งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ สร้างความฮือฮาในแวดวงสาธารณสุขไม่น้อย เมื่อพบว่าอัตราการตายจากมะเร็งที่เกี่ยวพันกับการดื่มเหล้าเบียร์พุ่งพรวดขึ้นเป็นสองเท่าในรอบ 30 ปี สัญญาณอันตรายนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับไทย ที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมการดื่มอย่างรวดเร็ว ข้อมูลใหม่แกะกล่องนี้ เผยแพร่โดยศูนย์มะเร็งมอฟฟิตต์ (Moffitt Cancer Center) และรายงานผ่านสื่อ Hudson Valley Post ยิ่งตอกย้ำว่าแอลกอฮอล์คือตัวการร้ายก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายจากมะเร็งที่จริงๆ แล้วป้องกันได้นับพันๆ รายต่อปี ไม่ใช่แค่ในนิวยอร์ก แต่ลามไปทั่วโลก ผลวิจัยนี้สอดคล้องกับคำเตือนขององค์การอนามัยโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในไทยเองก็เริ่มนั่งไม่ติด หวั่นซ้ำรอยความเสี่ยงเดียวกันในบ้านเรา โดยเฉพาะเมื่อเทรนด์การซดแอลกอฮอล์กำลังแรงขึ้นทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
เรื่องที่เหล้าเบียร์กับมะเร็งเป็นของคู่กันนั้นรู้กันมานานแล้ว แต่สถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง รายงานล่าสุดชี้ชัดว่า เฉพาะในสหรัฐฯ จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากมะเร็ง 7 ชนิดที่เกี่ยวโยงกับแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งคอ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ พุ่งจาก 11,896 ราย ในปี 2533 ไปเป็น 23,207 ราย ในปี 2564 นักระบาดวิทยามะเร็งฟันธงว่า สาเหตุหลักที่ตัวเลขพุ่งกระฉูดขนาดนี้มาจากการดื่มที่หนักข้อขึ้น บวกกับความไม่รู้ของประชาชนว่าแอลกอฮอล์ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 นักระบาดวิทยาจากศูนย์มะเร็งมอฟฟิตต์ อธิบายว่า “ยิ่งดื่มจัด ทั้งปริมาณและความถี่ ความเสี่ยงก็ยิ่งตามมาเป็นเงาตามตัว เมื่อเราดื่มเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นอะซีทัลดีไฮด์ (acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารพิษก่อมะเร็งที่ทำลายดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอที่พังนี่แหละที่อาจกลายพันธุ์จนเป็นมะเร็งในท้ายที่สุด” (อ้างอิงจาก hudsonvalleypost.com)
ภัยร้ายจากแอลกอฮอล์ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่คอทองแดงเท่านั้น แม้ดื่มแค่พอประมาณก็ยังเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) จัดให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 มาตั้งแต่ปี 2531 และองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่มีปริมาณการดื่มใดที่ปลอดภัย (ข้อมูลจาก Wikipedia – Alcohol and cancer) หน่วยงานสาธารณสุขระดับเบิ้มของสหรัฐฯ เผยว่า ในแต่ละปี แอลกอฮอล์มีเอี่ยวกับการเกิดมะเร็ง 100,000 ราย และการตายจากมะเร็ง 20,000 รายในอเมริกา นับเป็นสาเหตุของมะเร็งที่ป้องกันได้อันดับสาม รองจากบุหรี่และโรคอ้วน
งานวิจัยทั่วโลกต่างก็ประสานเสียงยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ บทวิเคราะห์ล่าสุดในวารสารการแพทย์ชื่อดังอย่างเดอะแลนเซต (The Lancet) รายงานว่า 4.1% ของผู้ป่วยมะเร็งหน้าใหม่ทั่วโลกในปี 2563 หรือราว 740,000 คน มีต้นตอมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ (ข้อมูลจาก Wikipedia – Alcohol and cancer) หลักฐานมัดตัวแน่นที่สุดชี้ว่าแอลกอฮอล์โยงใยกับมะเร็งช่องปาก ลำคอ หลอดอาหาร ตับ ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก และมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ผลการศึกษาเผยกลไกหลายอย่างที่แอลกอฮอล์ไปกระตุ้นให้เซลล์กลายพันธุ์และเนื้องอกโตขึ้นได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ เมทิเลชัน (DNA methylation) ภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) และการป่วนสมดุลฮอร์โมน ซึ่งจะยิ่งวุ่นวายซับซ้อนมากขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันตกและมีการอักเสบเรื้อรังในกลุ่มนักดื่มตัวยง
สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยเหล่านี้ถือว่าจี้ใจดำอย่างแรง เพราะวิถีชีวิตแบบ “ทันสมัย” เริ่มเข้ามามีอิทธิพล และรูปแบบการดื่มก็กำลังพลิกโฉม แม้ภาพลักษณ์ไทยที่ผูกติดกับขนบธรรมเนียมอาจทำให้ใครๆ คิดว่าคนไทยดื่มน้อย แต่งานวิจัยยุคหลังๆ เผยให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะ งานวิจัยรูปแบบการดื่มของคนไทยกลุ่มตัวอย่างกว่า 85,000 คน พบว่าการดื่ม โดยเฉพาะการดื่มแบบอึกเดียวหมดแก้ว หรือ “ดื่มหนักเป็นพักๆ” (binge-drinking คือการซัดรวดเดียว 4 แก้วขึ้นไป) กำลังไต่ระดับสูงขึ้น และเกี่ยวพันอย่างมากกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคตับ ความดันสูง และโรคอ้วน (อ้างอิงจาก BMC Public Health) โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้อาจเป็นตัวจุดชนวนหรือเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงมะเร็งได้ ซึ่งยิ่งเน้นย้ำว่าหน่วยงานสาธารณสุขไทยต้องล้อมคอกจัดการกับพิษภัยจากแอลกอฮอล์อย่างจริงจังเสียที
ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ การดื่มหนักหรือดื่มเป็นพักๆ ในกลุ่มชายไทย โดยเฉพาะแถบภาคเหนือและอีสาน ที่เหล้าขาวเบียร์ไทยมักเป็นพระเอกในวงสังสรรค์ กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าห่วงคือ ในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่ว่านี้ ผู้ชายถึง 78% และผู้หญิง 53% บอกว่ายังคงดื่มแอลกอฮอล์อยู่เป็นประจำ (เทียบกับผลสำรวจระดับประเทศที่พบ 48% และ 13% ตามลำดับ) เทรนด์นี้พบมากในกลุ่มคนอายุน้อย ชาวเมือง และคนมีฐานะดีขึ้น ทั้งชายและหญิง สะท้อนว่าการดื่มกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ทันสมัยที่ใครๆ ก็อยากมี ซึ่งเป็นแพทเทิร์นที่เคยเห็นมาแล้วในโลกตะวันตกและกำลังคืบคลานเข้ามาในสังคมไทยเช่นกัน
ข้อมูลการตายจากมะเร็งที่เกี่ยวพันโดยตรงกับเหล้าเบียร์ในไทยยังมีค่อนข้างจำกัด เพราะใบมรณบัตรส่วนใหญ่ไม่ได้ลงรายละเอียดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ในวารสาร “Alcoholism: Clinical and Experimental Research” ประเมินคร่าวๆ ว่าระหว่างปี 2558 ถึง 2564 มีคนไทยราว 20,000 ราย (คิดเป็นเกือบ 4% ของยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดต่อปี) ลาลับโลกไปด้วยสาเหตุที่โยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ (อ้างอิงจากบทคัดย่อ Wiley Online Library) แต่ผลกระทบจริงๆ น่าจะหนักหนาสาหัสกว่านี้ เมื่อดูจากอัตราการตรวจเจอโรคที่ยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และทัศนคติแง่ลบของสังคมต่อการดื่มเหล้าและโรคมะเร็ง
