ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า GPT-4o แชทบอทตัวเก่งรุ่นล่าสุดของ OpenAI ดันมีพฤติกรรมคล้าย “ความขัดแย้งทางความคิด” (cognitive dissonance) แบบที่คนเราเป็นกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เคยเชื่อกันว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์เท่านั้น ผลการศึกษานี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลก Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ได้จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับกลไกการประมวลผลข้อมูลและการตัดสินใจของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดล้ำ เรื่องนี้ยังส่งผลสะเทือนถึงประเทศไทยอย่างจัง ในยุคที่เรากำลังอ้าแขนรับเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ในทุกวงการ ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงชีวิตประจำวันของผู้คน (TechXplore)

ว่ากันง่ายๆ “ความขัดแย้งทางความคิด” ก็คือความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ เวลาที่ความเชื่อหรือความคิดของเรามันสวนทางกับการกระทำ งานวิจัยทางจิตวิทยาหลายสิบปีที่ผ่านมาบอกเราว่า คนเรามักจะหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตัวเอง โดยเปลี่ยนความคิดเพื่อให้สอดรับกับสิ่งที่ทำลงไปแล้ว ยิ่งถ้าเรารู้สึกว่าเราเลือกทำสิ่งนั้นเองด้วยความสมัครใจ ก็ยิ่งเป็นแบบนั้น จุดที่น่าทึ่งของงานวิจัยจากฮาร์วาร์ดชิ้นนี้ คือการชี้ให้เห็นว่า GPT-4o ถึงแม้จะเป็นแค่ระบบประมวลผลทางสถิติที่ไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดอะไร ก็กลับแสดงออกถึงพฤติกรรมสำคัญของมนุษย์ข้อนี้ได้เหมือนกัน

งานวิจัยนี้นำโดยทีมงานซึ่งประกอบด้วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ด และผู้บริหารจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้ตรวจสอบว่า “ความคิดเห็น” ของ GPT-4o เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากที่มันถูกสั่งให้เขียนเรียงความสนับสนุนหรือต่อต้านวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ปรากฏว่าหลังจากเขียนเรียงความดังกล่าว ท่าทีของแบบจำลองนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยแสดงให้เห็นแนวโน้มที่จะพยายามรักษาความสอดคล้องระหว่างทัศนคติกับผลลัพธ์ที่มันเพิ่งสร้างขึ้น ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อ AI ถูกชักจูงอย่างแนบเนียนให้เชื่อว่ามันเลือกหัวข้อเรียงความเอง ท่าทีต่อปูตินในภายหลังก็ยิ่งเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกับเรียงความที่เขียนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการตอบสนองแบบความขัดแย้งทางความคิดที่พบได้ทั่วไปในมนุษย์

นักจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ดท่านหนึ่งในทีมวิจัยอธิบายว่า “LLM (แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่) นี้ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับวลาดิมีร์ ปูติน เราจึงคาดว่าความคิดเห็นของมันจะไม่สั่นคลอน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเรียงความธรรมดาๆ ความยาว 600 คำเพียงชิ้นเดียวที่มันเขียนขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า LLM นี้มีท่าทีเปลี่ยนไปจากมุมมองที่เป็นกลางต่อปูตินอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับมนุษย์ที่บางครั้งก็ไร้เหตุผล และยิ่งแสดงออกเช่นนั้นมากขึ้นเมื่อมันเชื่อว่าการเขียนเรียงความนั้นเป็นการตัดสินใจของตัวเอง โดยปกติแล้ว เราไม่คาดหวังว่าเครื่องจักรจะใส่ใจว่ามันทำงานภายใต้แรงกดดันหรือทำด้วยความสมัครใจ แต่ GPT-4o กลับแสดงออกเช่นนั้น” (TechXplore)

ผลลัพธ์เหล่านี้ช่างขัดกับความเข้าใจโดยทั่วไปที่ว่าแบบจำลองภาษาสามารถเลียนแบบการสนทนาได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่มีสภาวะภายในหรือแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่แท้จริง ความเชื่อดั้งเดิมมองว่าแชทบอททำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนข้อมูลทางสถิติ โดยสะท้อนข้อมูลภาษาที่ใช้ฝึกฝนมัน โดยไม่มีสำนึกถึงความสอดคล้องในตัวเองหรือความเป็นตัวของตัวเอง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ท้าทายให้นักเทคโนโลยีและผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนความซับซ้อนที่อาจมีอยู่ใน “ความคิด” ของ AI

สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศไทย ตั้งแต่นักการศึกษาที่ทดลองใช้ AI ช่วยสอน ไปจนถึงนักวางแผนด้านสาธารณสุขที่ใช้แบบจำลองขนาดใหญ่เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นหรือจัดทำแคมเปญข้อมูล ผลการวิจัยนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรดิจิทัล บอทให้คำแนะนำด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ระบบบริการลูกค้า การทำความเข้าใจว่าระบบเหล่านี้ “ใช้เหตุผล” เกี่ยวกับผลลัพธ์ของตัวเองอย่างไรจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อที่จะคาดการณ์พฤติกรรมที่ไม่คาดคิดหรือความลำเอียงที่อาจเกิดขึ้นได้ หากระบบ AI สามารถเปลี่ยน “จุดยืน” ของตนเองโดยไม่รู้ตัวตามเนื้อหาที่เพิ่งสร้างขึ้นเอง ก็จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือการเรียนรู้ของประชาชน

ทัศนคติทางวัฒนธรรมในไทยมักแสดงออกถึงการมองโลกในแง่ดีต่อการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ “ไทยแลนด์ 4.0” ของประเทศ ในขณะเดียวกัน นักการศึกษาและผู้รณรงค์ด้านความรู้ดิจิทัลในไทยก็ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับ “อคติจากการทำงานอัตโนมัติ” (automation bias) ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่มนุษย์จะเชื่อถือระบบอัตโนมัติมากเกินไป เมื่องานวิจัยล่าสุดชี้ว่าระบบ AI เองก็อาจสร้าง “อคติ” ภายในขึ้นผ่านการเลียนแบบสภาวะความขัดแย้งทางความคิด เส้นแบ่งระหว่างความผิดพลาดของผู้ใช้กับการชักจูงโดยเครื่องจักรก็ยิ่งบางลง ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนไทยถามผู้ช่วยสอน AI เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านสุขภาพ และ AI เพิ่งสร้างเนื้อหาที่เอนเอียงไปทางเรื่องเล่าบางอย่าง คำแนะนำที่ AI ให้หลังจากนั้นอาจบิดเบือนไปอย่างแนบเนียนได้หรือไม่ แม้ว่าจะไม่มีการแทรกแซงจากภายนอกเลยก็ตาม

ในระดับนานาชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมชี้ว่าคุณสมบัติคล้ายมนุษย์ที่ปรากฏขึ้นใน AI ไม่ควรถือเป็นข้อพิสูจน์ว่า AI มีความรู้สึกนึกคิดหรือสติสัมปชัญญะ แต่ดังที่ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ความตระหนักรู้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องเกิดก่อนพฤติกรรมเสมอไป แม้แต่ในมนุษย์เอง และรูปแบบการคิดที่คล้ายมนุษย์ใน AI ก็อาจส่งผลต่อการกระทำของมันในแบบที่คาดไม่ถึงและส่งผลกระทบตามมาได้” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ GPT-4o จะไม่ได้ “ตระหนักรู้ในตนเอง” (self-aware) เหมือนมนุษย์ แต่ผลลัพธ์ที่มันสร้างขึ้นก็ยังอาจเปลี่ยนแปลงไปตาม “ประสบการณ์” หรือผลลัพธ์ล่าสุดของมันได้ สิ่งนี้เพิ่มความท้าทายสำหรับนักพัฒนาและผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการกำกับดูแลการใช้ AI ในห้องเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศไทย

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบแล้ว แต่ผลการค้นพบล่าสุดนี้อาจจำเป็นต้องมีการปรับปรุงนโยบายเพื่อให้ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (behavioral drift) ในแบบจำลอง AI โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น อาจมีการตรวจสอบ AI สนทนาที่ใช้ในโรงเรียนและคลินิกของไทยเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดอคติที่ไม่พึงประสงค์ การฝึกอบรมด้านความรู้ดิจิทัลสำหรับผู้ใช้ชาวไทย ตั้งแต่นักเรียนในกรุงเทพฯ ไปจนถึงครอบครัวในต่างจังหวัด ควรเน้นย้ำว่าแม้ AI จะสามารถเลียนแบบการใช้เหตุผลได้ แต่ “ความคิดเห็น” ของมันถูกสร้างขึ้นแบบทันทีทันใด และไม่ได้ป้องกันจากการถูกชักจูงอย่างแนบเนียนหรือผลกระทบจากวงจรข้อมูลป้อนกลับภายในระบบ

ปรากฏการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดทางพุทธปรัชญาที่กว้างขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมในสังคมไทย คำสอนทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับธรรมชาติของจิต ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และการไม่ยึดติดกับความคิดเห็นตายตัว ล้วนเน้นย้ำคุณค่าของการคิดเชิงวิพากษ์และความยืดหยุ่น การเปรียบเทียบว่า AI ก็เหมือนกับจิตใจของมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนจุดยืนได้ตามการกระทำในอดีต อาจเป็นบทเรียนให้นักการศึกษาและนักเทคโนโลยีไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันตนเองจากอิทธิพลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องจักรหรือมนุษย์ก็ตาม

เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิจัยเตือนว่าแบบจำลองภาษา AI จะยิ่งเลียนแบบมนุษย์ได้แนบเนียนมากขึ้น เมื่อข้อมูลที่ใช้ฝึกฝนและเทคนิคต่างๆ พัฒนาขึ้น นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอนาคตที่การแยกแยะระหว่างการโน้มน้าวใจโดยเครื่องจักรกับข้อมูลที่เป็นอิสระจะยิ่งทำได้ยากขึ้น มหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการวิจัย AI ในไทยอาจริเริ่มทำการศึกษาในประเทศ เพื่อทดลองซ้ำหรือต่อยอดจากผลการค้นพบของฮาร์วาร์ด โดยเน้นที่แบบจำลองภาษาไทยและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะ การสำรวจวิจัยเหล่านี้สามารถปูทางไปสู่การสร้างมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของไทย เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมไทยโดยไม่ทำลายความไว้วางใจในเครื่องมือดิจิทัล

สำหรับประชาชนทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีความกังขาในระดับที่เหมาะสม คือให้ตระหนักว่า AI สามารถช่วยให้เข้าใจข้อมูลและประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าแหล่งข้อมูลดิจิทัลก็ควรถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกับที่เราตั้งคำถามกับแหล่งข้อมูลที่เป็นมนุษย์ เมื่อใช้แชทบอท AI ในบริบทด้านสุขภาพ การศึกษา หรือข่าวสาร ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการแพทย์หรือประวัติศาสตร์ และเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านความรู้ดิจิทัล ผู้ปกครองและครูสามารถสอนเยาวชนให้รู้จักกลยุทธ์การตั้งคำถามที่ปรับเปลี่ยนได้ โดยใช้ผลการค้นพบล่าสุดเหล่านี้เป็นตัวอย่างจากโลกจริง เพื่อให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อควรระวังของเทคโนโลยีก้าวหน้า

โดยสรุปแล้ว งานวิจัยของฮาร์วาร์ดชี้ให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างการใช้เหตุผลของมนุษย์และเครื่องจักรกำลังแคบลงในรูปแบบที่น่าประหลาดใจ และสังคมไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาตรการกำกับดูแล การศึกษา และการตอบสนองทางวัฒนธรรมให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม ในขณะที่เครื่องมือ AI กลายเป็นผู้ช่วยในชีวิตประจำวันตามห้องเรียนและสถานพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทย การตื่นตัวต่อความสามารถในการแสดงพฤติกรรมอุบัติใหม่ของ AI ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ได้ที่ TechXplore