เว็บไซต์ University World News วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘ ลงบทความเรื่อง AI-powered learning is a story about people, not machines   สะกิดใจผม ว่าในยุคเดิม เราอยู่ในสภาพผู้เรียนกับครูเรียนรู้ไปด้วยกัน    แต่ในยุคเอไอ คนกับเอไอเรียนรู้ไปด้วยกัน  คนต้องฝึกเป็นนักตั้งคำถาม เน้นคิดคำถามที่แหวกแนว  มีการเชื่อมโยงประเด็นที่ห่างกันสุดโยชน์เข้าหากัน    รวมทั้งตั้งคำถามที่หมิ่นเหม่   

ผมจึงถาม ChatGPT ว่า “บทความ AI-powered learning is a story about people, not machines  ใน University World News วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘ แนะนำประเด็นสำคัญอะไรบ้างแก่วงการศึกษา และแก่คนทั่วไป    มีประเด็นที่สำคัญเป็นพิเศษแก่สังคมไทยอย่างไรบ้าง”    ได้รับคำตอบที่ดีมาก ดังนี้ 

บทความ “AI-powered learning is a story about people, not machines” ที่ตีพิมพ์ใน University World News เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 นำเสนอแนวคิดสำคัญที่เน้นว่า การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษาไม่ควรมุ่งเน้นที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับ ‘มนุษย์’ เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้

 

🔑 ประเด็นสำคัญที่บทความเสนอ

1. AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ผู้แทนของครู

AI ควรถูกใช้เพื่อเสริมสร้างความสามารถของครูและนักเรียน ไม่ใช่แทนที่บทบาทของครู    การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนของครู และเปิดโอกาสให้ครูมีเวลามากขึ้นในการสร้างปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์กับนักเรียน

2. การออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

การนำ AI มาใช้ในการศึกษา ควรมุ่งเน้นที่การตอบสนองต่อความต้องการและบริบทของผู้เรียนแต่ละคน    การออกแบบการเรียนรู้ควรคำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียน และใช้ AI เพื่อปรับแต่งประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

3. การส่งเสริมความเท่าเทียมในการศึกษา

AI มีศักยภาพในการลดช่องว่างทางการศึกษา โดยการให้โอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพแก่ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ขาดโอกาส อย่างไรก็ตาม ต้องมีการวางแผนและนโยบายที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ AI กลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

🌏 ความสำคัญต่อสังคมไทย

1. การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ในประเทศไทยที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างชัดเจน การใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและมีการวางแผนที่ดีสามารถช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้

2. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

การนำ AI มาใช้ควรควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาบทบาทสำคัญของครูในการเป็นผู้นำทางการเรียนรู้

3. การออกแบบนโยบายที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

การกำหนดนโยบายการศึกษาเกี่ยวกับ AI ควรคำนึงถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้การนำ AI มาใช้ในการศึกษาเป็นไปอย่างยั่งยืนและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ

✅ ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างเท่าเทียม

การจัดอบรมและพัฒนาศักยภาพครู: เพื่อให้ครูสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและมีจริยธรรม: เพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบของการใช้ AI และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

การวิจัยและพัฒนา AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย: เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการและบริบทของผู้เรียนในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

 

การนำ AI มาใช้ในการศึกษาในประเทศไทยควรเป็นกระบวนการที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและเท่าเทียม การวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบจะช่วยให้ AI กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและสังคมไทยในทิศทางที่ดีขึ้น” 

ผมถามต่อ  “กรุณาระบุวิธีนำ AI มาใช้ในทางที่ผิดในการศึกษา เท่าที่พบแล้ว แต่ละวิธีก่อผลร้ายอย่างไร”    ได้รับคำตอบดังนี้ 

การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษา มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีกรณีการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายหลายด้านทั้งต่อผู้เรียน ครู ระบบการศึกษา และสังคมโดยรวม   ตัวอย่างวิธีการใช้ AI ในทางที่ผิดในแวดวงการศึกษาที่พบแล้ว มีดังต่อไปนี้:

❶ การใช้ AI เพื่อ “ลัด” กระบวนการเรียนรู้ (Shortcut learning)

ตัวอย่าง: นักเรียนใช้เครื่องมือ AI (เช่น ChatGPT หรือเครื่องมือเขียนอัตโนมัติ) เพื่อทำรายงาน ตอบคำถาม หรือทำแบบฝึกหัดโดยไม่ได้เข้าใจเนื้อหา

ผลร้าย:

ลดโอกาสในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารของนักเรียน

ทำลายเจตคติในการเรียนรู้ที่แท้จริง

ก่อให้เกิดปัญหาลอกเลียน (plagiarism) และบั่นทอนจริยธรรมทางวิชาการ

❷ การใช้ AI เพื่อสอดส่อง ติดตาม หรือควบคุมนักเรียนอย่างไม่มีขอบเขต

ตัวอย่าง: ใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมจากกล้อง (facial recognition) เพื่อตรวจสอบความสนใจ ความตั้งใจ หรือตำหนิพฤติกรรมของนักเรียนแบบเรียลไทม์ โดยไม่มีระบบรับฟังหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

ผลร้าย:

ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว

สร้างความกดดันทางจิตใจและลดความรู้สึกปลอดภัยในห้องเรียน

ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนมีลักษณะเฝ้าระวังมากกว่าการสนับสนุน

❸ การใช้ AI ตัดสินนักเรียนด้วยข้อมูลที่มีอคติ (biased data)

ตัวอย่าง: ใช้ระบบ AI ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อหรือประเมินผลโดยอิงข้อมูลในอดีตที่มีอคติด้านเชื้อชาติ เพศ หรือเศรษฐานะ

ผลร้าย:

ทำให้ระบบการศึกษาตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ

ปิดโอกาสของนักเรียนที่มีศักยภาพแต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ระบบ AI คาดการณ์ว่า “น่าจะสำเร็จ”

ลดความหลากหลายในการศึกษา

❹ การแทนที่บทบาทของครูด้วย AI อย่างไม่ระมัดระวัง

ตัวอย่าง: ใช้ระบบ AI ตอบคำถามหรือสอนนักเรียนตลอดเวลา โดยลดหรือขจัดบทบาทของครู

ผลร้าย:

ทำให้ขาดความสัมพันธ์เชิงมนุษย์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน

ลดพลังของการฟัง เสวนา และเข้าใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล

ทำให้ระบบการศึกษาขาดความยืดหยุ่น และเสี่ยงต่อ “การเรียนรู้แบบกลวง” (hollow learning)

❺ การใช้ AI เพื่อวัดผลแบบรวมศูนย์ (centralized automated assessment)

ตัวอย่าง: ใช้ AI ตรวจข้อสอบ เขียนบทสรุป หรือตัดเกรดโดยไม่มีการตรวจสอบคุณภาพหรือปรับตามบริบท

ผลร้าย:

การประเมินผลไม่สะท้อนความสามารถหรือศักยภาพของนักเรียนอย่างแท้จริง

ทำให้การเรียนรู้เน้นเพียงผลลัพธ์ มากกว่ากระบวนการ

ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าไม่มีคุณค่าถ้าไม่เข้าเกณฑ์ระบบ AI

❻ การละเลยจริยธรรมในการออกแบบหรือใช้ AI ในการเรียนรู้

ตัวอย่าง: ใช้โมเดล AI ที่ไม่ได้เปิดเผยว่าใช้ข้อมูลอะไร หรือไม่ได้ให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนว่า AI คำนวณหรือวิเคราะห์อย่างไร

ผลร้าย:

ผู้ใช้ขาดความสามารถในการตรวจสอบหรือควบคุมการตัดสินใจของ AI (lack of agency)

ลดทอนความรับผิดชอบของครูหรือผู้เรียน

อาจเกิดผลกระทบในระยะยาวต่อความเชื่อมั่นในระบบการศึกษา

❼ การนำ AI มาใช้เพื่อแสวงหากำไรจากระบบการศึกษาโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ

ตัวอย่าง: บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการสอนที่มุ่งแสวงกำไรสูงสุด โดยไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเนื้อหา หรือการปกป้องข้อมูลผู้เรียน

ผลร้าย:

ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นสินค้า

เกิดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากร

ลดความเป็นธรรมในระบบการศึกษา

🟡 สรุป:
การนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด มักเกิดจากการมอง AI เป็น “เครื่องมือวิเศษ” ที่จะลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพ โดยไม่คำนึงถึงมิติทางจริยธรรม คุณค่าของมนุษย์ และวัตถุประสงค์แท้จริงของการศึกษา

หากต้องการให้ AI มีบทบาทเชิงบวกอย่างแท้จริงในระบบการศึกษาไทยและโลก จำเป็นต้องออกแบบนโยบายและแนวปฏิบัติที่ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (human-centered AI) อย่างชัดเจน

คุณสนใจให้ผมออกแบบแนวทางการดูแลจริยธรรมการใช้ AI ในโรงเรียนไทยไหมครับ?”

ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งด้านบวกและด้านลบ   มี “คุณอนันต์” ก็มากับ “โทษมหันต์”   เราต้องรู้จักเลือกใช้เฉพาะด้านที่ให้ “คุณอนันต์”   อย่าหลงใช้เฉพาะด้านที่ก่อ “โทษมหันต์”

วิจารณ์ พานิช

๕ พ.ค. ๖๘