งานวิจัยสดใหม่จากมหาวิทยาลัยมอนทรีออล ประเทศแคนาดา เผยข้อมูลน่าสนใจว่าคาเฟอีน สารกระตุ้นยอดฮิตที่คนทั่วโลกนิยมบริโภคกันนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพักผ่อนฟื้นฟูของสมองระหว่างนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว ทีมวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเข้านอน ทำให้สมองยังคงตื่นตัวและมีกิจกรรมซับซ้อนคล้ายตอนกลางวัน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการซ่อมแซมทั้งร่างกายและจิตใจ ประเด็นนี้น่าจะจุดประกายให้สังคมไทยที่คุ้นเคยกับการดื่มกาแฟและชาเป็นอย่างดี หันมาใส่ใจเรื่องการบริโภคคาเฟอีนยามค่ำคืนและผลกระทบต่อสุขภาพกันมากขึ้น (Neuroscience News)
สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย การจิบกาแฟเย็นหรือชานมไข่มุกหลังมื้อเย็นกลายเป็นเรื่องปกติ เครื่องดื่มเหล่านี้มักเป็นตัวช่วยปลุกพลังให้นักเรียนที่ต้องอ่านหนังสือสอบดึกดื่น หรือคนทำงานที่ต้องเคลียร์งานโต้รุ่ง ทว่างานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications Biology เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 (2025) กลับชี้ให้เห็นว่า แม้คาเฟอีนในปริมาณไม่มากที่ดื่มในช่วงเย็น ก็สามารถรบกวนจังหวะการทำงานของสมองขณะหลับได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้สมองตื่นตัวมากกว่าที่ควรจะเป็นและพักผ่อนได้น้อยลง โดยผลกระทบนี้จะยิ่งเด่นชัดในกลุ่มคนอายุ 20 ถึง 27 ปี เนื่องจากความแตกต่างของสารเคมีในสมองตามช่วงวัย
งานวิจัยนี้ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เป็นผลงานความร่วมมือของทีมนักประสาทวิทยาศาสตร์และนักวิจัยด้านการนอนหลับชั้นนำจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิดและการคำนวณ (CoCo Lab) ศูนย์วิจัยขั้นสูงด้านเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งมหาวิทยาลัยมอนทรีออล และสถาบันปัญญาประดิษฐ์แห่งควิเบก (Mila) ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดล้ำ ร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) มาวิเคราะห์การนอนหลับของผู้ใหญ่สุขภาพดี 40 คน เป็นเวลาสองคืน คืนแรกผู้เข้าร่วมจะได้รับคาเฟอีน 200 มิลลิกรัม (เทียบเท่ากาแฟประมาณ 2 แก้ว) ส่วนอีกคืนจะได้รับยาหลอก (placebo) จากนั้นนักวิจัยได้ติดตามการทำงานของสมองอย่างละเอียด โดยเฉพาะในช่วงการนอนหลับแบบ NREM (non-rapid eye movement) ซึ่งมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูความจำและการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์
ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่งทีเดียว คาเฟอีนทำให้สัญญาณสมองมีความซับซ้อนและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ชี้ว่าคลื่นทีต้าและคลื่นอัลฟ่า ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่เกี่ยวกับการหลับลึกและการพักผ่อนนั้นลดน้อยลง ขณะที่คลื่นเบต้าซึ่งมักพบเมื่อสมองตื่นตัว กลับมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบคลื่นสมองนี้ ถูกอธิบายว่าเป็นการเพิ่มขึ้นของ “ภาวะวิกฤต” (criticality) ของสมอง อันเป็นจุดสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบและความโกลาหลในกิจกรรมของระบบประสาท ภาวะดังกล่าวหมายความว่าสมองที่ควรจะได้พักผ่อน กลับยังคงอยู่ในสภาวะถูกกระตุ้นและฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้อำนวยการ CoCo Lab หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า “ภาวะวิกฤตของสมองคือจุดที่สมองรักษาสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบและความสับสนวุ่นวาย ลองนึกภาพวงออร์เคสตรา ถ้าเงียบสงัดเกินไปก็ไม่มีดนตรี แต่ถ้าเสียงดังอึกทึกครึกโครมเกินไปก็ฟังไม่เป็นเพลง ภาวะวิกฤตคือจุดกึ่งกลางที่ลงตัว ซึ่งสมองจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถประมวลผลข้อมูล ปรับตัว เรียนรู้ และตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม” แต่ดูเหมือนว่าคาเฟอีนจะกระตุ้นให้สมองอยู่ในภาวะ ‘บรรเลงเพลง’ ที่ตื่นตัวเกินไปและพักผ่อนน้อยลง แม้ในขณะนอนหลับก็ตาม (Neuroscience News)
ที่น่าสังเกตคือ การรบกวนระบบประสาทเหล่านี้ดูจะส่งผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวช่วงอายุ 20 ปีเศษ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับในทีมวิจัย อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับบทบาทของอะดีโนซีน (adenosine) โมเลกุลที่ร่างกายสะสมไว้ระหว่างวันขณะตื่น ซึ่งทำให้เรารู้สึกง่วง คาเฟอีนทำงานโดยไปขัดขวางตัวรับอะดีโนซีนในสมอง แต่ตัวรับเหล่านี้กลับมีจำนวนมากกว่าในคนอายุน้อย นักวิจัยท่านเดิมให้ข้อสังเกตว่า “เมื่ออายุมากขึ้น จำนวนตัวรับอะดีโนซีนจะลดลงตามธรรมชาติ ทำให้ประสิทธิภาพของคาเฟอีนในการขัดขวางตัวรับเหล่านี้และเพิ่มความซับซ้อนของสมองก็น้อยลงตามไปด้วย นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมผลกระทบของคาเฟอีนจึงดูเบาบางลงในผู้เข้าร่วมวิจัยวัยกลางคน สมองของคนหนุ่มสาวจึงอาจไวต่อฤทธิ์กระตุ้นของคาเฟอีนมากกว่า”
ผลวิจัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งเครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟโบราณ หรือแม้แต่ยาบำรุงสมุนไพรที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนทำงานกะดึก คนขับรถแท็กซี่ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ทุกคนอาจกำลังทำลายการพักผ่อนฟื้นฟูของร่างกายยามค่ำคืนโดยไม่รู้ตัว จากการดื่มคาเฟอีนในช่วงบ่ายหรือเย็น ในวิถีชีวิตที่ไม่เคยหลับใหลของคนกรุง ความต้องการที่จะตื่นตัวอยู่เสมออาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพการนอนหลับที่ย่ำแย่เรื้อรัง และจากงานวิจัยชิ้นใหม่นี้ ปัญหาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การนอนไม่หลับหรือนอนกระสับกระส่ายเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมองของเราด้วย
ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จากงานวิจัยที่มอนทรีออล เผยให้เห็นว่าหลังจากการดื่มคาเฟอีนในช่วงเย็น จังหวะการนอนหลับแบบ “คลื่นช้า” (slow-wave sleep) ตามธรรมชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่กิจกรรมของคลื่น “เบต้า” ซึ่งบ่งบอกถึงความตื่นตัว กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้สอดรับกับความรู้สึกกระสับกระส่ายหรือหลับไม่สนิท แม้ว่าระยะเวลานอนโดยรวมอาจไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจนก็ตาม แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ในการวิจัยยังช่วยยืนยันการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ในความซับซ้อนของระบบประสาท ซึ่งนับเป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้วัดผลกระทบต่อการนอนหลับได้แม่นยำขึ้น Philipp Thölke ผู้เขียนหลักของงานวิจัย อธิบายถึงวิธีการที่ใช้ว่า “เราใช้การวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในกิจกรรมของเซลล์ประสาท ผลลัพธ์ชี้ว่าคาเฟอีนเพิ่มความซับซ้อนของสัญญาณสมอง ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมของเซลล์ประสาทที่มีความเคลื่อนไหวมากขึ้นและคาดเดาได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการนอนหลับแบบ NREM ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดระเบียบความจำและการฟื้นฟูการทำงานของสมอง”
พูดง่ายๆ ก็คือ ผลวิจัยนี้กำลังบอกเราว่าการดื่มคาเฟอีนก่อนนอน ไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกหลับยากหรือหลับไม่สนิทเท่านั้น แต่ยังอาจไปขัดขวางกระบวนการสำคัญของสมอง ทั้งการฟื้นฟูตัวเอง การจัดเก็บความทรงจำ และการเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจสำหรับวันใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะสำหรับคนวัยหนุ่มสาว ที่ความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการทำงานล้วนต้องอาศัยกระบวนการสำคัญเหล่านี้ที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับในแต่ละคืน
ระบบการศึกษาของไทยเองก็มีปัญหาเรื่องนักเรียนเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอมานานแล้ว ข้อมูลจากผลสำรวจระดับชาติเมื่อปี พ.ศ. 2566 โดยกระทรวงสาธารณสุข พบว่านักเรียนมัธยมปลายในกรุงเทพฯ กว่า 60% นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืนตามเกณฑ์ที่แนะนำ โดยหลายคนอ้างว่าสาเหตุมาจากการเรียนหนักและการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก (Bangkok Post) งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำว่า แม้พวกเขาจะพยายามนอนให้ได้ชั่วโมงที่เพียงพอ แต่สมองก็อาจจะไม่เข้าสู่ภาวะ “หลับลึก” ที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวและการทำงานอย่างเต็มศักยภาพ หากยังคงดื่มคาเฟอีนในช่วงเย็น
วัฒนธรรมการนั่งร้านกาแฟ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวชาวไทย กำลังฮิตติดลมบน ผลวิเคราะห์ตลาดล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรมกาแฟในไทยมีมูลค่าสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีเครื่องดื่มและของหวาน “รอบดึก” เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหญ่ในช่วงค่ำคืน (Bangkok Post) ส่วนความเย้ายวนของเครื่องดื่มชูกำลัง ที่มักโฆษณาสรรพคุณว่าช่วยเพิ่มความอึดและสมาธิ ก็ยิ่งซ้ำเติมความกังวลด้านสาธารณสุข ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังต่อหัว (World Population Review) และเครื่องดื่มเหล่านี้มักมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่ากาแฟไทยทั่วไปถึงสามเท่า
งานวิจัยจากมอนทรีออลชิ้นนี้จึงถือเป็นงานวิจัยที่บุกเบิก ไม่เพียงแค่ในเชิงเทคนิคการนำ AI มาใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง แต่ยังจุดประกายคำถามสำคัญด้านสาธารณสุขที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย Professor Karim Jerbi หนึ่งในทีมวิจัย ตั้งข้อสังเกตว่า “แม้ฤทธิ์ของคาเฟอีนในการช่วยให้ตื่นตัวระหว่างวันจะเป็นที่ทราบกันดีและมีประโยชน์ในหลายๆ ครั้ง แต่ผลกระทบต่อการนอนหลับในยามค่ำคืนนั้นจำเป็นต้องได้รับการเหลียวแลจากสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางสูง”
สำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา และนายจ้างในไทย ผลวิจัยนี้นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องขบคิดอย่างเร่งด่วน ว่าจะสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ระยะสั้นของคาเฟอีน กับผลกระทบต่อสุขภาพสมองและประสิทธิภาพการทำงานที่อาจมองไม่เห็นแต่ส่งผลเสียในระยะยาวได้อย่างไร ทีมวิจัยสรุปว่า “เนื่องจากคาเฟอีนถูกใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะเพื่อเป็นตัวช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึงผลกระทบอันซับซ้อนของมันต่อการทำงานของสมองในคนแต่ละช่วงวัยและผู้ที่มีสภาวะสุขภาพแตกต่างกัน” ผู้เขียนงานวิจัยยังเรียกร้องให้มีการศึกษาเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทเหล่านี้ โดยเฉพาะการที่สมองเข้าสู่ภาวะ ‘คล้ายตื่น’ (wake-like criticality) ในช่วงเวลาที่ควรจะได้พักผ่อนนั้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสมองส่วนการคิดวิเคราะห์และประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร รวมถึงสุขภาพทางอารมณ์และระบบเผาผลาญในระยะยาวด้วย
ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ว่า สำหรับคนในวัย 20 ปีเศษ การดื่มคาเฟอีนแม้เพียง 3 ชั่วโมงก่อนนอน ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้โครงสร้างการนอนหลับเปลี่ยนแปลงไปจนสามารถวัดผลได้ ส่วนในผู้สูงอายุ แม้ผลกระทบอาจไม่ชัดเจนเท่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเลย เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ทุกคนหันมาทบทวนพฤติกรรมการดื่มคาเฟอีนในช่วงบ่ายคล้อยหรือช่วงเย็นกันใหม่อีกครั้ง
งานวิจัยนี้สอดคล้องกับแนวโน้มผลการศึกษาในระดับนานาชาติที่เห็นพ้องต้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างคาเฟอีนกับการรบกวนการนอนหลับ บททบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine Reviews เมื่อปี พ.ศ. 2561 (2018) ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงลบต่อการนอนหลับในระยะยาวจากการบริโภคคาเฟอีนในช่วงบ่ายและเย็น (ScienceDirect) ขณะเดียวกัน มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (US National Sleep Foundation) ยังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยงคาเฟอีนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอน (Sleep Foundation) ซึ่งเป็นคำแนะนำที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับของไทยหลายท่านก็เห็นพ้องด้วย
ในอดีต คาเฟอีนมีบทบาทสำคัญทั้งในการต้อนรับขับสู้และในชีวิตประจำวันของคนไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่โอเลี้ยงร้อนๆ หอมกรุ่นจากรถเข็นริมทางที่คึกคัก ไปจนถึงการชงชาเขียวในพิธีต้อนรับแขกเหรื่อในบ้าน ความผูกพันกับคาเฟอีนนั้นเข้มข้นไม่แพ้รสชาติของมันเลยทีเดียว ทว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่นี้กำลังชี้ให้เห็นว่าการดื่มอย่างรู้เท่าทันจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักศึกษาที่อดหลับอดนอนซุ่มอ่านหนังสือในร้านกาแฟที่เชียงใหม่ หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เข้าเวรดึกในป่าตอง อาจกำลังทำลายสมาธิหรือพลังงานที่พวกเขาคาดหวังว่าจะได้จากคาเฟอีนยามดึกโดยไม่รู้ตัว
แล้วเราควรทำอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำง่ายๆ ที่ผู้อ่านชาวไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้หลายประการ ประการแรก ให้ระวังแหล่งคาเฟอีน “แฝง” ที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในกาแฟ แต่ยังรวมถึงชา น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เครื่องดื่มสมุนไพรบางชนิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มชูกำลัง ประการที่สอง พยายามดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงเช้าหรือกลางวัน ส่วนช่วงเย็นควรเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีนและช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น ชาคาโมมายล์ น้ำใบเตย หรือนมอุ่นๆ แบบที่เคยดื่มกันมา ประการที่สาม กลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงสูง เช่น นักเรียน นักศึกษา คนที่เพิ่งเริ่มทำงาน และนักกีฬา ควรจำกัดการดื่มคาเฟอีนหลังมื้อเย็นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเริ่มมีอาการนอนหลับไม่ปกติ เช่น หลับยาก หลับไม่สนิท ตื่นมาแล้วยังง่วง เพลียระหว่างวัน หงุดหงิดง่าย หรือไม่มีสมาธิ
สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุขและนักการศึกษา โจทย์สำคัญคือจะสื่อสารข้อมูลที่ค่อนข้างซับซ้อนเหล่านี้อย่างไร โดยไม่ทำให้คาเฟอีนดูเป็นผู้ร้ายเสียทีเดียว แต่ต้องให้ความเคารพต่อบทบาทของคาเฟอีนในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทย พร้อมๆ กับการให้แนวทางใหม่ๆ ที่อ้างอิงจากความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ในขณะที่งานวิจัยยังคงเดินหน้าไขความลับความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างพฤติกรรมในชีวิตประจำวันกับสุขภาพสมอง สิ่งสำคัญคือการส่งเสริมให้คนไทยยังคงมีความสุขกับวัฒนธรรมร้านกาแฟได้ แต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มให้ชาญฉลาดขึ้น เพื่อให้ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ในตอนกลางคืน และตื่นมาพร้อมกับวันที่สดใส มีสมาธิ และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์
สำหรับใครที่เริ่มกังวลเรื่องการนอนหลับของตัวเอง สามารถเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ได้เลยตั้งแต่คืนนี้ ลองงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหลังบ่าย 3 โมง หันมาลองดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรอื่นๆ แทน และสังเกตดูว่าร่างกายของเราตอบสนองอย่างไร ในยุคที่ประเทศไทยกำลังสร้างสมดุลระหว่างวิถีดั้งเดิมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การดูแลสุขภาพสมองผ่านการนอนหลับอย่างชาญฉลาดอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากาแฟแก้วโปรดในแต่ละวันเลยทีเดียว
[แหล่งข้อมูล: Neuroscience News, University of Montreal, Nature Communications Biology, Bangkok Post, Sleep Medicine Reviews, US Sleep Foundation, World Population Review]