งานวิจัยชิ้นล่าสุดจุดกระแสความกังวลอย่างเร่งด่วนถึงความเสี่ยงที่อาจแฝงมากับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและอาหารเสริมทั่วไปที่หลายคนนิยมบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพ งานวิจัยชิ้นนี้ยังเตือนว่า ผู้คนนับล้าน รวมถึงชาวไทยจำนวนไม่น้อย อาจกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงภาวะตับถูกทำลายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างส่วนผสมที่คุ้นเคยกันดี ซึ่งหาได้ทั้งจากชั้นวางเครื่องเทศในครัวไปจนถึงร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ กับอุบัติการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นของภาวะพิษต่อตับ หรือกระทั่งภาวะตับวายที่จำเป็นต้องปลูกถ่ายตับ (Yahoo Lifestyle; PMC)
ความนิยมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรพุ่งสูงขึ้นอย่างมากทั้งในโลกตะวันตกและเอเชีย โดยมักโฆษณาว่าเป็น “ทางเลือกจากธรรมชาติ” แทนการแพทย์แผนปัจจุบัน พร้อมอวดอ้างสรรพคุณหลากหลาย ตั้งแต่เสริมภูมิคุ้มกันไปจนถึงช่วยลดน้ำหนัก โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งการใช้สมุนไพรแผนโบราณ เช่น ขมิ้นชัน ชาเขียว และสมุนไพรผสมต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสุขภาพมาอย่างยาวนาน กระแสความนิยมนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเจน (PMC) อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนบ่อยครั้งว่า คำว่า “จากธรรมชาติ” ไม่ได้การันตีความปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อบริโภคในปริมาณสูง หรือใช้โดยไม่ผ่านการดูแลจากแพทย์
งานวิจัยฉบับหนึ่งเมื่อปี 2565 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Liver Transplantation เผยว่า จำนวนผู้ป่วยภาวะตับวายในสหรัฐฯ ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และจำเป็นต้องรอคิวปลูกถ่ายตับ เพิ่มสูงขึ้นถึง 8 เท่าในช่วงปี 2538 ถึง 2563 เช่นเดียวกัน งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Hepatology ประมาณการว่า ราวร้อยละ 20 ของผู้ป่วยภาวะพิษต่อตับเฉียบพลันทั่วสหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและอาหารเสริม ไม่ใช่ยาที่แพทย์สั่งจ่าย (Yahoo Lifestyle)
หน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ รายงานว่า โรคตับคร่าชีวิตผู้คนกว่า 50,000 รายต่อปีเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งหลายกรณีเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ที่การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเป็นทางการยังจำกัด และการใช้ยาสมุนไพรยังคงแพร่หลาย ความเสี่ยงเหล่านี้อาจยิ่งสูงกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC News ว่า “หลายคนมักทึกทักเอาเองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัย เหตุผลอันดับแรกที่คนใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดี พวกเขาจึงไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่แท้จริง”
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นต้นเหตุของภาวะพิษต่อตับ (hepatotoxicity) ซึ่งคือภาวะที่ตับถูกทำลายจากสารเคมีหรือยา มักไม่ใช่สารประกอบที่แปลกใหม่อะไรเลย งานวิจัยชี้ว่าขมิ้นชัน เครื่องเทศหลักในอาหารไทยและอินเดีย เป็นสมุนไพรที่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ บริโภคมากที่สุด โดยมักบริโภคในปริมาณสูงเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ ที่ติดโผความเสี่ยง ได้แก่ แบล็กโคฮอช ข้าวยีสต์แดง ส้มแขก และสารสกัดเข้มข้นจากชาเขียว ซึ่งหลายชนิดเป็นที่นิยมในร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและหมู่คนรักสุขภาพในไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับจาก Jefferson Health อธิบายว่า โดยทั่วไปการใช้ขมิ้นชันปรุงอาหารถือว่าปลอดภัย แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแคปซูลอาจมีความเข้มข้นสูงกว่าที่พบในอาหารมาก “เวลาเราใช้ขมิ้นชันทำอาหาร นั่นค่อนข้างปลอดภัย แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดปัจจุบันมีปริมาณขมิ้นชันสูงถึง 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น ซึ่งถือว่าสูงมาก” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว พร้อมชี้ว่าการเติมพริกไทยดำ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่พบบ่อยอีกชนิด อาจยิ่งซ้ำเติมความเป็นพิษต่อตับได้ (Yahoo Lifestyle; Times of India)
แม้จะมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรก็ยังคงถูกทำการตลาดและถูกมองว่าปลอดภัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการกำกับดูแลที่ต่างจากยา ในหลายประเทศรวมถึงไทย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ต้องผ่านการทดสอบเข้มงวดก่อนวางจำหน่ายเหมือนยาที่แพทย์สั่ง ปัญหาฉลากไม่ถูกต้องและความไม่สอดคล้องของส่วนผสมที่ระบุกับส่วนผสมจริงจึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า “เราได้วิเคราะห์ทางเคมีและพบว่าประมาณร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์ มีส่วนผสมจริงไม่ตรงกับที่ระบุบนฉลาก ซึ่งน่าตกใจมาก… หากคุณซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้วฉลากระบุว่ามีส่วนผสมบางอย่าง โอกาสที่ข้อมูลนั้นจะเป็นจริงก็มีพอๆ กับการโยนหัวก้อย”
รายงานจากสหรัฐอเมริกาและเอเชียพบว่า ผู้ป่วยส่วนน้อยมากที่จะเปิดเผยข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับแพทย์ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อที่ว่าการรักษาแบบดั้งเดิมหรือ “จากธรรมชาติ” นั้นปลอดภัยเสมอ มีผู้ป่วยไม่ถึงร้อยละ 40 ที่แจ้งให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพทราบโดยสมัครใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ตนใช้ ในประเทศไทย ซึ่งการพูดคุยกันอย่างเปิดอกระหว่างผู้ป่วยและแพทย์เรื่องยาสมุนไพรยังไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป แนวโน้มคล้ายกันนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ภาวะตับบาดเจ็บจากยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (รวมถึงภาวะพิษต่อตับ หรือ hepatotoxicity) สามารถแสดงอาการที่น่าตกใจได้ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะสีเข้ม และตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ข้อมูลประมาณการล่าสุดชี้ว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยราว 44,000 รายในสหรัฐฯ ที่ตับเสียหายจากยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 2,700 ราย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขเหล่านี้ยังต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการรายงานข้อมูลยังไม่เพียงพอ
แม้พบได้ไม่บ่อย แต่ความเสียหายต่อตับอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับในไทยเองก็แสดงความกังวลทำนองเดียวกัน โดยเตือนว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรปริมาณสูง ซึ่งมักส่งเสริมการขายผ่านโซเชียลมีเดียและช่องทางที่ไม่เป็นทางการ อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ที่เปราะบางอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นหรือดื่มแอลกอฮอล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “ในสังคมไทยมีความเชื่อมั่นในยาสมุนไพรอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกผลิตภัณฑ์ที่มีขายจะได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม และการใช้ในทางที่ผิดก็เกิดขึ้นได้ง่าย”
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยก็เช่นกัน โดยรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรในไทยมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2567) และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง การใช้ยาสมุนไพรแผนโบราณเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทั้งในเมืองและชนบทมานาน ตั้งแต่เครื่องดื่มขมิ้นชันในเชียงใหม่ไปจนถึงแคปซูลสมุนไพรที่ขายตามตลาดในกรุงเทพฯ ทว่า การขาดการกำกับดูแลคุณภาพได้นำไปสู่กรณีอวัยวะภายในเสียหายหลายครั้งที่เป็นข่าวครึกโครม ซึ่งมีสาเหตุจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ปนเปื้อนหรือมีความเข้มข้นสูง
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์เน้นย้ำว่า แม้การใช้สมุนไพรปรุงอาหารในปริมาณพอเหมาะจะไม่เป็นอันตราย แต่การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรอย่างขาดการควบคุม โดยเฉพาะในปริมาณสูง อาจเป็นอันตรายได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับจากสหรัฐฯ กล่าวกับสื่อว่า “เราไม่ได้พยายามทำให้ผู้คนตื่นตระหนก เราเพียงต้องการสร้างความตระหนักว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อนั้น ยังไม่ผ่านการทดสอบ และไม่จำเป็นว่าจะปลอดภัยเสมอไป”
ในไทย ความเสี่ยงยิ่งซับซ้อนขึ้นจากการใช้ยาที่แพทย์สั่งร่วมกับยาสมุนไพร ซึ่งมักไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ บททบทวนวรรณกรรมล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร World Journal of Hepatology ชี้ให้เห็นความท้าทายในการแยกแยะภาวะตับบาดเจ็บจากสมุนไพร (Herbal-induced Liver Injury หรือ HILI) ออกจากสาเหตุอื่น เนื่องจากความซับซ้อนของส่วนผสมสมุนไพรและการขาดมาตรฐานในการรายงานข้อมูล (World Journal of Hepatology) ผลการทบทวนวรรณกรรมเมื่อปี 2564 รายงานจำนวนผู้ป่วย HILI ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โดยมีสาเหตุจากสารสกัดชาเขียว ขมิ้นชัน ว่านหางจระเข้ คาวา (kava) และส่วนผสมอื่นที่ใช้กันบ่อย (MDPI)
ในอดีต ความเชื่อมั่นและศรัทธาของคนไทยต่อการแพทย์ทางเลือกจากธรรมชาติมีรากฐานจากพุทธศาสนา ซึ่งให้ความสำคัญกับความสมดุลและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สิ่งนี้มีส่วนสร้างการรับรู้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรนั้นปลอดภัยโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเชื่อที่กำลังถูกท้าทายมากขึ้นจากข้อมูลทางการแพทย์ใหม่ๆ ผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเช่นเดียวกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้มีการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น ปรับปรุงการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการสื่อสารที่ดีขึ้นระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ ในระยะยาว อาจจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นและการบังคับทดสอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของส่วนผสม ทั้งในระดับโลกและในไทย ขณะที่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดูแลสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในและต่างประเทศ มาตรการป้องกันเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคชาวไทย:
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรหรืออาหารเสริมใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับตับหรือกำลังใช้ยาเป็นประจำ
- เลือกซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. เท่านั้น
- รับประทานตามขนาดที่แนะนำ และหลีกเลี่ยงการใช้ปริมาณสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน เว้นแต่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
- รีบแจ้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทราบทันที หากมีอาการที่บ่งชี้ปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น อ่อนเพลียผิดปกติ ตาเหลืองหรือผิวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรือปวดท้อง
- แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาสมุนไพรแผนโบราณทุกชนิดที่ใช้อยู่ ให้ทีมผู้ดูแลสุขภาพทราบอย่างตรงไปตรงมา
- สนับสนุนให้เพื่อนและคนในครอบครัวพูดคุยเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเปิดเผย และศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ
- ติดตามประกาศจาก อย. เกี่ยวกับการเรียกคืนสินค้าเพื่อความปลอดภัยหรือคำเตือนต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพร
โดยสรุป แม้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรจะมีบทบาทในวัฒนธรรมและสุขภาพของคนไทย แต่งานวิจัยสมัยใหม่เน้นย้ำถึงความสำคัญของความระมัดระวังและการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้ในปัจจุบัน สามารถช่วยป้องกันภาวะตับบาดเจ็บที่ค่าใช้จ่ายสูงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในอนาคต
แหล่งข้อมูล:
- Yahoo Lifestyle: ความเสียหายต่อตับที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ภาวะตับบาดเจ็บจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและอาหารเสริม - PubMed Central
- MDPI: ภาวะตับบาดเจ็บจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและอาหารเสริม
- World Journal of Hepatology: ภาวะตับบาดเจ็บจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและอาหารเสริม
- Times of India: โรคตับที่เชื่อมโยงกับขมิ้นชัน