ผลการศึกษาล่าสุดหลายฉบับชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง กล่าวคือ แม้ว่าผู้คนจะหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไปกันมากขึ้น ด้วยความหวังว่าจะช่วยบำรุงสุขภาพ แต่กลับพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ตับบาดเจ็บรุนแรง หรือถึงขั้นตับวาย จากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย สถานการณ์นี้สอดคล้องกับคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มักโฆษณาว่าปลอดภัยและ “มาจากธรรมชาติ” นั้น แท้จริงแล้วอาจแฝงไปด้วยอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะกับตับ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองสารพิษในร่างกาย

การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทะยานสูงขึ้นนี้ เป็นผลพวงมาจากกระแสรักสุขภาพที่กำลังมาแรงทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพยุคใหม่ทำให้ผู้คนหันมาออกกำลังกาย เลือกทานอาหารออร์แกนิก รวมถึงสรรหาวิตามินและสมุนไพรต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่ายมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากมายต่างโฆษณาชวนเชื่อว่าจะช่วยให้อายุยืนยาว ลดน้ำหนัก หรือเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เองที่อาจเป็นตัวการบ่อนทำลายสุขภาพ แทนที่จะช่วยเสริมสร้างตามที่หวัง ความจริงข้อนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นจากงานวิจัยล่าสุดในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทยด้วย

ตับเปรียบเสมือนโรงงานเคมีของร่างกาย ทำหน้าที่สลายยา แอลกอฮอล์ และสารต่างๆ รวมถึงสารประกอบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อตับต้องทำงานหนักเกินไปจากการรับสารในปริมาณที่มากเกินจำเป็นหรือสารที่เป็นพิษ อาจทำให้เกิด “ภาวะตับบาดเจ็บจากยา” หรือที่เรียกว่าตับอักเสบจากสารพิษ (toxic hepatitis) ข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่า ภาวะนี้ทำให้ตับอักเสบ ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก็อาจรักษาให้หายขาดได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ก็เสี่ยงที่จะลุกลามกลายเป็นโรคตับแข็งหรือตับวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คำเตือนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ความเสี่ยงจากสารที่คุ้นเคยกันดีอย่างแอลกอฮอล์หรือพาราเซตามอล (ซึ่งในสหรัฐอเมริกาวางจำหน่ายในชื่อไทลินอล) แต่ปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงใหม่กลับกลายเป็นความนิยมที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั่นเอง

ผลสำรวจประจำปี 2567 จากสภาโภชนาการที่มีความรับผิดชอบ (Council for Responsible Nutrition) เผยว่า ผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาถึง 3 ใน 4 คน กำลังบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป โดยเกือบ 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า พวกเขาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากกว่ายาตามใบสั่งแพทย์หรือยาที่หาซื้อได้เอง (StraightArrow News) ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากปีก่อนหน้า โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เคยรายงานไว้ว่า ในช่วงปี 2560 ถึง 2561 มีผู้ใหญ่เพียงร้อยละ 58 เท่านั้นที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในช่วงหนึ่งเดือนก่อนการสำรวจ

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น งานวิจัยปี 2565 ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “Liver Transplantation” พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สัดส่วนผู้ป่วยที่ต้องรอรับการปลูกถ่ายตับเนื่องจากตับวายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พุ่งสูงขึ้นจากเพียงร้อยละ 2.9 ในปี 2538 เป็นถึงร้อยละ 24.1 ในปี 2563 หัวหน้าทีมวิจัยของงานศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อสังเกตว่า “เรากำลังเห็นจำนวนผู้ป่วยตับวายเฉียบพลันที่มีความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก” (NBC News)

การชี้ชัดถึงส่วนผสมที่เป็นต้นเหตุของภาวะตับบาดเจ็บเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากใช้สูตรส่วนผสมที่เป็นความลับทางการค้า หรือมีสารออกฤทธิ์หลายตัว อย่างไรก็ดี งานวิจัยปี 2566 นำโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้ระบุถึงส่วนผสม 6 ชนิดที่มักเชื่อมโยงกับกรณีตับอักเสบจากสารพิษ ได้แก่ ขมิ้นชัน สารสกัดจากชาเขียว อัชวากันธา (หรือโสมอินเดีย) ส้มแขก ข้าวหมักยีสต์แดง และแบล็กโคฮอช (Michigan Medicine Health Lab) ส่วนผสมเหล่านี้พบในผลิตภัณฑ์ที่ชาวอเมริกันราว 15 ล้านคนใช้ และยังเป็นที่นิยมและหาซื้อได้ง่ายในประเทศไทย มักปรากฏในสูตรสมุนไพรที่อ้างสรรพคุณบรรเทาอาการปวดข้อ ลดน้ำหนัก และอาการวัยทอง

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมเพื่อการศึกษาโรคตับแห่งสหรัฐอเมริกา (American Association for the Study of Liver Diseases) ประเมินว่า ราวร้อยละ 20 ของผู้ป่วยภาวะตับเป็นพิษในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน มีสาเหตุมาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป ไม่ใช่ยาแผนปัจจุบันหรือแอลกอฮอล์ (pharmacist.com)

แล้วอะไรคือสาเหตุของตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า การขาดกฎระเบียบที่รัดกุมในการควบคุมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคือปัจจัยหลัก ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ได้ถูกควบคุมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่เข้มงวดเท่ากับยา ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เสมอไปว่าผลิตภัณฑ์ของตนปราศจากสารปนเปื้อน มีปริมาณสารออกฤทธิ์ตรงตามที่ระบุ หรือไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายกับยาอื่น ช่องโหว่ทางกฎหมายนี้สร้างความสุ่มเสี่ยงอย่างมากให้กับผู้บริโภค ดังที่ที่ปรึกษาด้านโรคตับชั้นนำของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เน้นย้ำว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า ‘ธรรมชาติ’ คือปลอดภัยเสมอไป ซึ่งไม่เป็นความจริง ภาวะตับบาดเจ็บมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว”

สำหรับประเทศไทย ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรมีความแข็งแกร่งและเติบโตไม่หยุดหย่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนจากทั้งความเชื่อดั้งเดิมในสรรพคุณยาสมุนไพรและการตลาดที่เข้มข้น ตั้งแต่ร้านขายยาในกรุงเทพฯ จนถึงแผงลอยสมุนไพรในตลาดดังของเชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน ชาเขียว และอัชวากันธา ต่างวางขายคู่กับยาสมุนไพรสูตรโบราณที่สืบทอดกันมานับศตวรรษ บริบททางวัฒนธรรมเช่นนี้ยิ่งส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นที่ยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แต่ในทางกลับกัน ก็เพิ่มความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับอันตราย เนื่องจากมักขาดข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องและการกำกับดูแลที่เข้มงวด

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย เคยออกประกาศเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บางรายการ หลังพบรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบจาก อย. ท่านหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ให้ความเห็นว่า “ความท้าทายสำคัญคือขนาดของตลาดที่ใหญ่มากและมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย เราจึงขอแนะนำให้ประชาชนปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับหรือกำลังรับประทานยาอื่นอยู่”

ผลกระทบต่อสุขภาพจากภาวะตับบาดเจ็บที่เกิดจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มักจะเริ่มแสดงอาการอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว อาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อยคือ อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) เบื่ออาหาร และปวดท้อง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาการบาดเจ็บอาจลุกลามจนเกิดเป็นพังผืดถาวรในตับ (โรคตับแข็ง) หรือในกรณีที่รุนแรงที่สุด อาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้ เมื่อถึงขั้นตับวาย การปลูกถ่ายตับอาจเป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งนั่นหมายถึงภาระอันหนักอึ้งทั้งด้านการเงิน อารมณ์ และการรักษาพยาบาล

แม้ว่าในกลุ่มประเทศตะวันตกจะเริ่มตื่นตัวกับความเสี่ยงเหล่านี้มากขึ้น แต่สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้ยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างนัก บ่อยครั้งที่ความเชื่อตามแบบแผนครอบครัวและวิถีปฏิบัติของชุมชนมีอิทธิพลมากกว่าคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงพฤติกรรมการซื้อยาและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้เอง

หากมองไปในอนาคต สถานการณ์ภาวะตับบาดเจ็บจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก อาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่คิด เมื่อกระแสรักสุขภาพผนวกเข้ากับตลาดออนไลน์ขนาดมหึมา รวมถึงการค้าขายข้ามพรมแดนผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้บริโภคชาวไทยยิ่งต้องเผชิญกับผลิตภัณฑ์ที่แทบไม่มีการควบคุมหรือกำกับดูแล หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ของไทยอาจต้องรับมือกับจำนวนผู้ป่วยตับอักเสบไม่ทราบสาเหตุที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง หน่วยงานสาธารณสุขมีข้อแนะนำที่ชัดเจน ดังนี้ อย่าด่วนสรุปว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะปลอดภัยเพียงเพราะ “มาจากธรรมชาติ” หรือกำลังเป็นที่นิยม ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เสมอ โดยเฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์หรือโรคตับ ก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน สารสกัดจากชาเขียว อัชวากันธา ส้มแขก ข้าวหมักยีสต์แดง หรือแบล็กโคฮอช นอกจากนี้ หากพบผลข้างเคียงที่ผิดปกติใดๆ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบ และควรตรวจสอบฉลาก แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่ซื้ออย่างละเอียด ทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ และที่สำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม ควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

ในเชิงการดูแลสุขภาพแบบป้องกันตนเอง ขอให้คนไทยสร้างสมดุลระหว่างความใส่ใจในการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ กับการใช้วิจารณญาณในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และพึงระลึกเสมอว่า รากฐานสำคัญของสุขภาพที่ยั่งยืนคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับชั้นนำของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวไว้ว่า “ไม่มีทางลัดสู่สุขภาพที่ดี ดูแลตับของคุณให้ดี แล้วตับจะดูแลคุณไปตลอดชีวิต”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถศึกษาภาพรวมเกี่ยวกับภาวะตับอักเสบจากสารพิษได้จาก Mayo Clinic และคำแนะนำสำหรับผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก FDA.gov ของสหรัฐอเมริกา ส่วนผู้อ่านชาวไทย สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและประกาศเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย