เมื่อเกิดความรู้สึกหวั่นไหวไปกับคนอื่น คนมีคู่ทั้งชายและหญิงมักมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง งานวิจัยล่าสุดในวารสาร Current Psychology ได้เปิดเผยเรื่องนี้ ผลวิจัยระบุว่า เมื่อฝ่ายชายที่มีคนรักแล้วเผชิญกับสิ่งเร้าหรือคนที่น่าสนใจ พวกเขามักจะเลือกซื้อ “ประสบการณ์” เช่น ตั๋วคอนเสิร์ต หรือการทานข้าวนอกบ้าน ในทางกลับกัน ฝ่ายหญิงเมื่อเจอสถานการณ์คล้ายกัน มีแนวโน้มจะเลือกซื้อ “สิ่งของที่จับต้องได้” เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือของตกแต่งบ้าน นักวิจัยชี้ว่า พฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปตามเพศนี้ เป็นกลไกทางจิตใต้สำนึก เพื่อเสริมคุณค่าตัวเองในสายตาคนรัก เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างความรัก ความรู้สึกผิด และความพยายามของเราที่จะทำให้คนรักเห็นคุณค่า (PsyPost)

สำหรับคนไทย ผลวิจัยนี้ถือเป็นมุมมองที่ชวนคิด ช่วยให้เราได้พิจารณาทั้งพฤติกรรมของตัวเองและรูปแบบสังคมในภาพรวม งานวิจัยนี้ยังตอกย้ำว่าความสัมพันธ์รักใคร่มีอิทธิพลในระดับสากล ส่งผลกระทบแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการซื้อของ ในสังคมไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องขนบธรรมเนียมอันซับซ้อนเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ และภาพลักษณ์ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้อาจยิ่งมีความหมาย ในโลกที่การบริโภคนิยมและความสัมพันธ์ยุคใหม่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษา 6 ครั้งในจีน กับกลุ่มตัวอย่างคู่รักต่างเพศที่คบหากันจริงจัง เมื่อผู้เข้าร่วมถูกกระตุ้นด้วย “สิ่งเร้า” ทางความรู้สึก เช่น การจินตนาการว่าเจอคนแปลกหน้าที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ พวกเขารายงานว่าเกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจ หรือบางครั้งก็รู้สึกผิด ตามทฤษฎีความขัดแย้งทางความคิด (cognitive dissonance theory) ความรู้สึกอึดอัดใจนี้เองที่ผลักดันให้คนเราอยากจะยืนยันคุณค่าของตัวเอง โดยเฉพาะในบทบาทของคนรัก ในแง่ปฏิบัติ นั่นหมายความว่า หลังจากเจอสิ่งเร้า ฝ่ายชายมักเลือก “ประสบการณ์” มากกว่า “สิ่งของ” อาจเพื่อแสดงออกถึงความอบอุ่นทางอารมณ์และความผูกพัน ส่วนฝ่ายหญิงกลับเลือกซื้อสิ่งที่สะท้อนถึงการสนับสนุนในชีวิตจริงและความสามารถในการดูแลจัดการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สังคมไทยแต่เดิมให้คุณค่าว่าเป็นรากฐานของครอบครัวที่มั่นคง (Current Psychology, สรุปผ่าน PsyPost)

ในการศึกษานำร่องครั้งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีคนรักแล้ว 150 คน ถูกขอให้เปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่างตั๋วคอนเสิร์ตกับลำโพงบลูทูธ ฝ่ายชายรู้สึกว่าการซื้อประสบการณ์ทำให้พวกเขาดูเป็นคนอบอุ่นทางอารมณ์มากขึ้น ขณะที่ฝ่ายหญิงเชื่อว่าการซื้อสิ่งของสะท้อนถึงความเอาใจใส่ในชีวิตจริง ในการศึกษาครั้งต่อๆ มา พบว่าคนที่จินตนาการว่าเจอคนอื่นที่น่าดึงดูดใจ มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนความชอบในการซื้อของไปในทิศทางที่สอดคล้องกับบทบาททางเพศเหล่านี้มากขึ้น ที่น่าสนใจคือ รูปแบบนี้ไม่พบในกลุ่มคนโสด ซึ่งชี้ว่าแรงจูงใจในการเสริมคุณค่าตัวเองนั้นผูกโยงกับการปกป้องความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ไม่ใช่เพื่อมองหาความสัมพันธ์ใหม่

การทดลองเหล่านี้ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมจินตนาการถึงสถานการณ์ที่อาจทำให้ใจหวั่นไหว จากนั้นวัดระดับความรู้สึกผิด แล้วจึงติดตามตัวเลือกการใช้จ่ายสมมติของพวกเขา ฝ่ายชายที่เจอสถานการณ์เร้าใจทางความรู้สึก มีแนวโน้มทางสถิติที่จะเลือกประสบการณ์ที่สามารถทำร่วมกันได้มากกว่า ขณะที่ฝ่ายหญิงเลือกสิ่งของที่จับต้องได้ แม้ว่าจะเป็นสินค้าชิ้นเดียวกัน (เช่น ลำโพงบลูทูธ) ที่ถูกนำเสนอในแง่มุมของประสบการณ์หรือสิ่งของก็ตาม เมื่อนักวิจัยวัดผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในตนเอง พวกเขาพบว่าสิ่งเร้าทางความรักไม่เพียงนำไปสู่ความรู้สึกผิด แต่ยังกระตุ้นแรงผลักดันที่จะเสริมคุณค่าให้ตนเอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเลือกซื้อระหว่างประสบการณ์กับสิ่งของ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ชั้นนำท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจมาก ว่าแม้แต่ความรู้สึกดึงดูดใจเพียงชั่ววูบต่อคนอื่นนอกเหนือจากคนรัก ก็สามารถกระตุ้นให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยได้ บ่อยครั้งโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังตอกย้ำว่าบทบาททางเพศตามวัฒนธรรมและสังคมที่ฝังรากลึก ยังคงมีอิทธิพลต่อการตอบสนองของเราอย่างมาก”

การตอบสนองที่แตกต่างกันระหว่างเพศนี้ ส่วนหนึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยบทบาททางสังคมแบบดั้งเดิม การเลือก “ประสบการณ์” ซึ่งมักเกี่ยวกับการทำกิจกรรมร่วมกันและการเปิดใจทางอารมณ์ สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความอบอุ่นที่สังคมคาดหวังจากผู้ชายในความสัมพันธ์ระยะยาว ส่วน “สิ่งของ” ที่จับต้องได้ ซึ่งมักจะคงทนและใช้งานได้จริง สะท้อนถึงความมั่นคงและการสนับสนุนที่ผู้หญิงถูกปลูกฝังให้แสดงออก ความคาดหวังเหล่านี้พบได้ทั้งในวัฒนธรรมไทยและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเอเชียโดยรวม (PsyPost)

แม้ว่างานวิจัยนี้จะให้ข้อสรุปที่น่าสนใจ แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการ การศึกษานี้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคู่รักต่างเพศที่มีเพศสภาพตรงกับเพศกำเนิด (cisgender) และสถานการณ์ที่ใช้ก็เป็นเรื่องสมมติ ไม่ใช่เหตุการณ์จริง ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมการซื้อของในชีวิตจริงอาจแตกต่างจากผลในห้องทดลอง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มีบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเรื่องการคบหา การให้ของขวัญ และการแสดงออกทางสังคมที่หลากหลาย นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและค่านิยมระหว่างวัยอย่างรวดเร็วในไทย เช่น การเพิ่มขึ้นของครอบครัวที่ทั้งคู่ทำงาน และการเปลี่ยนแปลงบทบาททางเพศ ก็อาจส่งผลต่อวิธีที่ผู้คนแสดงออกถึงการเสริมคุณค่าตัวเองผ่านการใช้จ่ายเช่นกัน

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ธรรมเนียมการจีบและการคบหาของไทยก็พัฒนาขึ้น มีการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกเข้ากับค่านิยมท้องถิ่นที่ฝังรากลึก การให้ของขวัญในเทศกาลสำคัญ เช่น วันวาเลนไทน์และสงกรานต์ รวมถึงความนิยมในการทำกิจกรรมร่วมกันของคู่รัก ตั้งแต่การตะลุยกินสตรีทฟู้ดไปจนถึงการท่องเที่ยวแบบหรูหรา กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแสดงความรักในยุคใหม่ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเหล่านี้หมายความว่า การตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางความรักของคนไทยอาจไม่เหมือนกับกลุ่มตัวอย่างชาวจีนในการศึกษานี้ทั้งหมด แม้ว่าแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาพื้นฐานน่าจะเป็นสากลก็ตาม

ทีมวิจัยเสนอว่าในอนาคต ควรมีการศึกษาที่ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายมากขึ้น การศึกษาในกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงการศึกษาจากสถานการณ์จริงแทนการจินตนาการ จะช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดยิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทย ซึ่งทัศนคติทางสังคมต่อบทบาททางเพศ ความสัมพันธ์ และการแสดงความรักในที่สาธารณะกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานวิจัยในอนาคตอาจศึกษาว่าคนไทยทั้งชายและหญิง ทั้งในเมืองและชนบท จัดการกับความตึงเครียดระหว่างสิ่งเร้า การรักษาความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์ส่วนตัวผ่านการเลือกซื้อสินค้าอย่างไร

สำหรับคู่รักชาวไทย งานวิจัยนี้เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนและอาจเป็นแนวทางได้ สิ่งเร้าทางความรู้สึก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่หรือยาวนาน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ในทุกสังคม ประเด็นสำคัญไม่ใช่การตัดสินความคิดเหล่านั้น แต่คือการทำความเข้าใจว่ามันส่งผลต่อการกระทำของเราโดยไม่รู้ตัวได้อย่างไร รวมถึงการซื้อของตามห้างหรือในโลกออนไลน์ การตระหนักถึงรูปแบบเหล่านี้จะช่วยให้แต่ละคนและคู่รักสื่อสารความต้องการทางอารมณ์และความต้องการในชีวิตจริงได้ดีขึ้น และอาจค้นพบวิธีที่จริงใจกว่าในการยืนยันคุณค่าของกันและกัน นอกเหนือไปจากการใช้จ่าย

ในขณะที่ความสัมพันธ์และความคาดหวังในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คู่รักจะได้รับประโยชน์จากการทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่รักษาความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีต่อกันอย่างแท้จริง แทนที่จะพึ่งพาการซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือสิ่งของ การพูดคุยกันอย่างเปิดอกเกี่ยวกับความรู้สึกไม่มั่นคง ความหวั่นไหว และคุณค่าในตัวเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่าเสมอ คำไทยๆ อย่าง “ไม่เป็นไร” อาจช่วยเตือนใจเราได้ว่า สิ่งเร้าเล็กๆ น้อยๆ และความต้องการการยอมรับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์

สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ของตนเอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตระหนักถึงพลังทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อเราอยู่เสมอ หากสังเกตเห็นว่าตัวเองมักจะหันไปช้อปปิ้งบำบัดหลังจากเจอสถานการณ์ที่ทำให้ใจวอกแวก ลองหยุดและทบทวนดู เรากำลังพยายามส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้คนรัก หรือให้ตัวเองกันแน่? ลองพิจารณา “ลงทุน” ไม่ใช่แค่กับของขวัญหรือทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการลงทุนในบทสนทนาที่มีความหมายและการเติบโตร่วมกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: