งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดกำลังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองของเราเกี่ยวกับ “จินตนาการ” ทักษะสำคัญของมนุษย์ที่เป็นรากฐานของนวัตกรรม ความทรงจำ ศิลปะ และการแก้ปัญหา บทความชิ้นล่าสุดจาก New Scientist (New Scientist) ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาแบบทดสอบสำคัญ 5 ชนิด ที่จะช่วยให้เราประเมินและเข้าใจขอบเขตพลังจินตนาการของตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง แบบทดสอบเหล่านี้จะช่วยไขข้อข้องใจว่า เหตุใดบางคนจึงสามารถจินตนาการเห็นภาพในหัวได้อย่างชัดเจนเป็นเรื่องราวราวกับชมภาพยนตร์ ขณะที่บางคนอาจเห็นเพียงภาพร่างเลือนราง หรือนึกออกเป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรมเมื่อพยายามระลึกถึงความทรงจำหรือจินตนาการถึงอนาคต

สิ่งที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจสำหรับคนไทย คือศักยภาพในการนำไปปรับใช้ทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพจิต และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่แล้วมา หลายคนอาจมองว่าจินตนาการเป็นเรื่องนามธรรม เป็นทักษะเฉพาะของศิลปิน นักเขียน หรือผู้ที่ฝึกฝนสมาธิ แต่ในยุคนี้ ทั้งในโลกการทำงานและห้องเรียนต่างให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น การประเมินและพัฒนาจินตนาการอย่างเป็นระบบโดยมีข้อมูลรองรับจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทย ซึ่งทักษะด้านนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมก็เป็นความภาคภูมิใจของชาติ การทำความเข้าใจกลไกของจินตนาการจะช่วยให้แต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยให้นักการศึกษาสามารถออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีความถนัดแตกต่างกันไป

หนึ่งในแบบทดสอบที่รู้จักกันดีคือ แบบสอบถามความชัดเจนของจินตภาพ (Vividness of Visual Imagery Questionnaire หรือ VVIQ) พัฒนาขึ้นครั้งแรกโดย เดวิด มาร์คส์ นักจิตวิทยา ในปี 1973 (ข้อมูล VVIQ จาก Wikipedia) ผู้ทำแบบทดสอบจะถูกขอให้นึกภาพในใจ เช่น ภาพพระอาทิตย์ขึ้น คนรัก หรือฉากที่คุ้นตา จากนั้นให้คะแนนความชัดเจนของภาพเหล่านั้น โดยมีระดับตั้งแต่ “ชัดเจนเหมือนเห็นของจริง” “ชัดเจนแต่ไม่สมจริงเท่า” “ค่อนข้างชัดเจน” “เลือนราง” ไปจนถึง “มองไม่เห็นภาพเลย” ยกตัวอย่างเช่น ลองนึกภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทุ่งนาในบ้านเรา แล้วให้คะแนนว่าภาพในจินตนาการนั้นชัดเจนและมีสีสันสดใสเพียงใด

ยังมีแบบทดสอบอื่น ๆ เช่น แบบทดสอบการเชื่อมโยงคำที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (Remote Associates Test) ที่จะสำรวจความสามารถในการเชื่อมโยงของจินตนาการ โดยให้ผู้ทำแบบทดสอบหาความเชื่อมโยงระหว่างคำที่ดูเผินๆ แล้วไม่เกี่ยวข้องกันเลย ซึ่งเป็นทักษะที่สัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังมีกระบวนทัศน์การทดลองใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นกลาง โดยจะวัดผลว่าจินตภาพส่งผลต่อการรับรู้ความเป็นจริง หรือประสิทธิภาพในการทำงานดิจิทัลอย่างไร (Nature, 2024; PubMed 39424908) แบบทดสอบเหล่านี้จะประเมินทั้ง “จินตนาการเชิงฟื้นสร้างประสบการณ์เดิม” (reproductive imagination) คือความสามารถในการดึงภาพ เสียง และความรู้สึกจากความทรงจำกลับมาใหม่ และ “จินตนาการเชิงสรรค์สร้างสิ่งใหม่” (constructive imagination) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สถานการณ์หรือสิ่งของใหม่ ๆ ขึ้นในความคิด

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำความซับซ้อนของจินตนาการ อดัม ซีแมน นักประสาทวิทยา ผู้มีส่วนร่วมในบทความของ New Scientist กล่าวว่า “ไม่มีแบบทดสอบใดเพียงอย่างเดียวที่สามารถวัดจินตนาการได้ครบทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ภาพในจินตนาการที่ชัดเจน เสียงพูดคุยในหัว ไปจนถึง ‘ความรู้สึก’ ทางอารมณ์ที่ผูกกับความทรงจำ” นักจิตวิทยาพบว่าความสามารถด้านนี้แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคน บางคนมีภาวะ อะแฟนตาเซีย (aphantasia) คือแทบไม่มีจินตภาพเลย ในขณะที่บางคนซึ่งเรียกว่า ไฮเปอร์แฟนตาเซีย (hyperphantasia) กลับมีโลกจินตนาการที่สดใสราวกับมีชีวิตจริง (Psychology Today, 2024)

สำหรับสังคมไทย การทำความเข้าใจความหลากหลายนี้อาจสอดรับกับวัฒนธรรมของเราได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การพรรณนาความงามของธรรมชาติในวรรณคดีไทยแต่โบราณ ไปจนถึงหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมโนภาพและการฝึกฝนจิตใจ จะเห็นได้ว่าจินตภาพเป็นประสบการณ์ภายในที่คนไทยให้คุณค่ามาเนิ่นนาน ในทางกลับกัน คนที่มีทักษะด้านจินตภาพน้อยกว่า ซึ่งมักถูกมองว่าขาดจินตนาการ จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงความแตกต่างในสมดุลระหว่างการคิดเชิงภาษา อารมณ์ และภาพ ความเข้าใจนี้จะเป็นแนวทางให้ครูบาอาจารย์และผู้ให้คำปรึกษาชาวไทยสามารถสนับสนุนผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันได้

งานวิจัยล่าสุดยังพบความเชื่อมโยงระหว่างความเข้มข้นของจินตภาพกับการรับรู้และพฤติกรรมในชีวิตจริง การศึกษาชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า “แบบทดสอบช้างสีชมพู” (Medical Xpress, 2024) ได้ศึกษาว่าความสามารถในการสร้างภาพในใจส่งผลต่อความคิดของผู้คนอย่างไร แม้ในยามที่พยายามจะไม่นึกถึงสิ่งนั้น (เช่น การพยายามไม่นึกถึง ‘ช้างสีชมพู’) ผลการวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการกับความวิตกกังวล ความคิดที่ไม่พึงประสงค์ หรือบาดแผลทางใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาวะทางใจมากขึ้นหลังช่วงการระบาดใหญ่

ที่สำคัญคือ ความพยายามระดับโลกในการวัดระดับจินตนาการกำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง สถาบันจินตนาการ (The Imagination Institute) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนถึง 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังพัฒนา “ระดับความฉลาดทางจินตนาการ” (imagination quotient หรือ IQ ด้านจินตนาการ) ซึ่งอาจพลิกโฉมศตวรรษที่ 21 ได้ไม่แพ้ที่ IQ เคยทำไว้ในศตวรรษที่ 20 (TED Ideas) หากนำมาปรับใช้จริงจัง เครื่องมือนี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลในระบบของไทย เช่นเดียวกับการสอบวัดผลสัมฤทธิ์มาตรฐานหรือความถนัดทางภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมหาวิทยาลัยและองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์และการออกแบบมากขึ้นทุกวัน

ที่ผ่านมา แบบทดสอบอย่าง VVIQ ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนและมีความหมายระหว่างบุคคล โดยได้รับการยอมรับในด้านความน่าเชื่อถือและความแม่นยำสูง (Wikipedia) นักจิตวิทยาและนักการศึกษาในประเทศไทยสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เพื่อทำความเข้าใจความถนัดของนักเรียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จุดประกายแรงบันดาลใจในการฝึกฝนด้านศิลปะ หรือแม้แต่ปรับโปรแกรมการฝึกสติให้สอดคล้องกับประสบการณ์ภายในของผู้เข้าร่วมแต่ละคน

เมื่อมองไปในอนาคต ทิศทางของงานวิจัยด้านจินตนาการจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาแบบข้ามวัฒนธรรมและครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยยอมรับว่าสภาพแวดล้อม ภาษา และการศึกษา ล้วนมีอิทธิพลต่อรูปแบบการคิด ในขณะที่หลักสูตรแกนกลางของไทยกำลังได้รับการปรับปรุง และ “ซอฟต์พาวเวอร์” (เช่น ภาพยนตร์ ศิลปะ และมรดกทางวัฒนธรรม) กลายเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ความเข้าใจในเรื่องจินตนาการนี้จะช่วยผลักดันให้สังคมไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสร้างสรรค์ได้

สำหรับแนวทางที่นำไปปรับใช้ได้จริง ผู้อ่านทุกท่านสามารถลองทำแบบฝึกหัดง่ายๆ เพื่อสำรวจจินตนาการของตนเองได้ที่บ้าน เช่น ลองนึกถึงทิวทัศน์หรือกลิ่นที่คุ้นเคยแล้วให้คะแนนความชัดเจน หรือเข้าร่วมเวิร์คช็อปสร้างสรรค์ที่ผสมผสานการฝึกสติเข้ากับศิลปะการแสดงออก ครูบาอาจารย์สามารถนำกิจกรรมที่ใช้จินตนาการทั้งภาพและเสียงมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจพิจารณาประเมินความสามารถด้านจินตภาพเพื่อปรับแนวทางการบำบัดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะที่ครอบครัวก็สามารถส่งเสริมการเล่นที่ใช้จินตนาการและการเล่านิทาน ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ให้แก่คนรุ่นใหม่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: