเดียว มหาวิทยาลัยและสถาบันวิทยาศาสตร์บ้านเราสามารถจับมือกันทำวิจัยข้ามวัฒนธรรม เพื่อดูว่าคนไทยเรา ที่มีมาตรฐานสังคมและวิธีสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะสามารถมองทะลุนิสัยด้านมืดจากใบหน้าได้เก่งกาจเท่ากับคนชาติอื่นหรือเปล่า ผลวิจัยที่ได้จะช่วยเพิ่มมิติที่ลึกซึ้งและมีประโยชน์สุดๆ โดยเฉพาะกับคนทำงานในแวดวงการศึกษา การดูแลสุขภาพ ทรัพยากรบุคคล และการบังคับใช้กฎหมาย การฝึกอบรมให้คนทำงานในสายอาชีพเหล่านี้ในเมืองไทย สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนคือการประเมินจากหลักฐานจริง อันไหนคือการเหมารวมแบบมั่วๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ

แล้วคนไทยเราควรจะรับมือกับงานวิจัยนี้ยังไงดี? แม้ว่าการ “เชื่อเซนส์ตัวเอง” เวลาดูหน้าคนรอบข้างมันอาจจะง่าย แต่สำคัญสุดๆ คือเราต้องใช้เซนส์นั้นคู่ไปกับการคิดวิเคราะห์ให้รอบคอบและดูหลักฐานประกอบ ก่อนจะตัดสินใจหรือทำอะไรลงไปจากความประทับใจแวบแรก ในระดับองค์กร สถาบันต่างๆ ต้องระวังแจ อย่าให้อคติเรื่องหน้าตาเข้ามามีผลต่อการรับคนเข้าทำงาน การทำงานของตำรวจ หรือในระบบการศึกษา ส่วนในระดับตัวเราเอง การรู้เท่าทัน “ทางลัดทางความคิด” ของตัวเองจะช่วยให้เราปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างแฟร์มากขึ้น และเลี่ยงอันตรายจากการด่วนตัดสินคนอื่นเร็วเกินไป

สำหรับคนไทยเราทุกคน ผลวิจัยนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนสติว่า ถึงแม้หน้าตาภายนอกอาจจะพอชี้เป้าความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ได้บ้างบางครั้ง แต่ธาตุแท้ของคนเรามันแสดงออกผ่านพฤติกรรมและการกระทำได้ชัดเจนกว่าแค่หน้าตาเสมอ การมีสติและใช้แนวทางที่สมดุล ให้ความสำคัญทั้งเซนส์และการคิดวิเคราะห์ จะเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวมมากที่สุด ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเดินหน้าค้นคว้าเพื่อไขปริศนาต่างๆ ของใบหน้ามนุษย์กันต่อไป

แหล่งข้อมูล: