งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากสวีเดนกำลังจุดประเด็นให้ฉุกคิดถึงความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า การมีร่างกายฟิตปั๋งตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและโรคหัวใจได้อย่างมาก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ชี้นำการสื่อสารด้านสาธารณสุขไปทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Preventive Cardiology (news-medical.net) ชี้ว่างานวิจัยที่ผ่านๆ มาอาจประเมินอิทธิพลของความฟิตต่ออัตราการเสียชีวิตสูงเกินจริง เพราะมองข้ามปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่แตกต่างกันในแต่ละคน

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ข้อมูลที่รับรู้กันมาตลอดนั้นเข้าใจง่ายและชัดเจน คือ การออกกำลังกายตั้งแต่อายุน้อยๆ จะช่วยให้อายุยืนยาวและลดโอกาสป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ ความเชื่อนี้หนุนเสริมโครงการต่างๆ มากมาย ตั้งแต่กิจกรรมกีฬาในโรงเรียนไปจนถึงแคมเปญระดับชาติที่ชวนคนไปวิ่งจ็อกกิ้งในสวนสาธารณะใจกลางกรุง หรือเต้นแอโรบิกรวมกลุ่มตามชุมชนในต่างจังหวัด แต่ผลวิจัยล่าสุดนี้ชี้ว่าความเกี่ยวโยงดังกล่าวอาจซับซ้อนกว่าที่คิด พร้อมทั้งกระตุกให้ผู้กำหนดนโยบายและคนทั่วไปอย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าความฟิตของร่างกายเพียงอย่างเดียวจะป้องกันโรคได้หมดจด

งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งนำทีมโดยมหาวิทยาลัยอุปซอลา ได้ศึกษาข้อมูลจากบันทึกการเกณฑ์ทหารของชายชาวสวีเดนกว่า 1.1 ล้านคน โดยติดตามดูระดับความฟิตของพวกเขาตอนอายุ 18 ปี และเฝ้าดูสาเหตุการเสียชีวิตไปจนถึงอายุราว 60 ปี ตามคาดจากการวิเคราะห์แบบเดิมๆ กลุ่มคนที่ฟิตที่สุดมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่ากลุ่มที่ฟิตน้อยที่สุดถึง 58% เสี่ยงเสียชีวิตจากมะเร็งน้อยกว่า 31% และเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุน้อยกว่า 53% ตัวเลขที่ดูน่าสนใจเหล่านี้ก็สอดรับกับผลการวิจัยเชิงสังเกตการณ์หลายชิ้นก่อนหน้านี้

แต่ที่น่าสนใจคืองานวิจัยนี้มีจุดพลิกผัน ทีมวิจัยได้ใช้วิธีการที่เรียกว่า “การวิเคราะห์โดยใช้ผลลัพธ์ควบคุมเชิงลบ” (negative control outcome analysis) คือไปตรวจสอบการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การจมน้ำ และการถูกฆาตกรรม โดยตั้งสมมติฐานว่าความฟิตของระบบหัวใจและหลอดเลือดในช่วงวัยรุ่นไม่น่าจะเกี่ยวพันโดยตรงกับความเสี่ยงการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ข้อมูลกลับชี้ว่าคนที่ฟิตมากๆ ก็มีโอกาสเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแบบสุ่มเหล่านี้น้อยกว่ามากเช่นกัน คือน้อยกว่าถึง 53% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ฟิตน้อยกว่า

นักวิจัยสมทบด้านระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอุปซอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยหลัก อธิบายว่า “คนที่ฟิตมากๆ ในช่วงปลายวัยรุ่นมีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เช่น จากโรคหลอดเลือดหัวใจ” “แต่พอเรามาดูความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแบบสุ่ม เรากลับเจอความเชื่อมโยงที่แข็งแรงพอๆ กัน เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าคนที่ฟิตมากกับฟิตน้อยอาจมีอะไรที่แตกต่างกันในแง่มุมสำคัญอื่นๆ ที่งานวิจัยก่อนๆ อาจยังไม่ได้มองให้รอบด้านพอ”

ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้ชี้ไปที่ “ปัจจัยกวน” (confounding factors) หรือก็คือความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ระหว่างกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งอาจทำให้ผลการศึกษาคลาดเคลื่อนได้ ยกตัวอย่างเช่น วัยรุ่นที่ฟิตมากๆ อาจจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีกว่า เข้าถึงบริการสุขภาพได้ดีกว่า ใช้ชีวิตแบบใส่ใจความปลอดภัยมากกว่า หรือมีโอกาสน้อยกว่าที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงๆ เช่น การใช้สารเสพติด ทีมวิจัยพยายามปรับแก้ข้อมูลโดยเอาตัวแปรต่างๆ เข้ามาคิดด้วย เช่น ดัชนีมวลกาย (BMI) รายได้และการศึกษาของพ่อแม่ แถมยังใช้วิธีเปรียบเทียบระหว่างพี่น้องเพื่อคุมปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่ใช้ร่วมกัน แต่ความเชื่อมโยงที่ว่านี้ก็ยังคงอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น ดังที่หัวหน้าโครงการวิจัยท่านหนึ่งได้ระบุไว้ ผลลัพธ์นี้ยังไปในทางเดียวกับการศึกษาในกลุ่มฝาแฝดและงานวิจัยทางพันธุกรรมก่อนหน้านี้ ที่ชี้ว่ายีนบางตัวอาจทำให้คนเรามีแนวโน้มทั้งที่จะชอบออกกำลังกายและหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายโดยตรง “มันน่าแปลกใจมากที่เราพบว่าความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมันสะท้อนความเชื่อมโยงอื่นๆ ด้วย แม้ว่าเราจะคุมปัจจัยทุกอย่างที่พี่น้องมีร่วมกันแล้วก็ตาม” หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าว “เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำว่าสมมติฐานในงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์นั้นมีน้ำหนักแค่ไหน เพราะดูเหมือนว่าการจะหากลุ่มเปรียบเทียบที่เหมือนกันจริงๆ นั้นมันยากมากๆ”

สำหรับประเทศไทยเรา ผลการค้นพบนี้ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย ที่ผ่านมารัฐบาลไทยทุ่มงบประมาณไปไม่น้อยกับโครงการรณรงค์ให้คนออกกำลังกายกันถ้วนหน้า ส่งเสริมวิชาพละในโรงเรียน และยกให้ความฟิตของร่างกายเป็นหนึ่งในอาวุธหลักสู้กับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้บริหารระดับสูงด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกีฬามักจะอ้างอิงงานวิจัยจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการออกกำลังกายสาธารณะ อย่างไรก็ดี อย่างที่งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ชี้ให้เห็น ผลลัพธ์จริงๆ ของความฟิตในการป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจจะไม่ได้มากมายอย่างที่เคยเข้าใจกัน ถ้าไม่ได้เอาปัจจัยกวนอื่นๆ ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ สังคม และพันธุกรรม มาพิจารณาให้รอบด้าน

ผู้เชี่ยวชาญในบ้านเราเองก็ทราบดีถึงความซับซ้อนของการส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาพดีมานานแล้ว ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุข เคยให้ทัศนะเกี่ยวกับการวางแผนนโยบายไว้ว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บริบทของชุมชน การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ และปัจจัยทางเศรษฐกิจล้วนมีส่วนสำคัญทั้งสิ้น” งานวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีมาตรการที่หลากหลายมิติ ไม่ใช่แค่เน้นส่งเสริมการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

ถ้ามองในแง่วัฒนธรรม คนไทยเรามีธรรมเนียมที่ผสมผสานการขยับร่างกายเข้ากับการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มซ้อมมวยไทยในหมู่บ้าน การออกกำลังกายยามเย็นตามลานวัด หรือชมรมปั่นจักรยานในต่างจังหวัด แม้ว่ากิจกรรมเหล่านี้จะดีต่อสุขภาพใจและกาย แต่ผลวิจัยนี้ก็ชี้ว่าการสื่อสารกับประชาชนควรจะสมดุลกว่านี้ โดยเน้นการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งเรื่องอาหารการกิน สุขภาพจิต การป้องกันอุบัติเหตุ และการตรวจสุขภาพ มากกว่าจะฝากความหวังไว้กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวว่าจะป้องกันได้ทุกโรค

เมื่อมองไปข้างหน้า ทีมวิจัยจากสวีเดนกระตุ้นให้การวางมาตรการด้านสุขภาพในระดับประชากร เช่น แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติของไทย ที่ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกายอย่างชัดเจนนั้น ควรจะอยู่บนพื้นฐานความคาดหวังที่มาจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่น “ผลวิจัยของเราไม่ควรถูกตีความไปว่าการขยับร่างกายและการออกกำลังกายมันไม่ได้ผล หรือไม่ควรพยายามส่งเสริมมัน” หนึ่งในผู้เขียนหลักของงานวิจัยกล่าว “แต่เพื่อให้เข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นว่าจริงๆ แล้วความฟิตของร่างกายมันส่งผลต่อเรื่องต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย”

สำหรับผู้กำหนดนโยบายของบ้านเรา นี่อาจหมายถึงการต้องพยายามมากขึ้นในการเชื่อมโยงแคมเปญเรื่องความฟิตเข้ากับกลยุทธ์อื่นๆ ที่จะทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้เยาวชน การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงป้องกัน และการทำให้แน่ใจว่าการสื่อสารเรื่องการออกกำลังกายจะไม่ไปกลบเรื่องการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม

สำหรับคนไทยทั่วไปและครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ ข้อคิดจากงานวิจัยนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน คือควรส่งเสริมให้ลูกหลานและคนที่เรารักแอคทีฟอยู่เสมอ เพราะมันมีประโยชน์มากมายทั้งต่อร่างกาย สังคม และสุขภาพจิต การสนุกกับกีฬา การขยับร่างกายไปด้วยกัน และการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องไม่ลืมเสาหลักอื่นๆ ของการมีสุขภาพที่ดีด้วย เช่น อาหารการกินที่สมดุล (อย่างภูมิปัญญาอาหารไทยดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยผักและสมุนไพร) ความปลอดภัยบนท้องถนนและทางน้ำ การตรวจสุขภาพประจำปี และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงๆ ทั้งหลาย

สรุปแล้ว แม้ว่าคำพูดง่ายๆ แต่ฟังดูทรงพลังอย่าง “ฟิตร่างกาย อายุยืนยาว” จะยังคงติดหู แต่การส่งเสริมสุขภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งในประเทศไทยและที่อื่นๆ ต้องสะท้อนความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าเดิม การขยับร่างกายนั้นสำคัญมากก็จริง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจะมีชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดี และมีความหมาย อย่างที่งานวิจัยใหม่ๆ เช่นชิ้นนี้ชี้ให้เห็นชัดเจน ไม่มีปัจจัยไหนปัจจัยเดียวที่จะเป็นหลักประกันได้ และแนวทางที่สมดุล อิงตามหลักฐานที่เชื่อถือได้ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอนาคตสาธารณสุขไทย

แหล่งข้อมูล: news-medical.net, วารสาร European Journal of Preventive Cardiology, เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องกิจกรรมทางกาย องค์การอนามัยโลก, กระทรวงสาธารณสุขไทย