งานวิจัยจิตวิทยาความสัมพันธ์ชิ้นล่าสุดชี้ว่า ผู้หญิงมีรอยสักกำลังถูกมองว่าเป็นคู่ครองที่น่าดึงดูดและมีสีสันมากขึ้นเรื่อยๆ ผลการศึกษาและบทวิเคราะห์ทางสังคมหลายชิ้นบ่งชี้ถึงพลังทางใจและจุดเด่นทางสังคมที่อาจเชื่อมโยงกับศิลปะบนเรือนร่างนี้ รายงานจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยใหม่ๆ เผยว่า รอยสักอาจไม่ใช่แค่การแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังสะท้อนคุณสมบัติที่ช่วยเสริมสร้างชีวิตคู่ให้มั่นคงและแข็งแรง
ทั้งในไทยและต่างแดน วัฒนธรรมการสักกำลังพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่ จากที่เคยถูกสังคมมองในแง่ลบและเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ปัจจุบันรอยสักกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นตัวตน ความมั่นใจ และเรื่องราวชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ งานตีพิมพ์ทางจิตวิทยาหลายชิ้นล่าสุด ทั้งจากสื่อดังอย่าง YourTango และวารสารวิชาการต่างๆ ได้เปิดหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่า ผู้หญิงมีรอยสักอาจเป็น “คู่ชีวิตชั้นเยี่ยม” ได้ ท้าทายความเชื่อเก่าๆ และจุดประกายบทสนทนาในมุมมองใหม่ที่เปิดกว้างขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมและพฤติกรรมได้ชี้ 7 เหตุผลหลัก ที่ทำให้ผู้หญิงมีรอยสักกลายเป็นคู่ชีวิตที่น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเหตุผลเหล่านี้อ้างอิงจากทั้งงานวิจัยและประสบการณ์จริง ประเด็นสำคัญคือ ผู้ที่ตัดสินใจมีรอยสักถาวรบนร่างกายมักเป็นคนที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ การปรับตัวเก่ง และการแสดงออกทางอารมณ์ ผลสำรวจปี 2021 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Dermatology ระบุว่า ผู้หญิงที่มีรอยสักมีระดับความมั่นใจในตัวเองและความเข้มแข็งทางจิตใจสูงกว่า ซึ่งมักเป็นผลจากการก้าวข้ามอคติในสังคมและการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสัก
งานวิจัยทางสังคมยังพบอีกว่า ผู้ที่มีรอยสักมักจะเปิดใจยอมรับความแตกต่างได้ดีกว่า (ทั้งของตนเองและผู้อื่น) และมีแนวโน้มที่จะมีมุมมองโลกที่กว้างไกล ซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและปรับตัวได้ดี นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนะถึงแนวโน้มนี้ว่า “การตัดสินใจสัก โดยเฉพาะในสังคมที่รอยสักยังคงถูกตัดสิน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในคุณค่าของตนเอง ความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ และการเฉลิมฉลองอิสระในการกำหนดชีวิตตนเอง คุณสมบัติเหล่านี้มักส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว รวมถึงชีวิตคู่ด้วย”
ประโยชน์ทางจิตวิทยาอื่นๆ ที่งานวิจัยชี้ชัด ได้แก่ ทักษะการสื่อสารที่ดีเยี่ยม แนวโน้มที่จะเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้ลึกซึ้งขึ้น (เพราะหลายคนเคยผ่านประสบการณ์ถูกเข้าใจผิดหรือตีตรามาด้วยตัวเอง) ความซื่อสัตย์ภักดีที่มากขึ้น และความสามารถในการแสดงออกถึงความรักความผูกพันในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เมื่อคนรุ่นใหม่ในเมืองเริ่มโอบรับรอยสักในฐานะสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับครอบครัว
ถึงกระนั้น ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียง กลุ่มอนุรักษนิยมในไทยบางส่วนอาจยังมองว่ารอยสักเชื่อมโยงกับการต่อต้านสังคม หรือกระทั่งอาชญากรรม ซึ่งหยั่งรากลึกจากทัศนคติเดิมๆ ที่ไม่เปิดรับศิลปะบนเรือนร่างที่มองเห็นได้ โดยเฉพาะในผู้หญิง ในมุมมองทางศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายเถรวาท บางครั้งก็ไม่สนับสนุนการสัก โดยมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ประมาณตน หรือการท้าทายค่านิยมความงามแบบเก่า อย่างไรก็ดี งานวิจัยยุคใหม่กำลังค่อยๆ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเหล่าคนดัง ศิลปิน และผู้ประกอบวิชาชีพชาวไทยจำนวนไม่น้อยแสดงให้เห็นว่าผิวพรรณที่มีลายหมึกสามารถไปด้วยกันได้กับค่านิยมครอบครัวและความสำเร็จในอาชีพการงาน อาจารย์ท่านหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเพศภาวะศึกษาในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “เรากำลังเห็นสะพานเชื่อมระหว่างวัยและวัฒนธรรม ที่ซึ่งรอยสักไม่ได้บ่งบอกถึงการเป็นคนนอกคอกอีกต่อไป แต่กลับสื่อถึงความเข้มแข็ง ความลุ่มลึก และการเฉลิมฉลองความเป็นตัวตน”
ข้อมูลจากทั่วโลกก็สอดรับกับแนวโน้มนี้เช่นกัน รายงานของ Pew Research Center ปี 2019 พบว่าคนหนุ่มสาวทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะมีรอยสักและมีทัศนคติที่ดีต่อผู้มีศิลปะบนเรือนร่างมากขึ้น สะท้อนว่าอคติแบบเดิมๆ กำลังเลือนหายไปในหลายวัฒนธรรม ทัศนคติคล้ายกันนี้กำลังก่อตัวในกลุ่มเยาวชนไทย ซึ่งมองว่ารอยสักคือการต่อยอดการเติบโตส่วนตัวอย่างมีความหมาย หรือเป็นบันทึกการเดินทางทางความรู้สึก ช่วยทลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่ารอยสักเป็นกำแพงขวางกั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและอบอุ่น
ในทางปฏิบัติ นักบำบัดชีวิตคู่และที่ปรึกษาในไทยแนะว่า คู่รักควรให้ความสำคัญกับค่านิยมร่วมกัน การสื่อสาร และวุฒิภาวะทางอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มักเชื่อมโยงกับการเข้าใจตนเองและความเห็นอกเห็นใจที่บ่มเพาะจากประสบการณ์การสัก นอกจากนี้ ผู้ที่คิดจะสักก็ควรเปิดอกคุยเรื่องศิลปะบนเรือนร่างกับคนในครอบครัว โดยเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของคนต่างวัย และเปิดโอกาสสร้างความเข้าใจผ่านการพูดคุยอย่างจริงใจ
เมื่อมุมมองต่างๆ พลิกผัน สังคมไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงคุณค่าของผู้หญิงมีรอยสักที่มีต่อชีวิตครอบครัว แวดวงอาชีพ และวัฒนธรรมโดยรวม การชื่นชมความหลากหลายในการแสดงออกและเคารพเรื่องราวที่จารึกบนผิวหนัง จะช่วยให้สังคมได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตคู่หรือมิติอื่นๆ ของชีวิต
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญที่ได้นั้นชัดเจน: รอยสักที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นอุปสรรค แท้จริงแล้วอาจเป็นเครื่องหมายของคู่ครองที่เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจ สื่อสารเป็นเลิศ และมีจิตใจที่เข้มแข็งคนหนึ่ง ทั้งในและนอกชีวิตคู่ การเปิดใจกว้างและเคารพซึ่งกันและกันจะช่วยทลายกำแพงความคิดเก่าๆ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีและมีความสุขยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างรอยสักกับจิตวิทยา สามารถศึกษาได้จาก YourTango, วารสาร International Journal of Dermatology และ Pew Research Center