เรื่องที่ว่าเหล้าเบียร์กับมะเร็งเป็นของคู่กัน ยังไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ในหมู่คนไทยวงกว้างเท่าไรนัก แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ดีถึงอันตรายจากเมาแล้วขับและโรคตับ แต่มีเพียงหยิบมือที่รู้ว่าแอลกอฮอล์เกี่ยวพันโดยตรงกับการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งช่องปาก ในทางกลับกัน บางประเทศอย่างไอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ถึงขั้นบังคับให้มีฉลากคำเตือนบนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ชัดถึงความเสี่ยงมะเร็ง (ข้อมูลจาก NYTimes) บ้านเราก็กำลังชั่งใจจะเอากฎนี้มาใช้บ้าง แต่ก็เจอตอใหญ่จากกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในและต่างประเทศขวางลำอยู่ (อ้างอิงจาก Movendi International)
ทัศนคติที่ยังลูกผีลูกคนของสังคมไทยต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกโจทย์ยาก การดื่มมักผูกติดกับเทศกาลและพิธีกรรมสำคัญๆ เช่น สงกรานต์ ที่มีการซัดเบียร์ซัดเหล้ากันเอิกเกริก ในอดีต ค่านิยมดั้งเดิมอาจช่วยเบรกการดื่มในหมู่ผู้หญิงได้บ้าง แต่เมื่อเมืองขยายตัวและผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น รูปแบบเหล่านี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ดังที่นักวิจัยในโครงการศึกษาติดตามกลุ่มประชากรไทย (Thai Cohort Study) ชี้เป้าไว้ ปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงดื่มมากขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบยาวไกล เพราะผลวิจัยชี้ว่าร่างกายผู้หญิงเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ช้ากว่าผู้ชาย ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งและโรคอื่นๆ สูงกว่าเมื่อดื่มเท่ากัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพออกมาตีปี๊บเตือนว่า ประเทศไทยอาจยังตามหลังเขาอยู่หลายขุมในเรื่องการให้ความรู้ชาวบ้านเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเหล้าเบียร์กับมะเร็ง เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสาธารณสุขท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำให้ทัศนะว่า “ถึงแม้ค่าเฉลี่ยการดื่มแอลกอฮอล์ในไทยจะยังน้อยกว่าฝรั่งส่วนใหญ่ แต่กลับพบว่าคนไทยรุ่นใหม่ๆ และคนเรียนสูงๆ ดื่มกันมากขึ้น” และยังเสริมด้วยว่า “เราหวั่นใจว่าถ้าไม่มีมาตรการป้องกันและแก้ไขที่เอาจริงเอาจัง โรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งหลาย รวมถึงมะเร็ง จะยิ่งกลายเป็นตัวถ่วงระบบสาธารณสุขของประเทศในวันข้างหน้า”
ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ใช่ย่อย โรคที่มาจากเหล้าเบียร์สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ คิดเป็นราวๆ 2% ของจีดีพีเมืองไทย ทั้งจากค่าหมอค่ายาและการสูญเสียกำลังคนในการทำงาน และตัวเลขนี้มีแววจะพุ่งสูงขึ้นอีกถ้าเทรนด์การดื่มยังเป็นอย่างนี้ต่อไป (อ้างอิงจาก BMC Public Health) ในยามที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว การจัดการกับปัจจัยเสี่ยงมะเร็งที่ปรับแก้ได้ อย่างการดื่มแอลกอฮอล์ จึงต้องเป็นวาระด่วนจี๋ด้านสาธารณสุข
การขยับตัวด้านนโยบายยังคงสะเปะสะปะ แม้กฎหมายไทยจะห้ามขายเหล้าเบียร์ใกล้โรงเรียนและห้ามโฆษณาบางช่วงเวลา แต่การบังคับใช้ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ แถมทัศนคติของสังคมก็อาจเป็นกำแพงขวางมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ กลุ่มนักรณรงค์ด้านสุขภาพพยายามดันให้มีคำเตือนความเสี่ยงมะเร็งแปะบนขวดเหล้าเบียร์เหมือนบุหรี่ แต่เรื่องก็ยังคืบเป็นเต่าคลาน ปัจจัยที่ทำให้เรื่องยุ่งเหยิงไปอีกคือ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นขาใหญ่ที่มีอิทธิพลสูง ทั้งในระดับประเทศและในฐานะส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนข้ามชาติสำหรับเหล้าพื้นบ้านไทยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ
กรอบการทำงานระดับโลกก็มีแนวทางให้หยิบมาใช้ได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะให้ใช้หลายมาตรการผสมผสานกัน เช่น ขึ้นภาษี แบนโฆษณา และรณรงค์ให้สังคมตื่นตัว เพื่อลดการดื่มและผลกระทบที่ตามมา ซึ่งบางมาตรการก็เห็นผลมาแล้วในหลายประเทศเอเชีย ตอนนี้หน่วยงานสาธารณสุขไทยกำลังมองๆ ทางเลือกต่างๆ เช่น การเก็บภาษีบาป และการคุมเข้มกฎหมายตามร้านค้า แต่ความพยายามเหล่านี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยแรงหนุนจากประชาชนและความเอาจริงเอาจังของฝ่ายการเมือง
สำหรับคนไทยเรา ผลวิจัยจากอเมริกาและทั่วโลกถือเป็นเสียงกระตุกเตือนครั้งสำคัญว่า ไม่มีระดับการดื่มเหล้าเบียร์ใดที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงมะเร็ง การดื่มหนักเป็นพักๆ หรือที่เรียกว่า “binge drinking” (คือซัดรวดเดียว 4 ดื่มมาตรฐานขึ้นไป) สามารถทำลายสุขภาพได้ไม่แพ้การดื่มทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อบวกกับปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น สูบบุหรี่ กินอาหารขยะ และใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่งติดเก้าอี้ ทั้งคนเมืองคนบ้านนอกต้องตระหนักได้แล้วว่ามะเร็งจากเหล้าเบียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นภัยเงียบที่กำลังคุกคามบ้านเราอยู่
เมื่อมองไปข้างหน้า “การเปลี่ยนผ่านทางสุขภาพ” ของไทย ที่เห็นชัดๆ จากโรคเรื้อรังที่ถาโถมเข้ามา (ซึ่งเมื่อก่อนมักเจอในสังคมคนแก่และประเทศรวยๆ) จำเป็นต้องมีแผนรับมือที่แยบยลและรอบด้าน ซึ่งรวมถึงการปรับกลยุทธ์ป้องกันและแก้ปัญหาให้เข้ากับวัฒนธรรมการดื่มของแต่ละถิ่น โดยใช้ทั้งค่านิยมเดิมๆ และกฎหมายใหม่ๆ มาช่วย การให้ความรู้ประชาชนต้องอุดช่องว่างความเข้าใจเรื่องเหล้าเบียร์กับมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อโฆษณาจากค่ายน้ำเมาที่เล็งเป้ามายังผู้บริโภคก็ยิ่งดาหน้าเข้ามา
คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับทุกคนและทุกครอบครัวไทย คือ ลด ละ เลิก การดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย ปรึกษาหมอถ้าดื่มหนักเป็นประจำ และหนุนนโยบายที่ช่วยให้คนตื่นรู้ถึงภัยมะเร็งจากการดื่ม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนควรรู้ว่า การเริ่มดื่มประจำหรือดื่มหนักตั้งแต่อายุน้อยๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพยาวไปทั้งชีวิต สำหรับคนกำหนดนโยบายและผู้นำชุมชน การเน้นสื่อสารให้ถึงลูกถึงคนและใช้มาตรการป้องกัน เช่น ฉลากคำเตือนแบบรูปภาพ และการขึ้นภาษี สามารถช่วยเบรกปัญหาการเกิดมะเร็งจากเหล้าเบียร์ได้
สรุปคือ แม้ข้อมูลยอดตายจากมะเร็งที่พัวพันกับเหล้าเบียร์พุ่งสองเท่าในสหรัฐฯ จะเป็นสัญญาณเตือนที่น่าขนลุก แต่ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ไทยเราเอามาปรับใช้สู้กับมะเร็งที่ป้องกันได้ การผนึกกำลังทั้งการให้ความรู้ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความเข้าใจในระดับวัฒนธรรม จะช่วยให้ไทยลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์ทั้งต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมได้ หากเริ่มลงมือทำจริงจังตั้งแต่วันนี้
แหล่งข้อมูล: