โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นภาวะทางอารมณ์อันซับซ้อน มีลักษณะเด่นคือการสลับขั้วอารมณ์อย่างสุดขั้วระหว่างช่วงซึมเศร้ากับช่วงฟุ้งพล่านหรือแมเนีย (mania) คาดการณ์กันว่าทั่วโลกมีผู้เผชิญภาวะนี้ราว 40 ล้านคน ภาวะดังกล่าวไม่เพียงท้าทายความเข้มแข็งทางใจของผู้ป่วย แต่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของวงการแพทย์ในการเสาะหาวิธีเยียวยาที่ได้ผลจริงและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์ผู้คร่ำหวอดจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ ซึ่งท่านเองก็ใช้ชีวิตอยู่กับโรคไบโพลาร์ ได้มาเปิดใจผ่านรายการพอดแคสต์ Short Wave ของ NPR (สถานีวิทยุสาธารณะแห่งชาติสหรัฐฯ) แบ่งปันประสบการณ์ตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การดูแลตัวเองในแต่ละวัน ไปจนถึงความก้าวหน้าล่าสุดในการรักษา บทบาทสองสถานะ ทั้งในฐานะนักวิทยาศาสตร์และผู้ป่วย เปิดให้เห็นมิติที่ลึกซึ้งทั้งในแง่มุมส่วนตัวและเชิงวิชาการของโรคนี้ ซึ่งยังคงถูกสังคมตีตราและเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยครั้ง ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมไทย
เรื่องราวนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้อ่านในสังคมไทย ที่ยังคงเผชิญกับกำแพงทางวัฒนธรรมและข้อจำกัดเชิงระบบในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต อาการเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคไบโพลาร์ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมไทยส่วนใหญ่ยังตีตรา ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือการดูแลที่ถูกต้อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่อัตราการเจ็บป่วยทางจิตเวชทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับงานวิจัยใหม่ๆ ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการรักษาทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ ทำให้ความเข้าใจเรื่องโรคไบโพลาร์กลายเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว นักการศึกษา ผู้ประกอบการ หรือบุคลากรสาธารณสุขของไทย ต่างก็สามารถนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดและบทเรียนจากประสบการณ์ระดับสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศได้
โรคไบโพลาร์ หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อโรคอารมณ์คลุ้มคลั่งสลับซึมเศร้า (manic depression) มีลักษณะเฉพาะคือวงจรของภาวะซึมเศร้าที่สลับกับช่วงอารมณ์ดีหรือหงุดหงิดง่ายผิดปกติ ที่เรียกว่าภาวะแมเนีย (mania) หรือไฮโปแมเนีย (hypomania) ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่า อาการเหล่านี้อาจกินเวลาหลายวันหรือหลายเดือน ในช่วงแมเนีย ผู้ป่วยอาจรู้สึกมีพลังงานเปี่ยมล้น หุนหันพลันแล่น วิจารณญาณในการตัดสินใจบกพร่อง และในบางรายอาจมีอาการทางจิต เช่น อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ในทางกลับกัน ช่วงซึมเศร้า ผู้ป่วยจะจมอยู่กับความรู้สึกเศร้าโศก สิ้นหวัง และอ่อนเพลียอย่างหนัก ข้อมูลประมาณการล่าสุดชี้ว่าประชากรโลกร้อยละ 1-5 ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ และโรคนี้ยังติดอันดับ 1 ใน 20 สาเหตุหลักของภาวะทุพพลภาพทั่วโลก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตาย โดยพบว่าร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายภายในระยะเวลา 20 ปี และประมาณหนึ่งในสามเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วในช่วงชีวิต (Wikipedia)
ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ครอบคลุมทั้งด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยพันธุกรรมมีบทบาทถึงร้อยละ 70-90 กลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้ ผู้ที่มีประสบการณ์ถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก และผู้ที่เผชิญกับความเครียดสะสมเป็นเวลานาน (Wikipedia) โดยทั่วไป การวินิจฉัยโรคจะอาศัยประวัติการเกิดภาวะแมเนียหรือไฮโปแมเนียอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นร่วมกับภาวะซึมเศร้า การตรวจประเมินทางการแพทย์จะช่วยคัดกรองสาเหตุอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการคล้ายคลึงกันออกไป เช่น การใช้สารเสพติด หรือภาวะทางจิตเวชอื่นๆ
ประเด็นสำคัญที่ได้จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Short Wave คือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางการรักษาและการจัดการตนเองที่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานบันทึกความทรงจำอันโด่งดังเรื่อง “An Unquiet Mind” ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การรับมือกับความผันผวนทางอารมณ์อันเนื่องมาจากโรคนี้ รวมถึงผลกระทบจากยา โดยเฉพาะลิเทียม ซึ่งเป็นยาควบคุมอารมณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและมีบทบาทสำคัญในการรักษาทางจิตเวช ทว่าก็เป็นที่ทราบกันดีถึงผลข้างเคียงที่ซับซ้อนและจำเป็นต้องได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด (NPR)
สำหรับการรักษาโดยรวม ลิเทียมยังคงเป็นยาหลักในการควบคุมอารมณ์และป้องกันการกลับมามีอาการซ้ำ ทว่าผลข้างเคียงมักเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้งาน ปัจจุบันมีงานวิจัยที่กำลังศึกษาลิเทียมสูตร “ยุคใหม่” ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้นและผู้ป่วยสามารถทนต่อยาได้ดีขึ้น (Healio) นอกจากนี้ ยาในกลุ่มอื่นๆ เช่น ยากันชัก (ตัวอย่างเช่น ลาโมทริจีน วาลโปรเอต) และยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ (ตัวอย่างเช่น ควิไทอะพีน โอแลนซาพีน อะริพิพราโซล) ก็เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาเช่นกัน ควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลในระยะยาว (Wikipedia) อย่างไรก็ดี การใช้ยาต้านเศร้ายังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะแมเนียได้ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่พบทั้งในงานวิจัยทางคลินิกและจากประสบการณ์ตรงของผู้ป่วย ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงหรือดื้อต่อการรักษาด้วยยา การรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT) ยังคงเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ (Wikipedia)
ศาสตราจารย์ท่านเดิมยังเน้นย้ำว่าเครื่องมือในการจัดการตนเอง เช่น การจัดตารางการนอนหลับให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ การมีกลุ่มคนที่คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้าง และการทำจิตบำบัด ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรักษาสมดุลทางอารมณ์ ท่านยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการลดการตีตราผู้ป่วยทางจิต การขอความเข้าใจและความอดทนจากคนใกล้ชิด รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ป่วยไบโพลาร์กล้าที่จะขอความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม แทนที่จะปล่อยให้อาการลุกลามรุนแรง
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สอดรับกับผลการวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2024 และ 2025 ตัวอย่างเช่น งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร US Pharmacist ได้ระบุถึง “การใช้ยาทางเลือกอื่นๆ” ซึ่งรวมถึงการนำยาที่มีอยู่เดิม เช่น คีตามีนและสโคโปลามีน มาประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมอารมณ์ (US Pharmacist) ขณะเดียวกัน ก็มีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการรักษาที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม เช่น การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซ้ำๆ (repetitive magnetic brain stimulation) ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาในการรักษาและเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา (Science Daily; Penn Medicine)
หนึ่งในทิศทางที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือด้านพันธุกรรมและการแพทย์เฉพาะบุคคล (personalized medicine) เมื่อต้นปี 2025 มีงานวิจัยระดับโลกที่สามารถระบุ “ลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม” (genetic signatures) ที่มีความเชื่อมโยงกับโรคไบโพลาร์ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นการปูทางไปสู่การรักษาที่จำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้นในอนาคต (News Medical; Keck School of Medicine USC) กลุ่มนักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ของไทยกำลังให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด และพยายามนำผลการค้นพบเหล่านี้มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญจากสถานพยาบาลด้านจิตเวชชั้นนำหลายแห่งในประเทศเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน การจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และการผนวกรวมบริการสุขภาพจิตเข้ากับระบบการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ
ระบบการดูแลสุขภาพจิตของประเทศไทยแม้จะมีการพัฒนาที่ดีขึ้น แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายด้าน สถานพยาบาลของรัฐในประเทศไทยมีการให้บริการด้านจิตเวชอยู่บ้าง แต่ยังประสบปัญหาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ผ่านการอบรมมาโดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ มุมมองทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับพุทธศาสนา แม้จะส่งเสริมการฝึกสมาธิและเจริญสติเพื่อรับมือกับความเครียด แต่ในบางครั้งก็อาจนำไปสู่การตีตรา เมื่อมีการตีความภาวะสุขภาพจิตว่าเป็นความอ่อนแอทางจิตวิญญาณหรือเป็นผลของ “กรรมเก่า” กลุ่มจิตแพทย์จากสถาบันสุขภาพจิตชั้นนำหลายแห่งของประเทศ ได้เรียกร้องให้มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อลดการตีตราโรคทางจิตเวชทุกรูปแบบ ส่งเสริมพฤติกรรมการเปิดใจขอความช่วยเหลือ และเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับกลไกทางชีวภาพของโรคเหล่านี้
สำหรับสถาบันครอบครัว การตระหนักรู้ถึงอาการของโรค โดยเฉพาะสัญญาณเตือนในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากโรคอารมณ์แปรปรวนมักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 20 ถึง 25 ปี และอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อการศึกษา การทำงาน และชีวิตครอบครัว บุคลากรทางการศึกษาของไทยจึงควรประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการให้การสนับสนุนและส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการดูแลที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านการป้องกันโรคในระบบสาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ประมาณหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งทางด้านการเงินและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของการดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนด้านอาชีพ การเงิน และสังคม (Wikipedia)
โครงการริเริ่มล่าสุดจากภาครัฐของไทยได้เริ่มนำร่องการใช้งานแพลตฟอร์มสุขภาพจิตดิจิทัลและโครงการเชิงรุกในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารระดับสูงด้านสาธารณสุขของไทยได้ศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากทั่วโลก และนำบทเรียนจากประสบการณ์ส่วนบุคคล เช่น กรณีของศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ มาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นการลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการดูแลรักษา และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาและการรักษาที่ทันสมัย
เมื่อมองไปยังอนาคต แนวโน้มการรักษาโรคไบโพลาร์ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกดูสดใส แต่ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยาชนิดใหม่ๆ และการบำบัดด้วยการกระตุ้นสมองมีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นทางเลือกเสริมวิธีการรักษาที่มีอยู่เดิม มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ทั้งหมดในระยะเวลาอันใกล้นี้ การวิจัยด้านพันธุกรรมจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการแพทย์เฉพาะบุคคล แต่การสร้างหลักประกันในการเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมยังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ทรัพยากรมีจำกัด การปรับเปลี่ยนทัศนคติทางวัฒนธรรม เช่น การลดการตีตราผู้ป่วยทางจิต และการให้การสนับสนุนผู้ป่วยและครอบครัว จะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับผลลัพธ์ของการรักษา
คำแนะนำที่ผู้อ่านชาวไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ คือ การศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์จากแหล่งข้อมูลที่น่าไว้วางใจ เช่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หรือสถาบันจิตเวชศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่เข้าข่ายโรคไบโพลาร์ ไม่ควรลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำในการดูแล ครอบครัวควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค ให้การสนับสนุนทางใจอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบองค์รวมจากทีมผู้ให้บริการทางการแพทย์ สถานศึกษา และหน่วยบริการในชุมชน ผู้นำในองค์กรหรือสถานประกอบการสามารถริเริ่มนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพจิต และเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยเรื่องภาวะทางจิตเวชได้อย่างเปิดเผย
เหนือสิ่งอื่นใด พึงตระหนักอยู่เสมอว่า การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับโรคไบโพลาร์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ดังที่ศาสตราจารย์ท่านดังกล่าวและผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านได้ให้การยืนยันไว้ เส้นทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตของประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมสากล และการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคม จะขับเคลื่อนไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยพลังของความเข้าอกเข้าใจ หลักการทางวิทยาศาสตร์ และความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อสุขภาวะที่ดีของทุกคน
ที่มา:
- NPR: Bipolar disorder treatment, lithium, and lived experience (2025)
- Wikipedia: Bipolar disorder
- US Pharmacist: Current and Emerging Therapies for Bipolar Disorder (2024)
- Penn Medicine: New therapy reduces treatment time for bipolar disorder (2024)
- Science Daily: Bipolar Disorder News (2024)
- News Medical: New genomic insights could transform bipolar disorder treatment (2025)
- Keck School of Medicine USC: Brain signatures of bipolar disorder (2025)
- Healio: Next-generation lithium treatment for bipolar disorder