การบำบัดด้วยการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา ซึ่งแต่เดิมเป็นวิธีทางการแพทย์ที่ใช้รักษาโรคเลือดและโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด กำลังกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในฐานะกระแสใหม่มาแรงในกลุ่มผู้ที่ใฝ่หาความอ่อนเยาว์ งานวิจัยชิ้นใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่ในสัปดาห์นี้ยิ่งจุดประเด็นถกเถียงที่กำลังขยายวงกว้างว่า การเปลี่ยนถ่ายพลาสมาในเลือดของเราจะช่วยชะลอกระบวนการแก่ตามธรรมชาติได้จริงหรือ คนไทยที่รักสุขภาพและอยากมีอายุยืนยาวต่างกำลังตั้งคำถามว่า การรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการในคลินิกทั่วโลกนั้น คุ้มค่าที่จะเจ็บตัวเสียเงินลองหรือไม่ หรือเป็นแค่แฟชั่นที่เห่อกันพักเดียวแล้วก็หายไป

ที่มาที่ไปของความสนใจที่พุ่งพรวดนี้มาจากงานทดลองทางคลินิกที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Aging Cell ซึ่งชี้ว่าการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาอาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายในระดับชีวภาพ (biological aging) แม้ในผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี งานวิจัยขนาดเล็กชิ้นนี้มีอาสาสมัคร 42 คน อายุเฉลี่ย 65 ปี อาสาสมัครเหล่านี้ได้รับการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาหลายครั้งในช่วง 3 ถึง 6 เดือน ทีมวิจัยรายงานว่ากลุ่มที่รับการบำบัดมีระดับสารบ่งชี้ความแก่ในเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งบ่งชี้ว่า “อายุเซลล์” (biological age) อาจลดลงได้ถึง 2.6 ปีในบางคน การทดลองนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Circulate Health บริษัทสตาร์ทอัพด้านการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา และมีนักวิจัยด้านความชราภาพชื่อดังท่านหนึ่งร่วมด้วย ได้ปลุกกระแสความสนใจไปทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา ที่เรื่องอายุวัฒนะและการแพทย์แผนไทยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสุขภาพมาช้านาน (NY Times)

แล้วเรื่องนี้มันสำคัญกับบ้านเรายังไง? ปัจจุบัน คนไทยมีความต้องการวิธีใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพและชะลอโรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมกับอายุเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2583 (ค.ศ. 2040) ประชากรมากถึงร้อยละ 30 อาจมีอายุ 60 ปีขึ้นไป (World Bank) ทำให้แนวทางยืดอายุขัยที่พิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม คำกล่าวอ้างว่าเทคนิคจากห้องแล็บนี้อาจช่วย “ลดอายุเซลล์ลงได้หลายปี” ฟังดูเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในไทยก็แนะให้ประชาชนใช้วิจารณญาณและคิดให้รอบคอบ

การบำบัดด้วยการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา หรือที่เรียกว่า Therapeutic Plasma Exchange (TPE) เป็นวิธีรักษามาตรฐานที่ใช้กันในโรงพยาบาลมานานสำหรับโรคเลือด โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง และโรคทางระบบประสาท ในกระบวนการทางการแพทย์ที่ควบคุมอย่างรัดกุม จะมีการนำเลือดคนไข้ออกมาแยกส่วนประกอบ โดยจะเอาพลาสมาเดิมทิ้งไป แล้วใส่พลาสมาที่ได้รับบริจาคหรือสารทดแทนเข้าไปใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือน้ำเกลือกับโปรตีนอย่างอัลบูมิน จากนั้นเลือดจะถูกนำกลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง และถือว่าปลอดภัยสำหรับโรคบางชนิด อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเอามาใช้เพื่อชะลอวัยล่ะก็ ค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว อาจแตะหลักหลายหมื่นบาทต่อครั้ง และเบิกประกันสุขภาพไม่ได้ด้วย

หัวหน้าสถาบันบั๊กเพื่อการวิจัยด้านความชรา อธิบายว่าพลาสมาก็เหมือนน้ำมันเครื่องในร่างกาย ที่จะสะสม “ของเสีย” จากการเผาผลาญเมื่อเวลาผ่านไป ท่านเปรียบ “การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา” เป็นระยะๆ เหมือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ คือช่วยกำจัดของเสียที่อาจเป็นอันตราย และฟื้นฟูการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย คำเปรียบเทียบนี้ฟังดูเข้ากันได้ดีกับความเชื่อของคนไทยที่คุ้นเคยกับการดีท็อกซ์หรือล้างพิษอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่การกินสมุนไพรล้างพิษไปจนถึงการถือศีลปฏิบัติธรรมในวัด

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์อิสระหลายคนยังคงกังขา ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของธนาคารเลือดแห่งหนึ่ง ชี้ว่ายังไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอที่จะสนับสนุนการใช้ TPE เพื่อยืดอายุในคนสุขภาพดี ผู้อำนวยการท่านนี้เน้นย้ำว่า “ประโยชน์เรื่องชะลอวัยสำหรับคนสุขภาพดีนั้นยังไม่เคยพิสูจน์ได้ในการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่เลย” ความเสี่ยงสำคัญคือ การเอาเลือดออกมาแล้วเปลี่ยนถ่ายพลาสมาถือเป็นการรุกล้ำร่างกายครั้งใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าต้องทำ (NY Times)

ถ้าจะประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องดูจากงานวิจัยที่มีอยู่ หลักฐานส่วนใหญ่เรื่องอายุยืนยาวมาจากการทดลองในสัตว์ ในการทดลองกับหนูเมื่อปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวาง นักวิจัยพบว่าการเปลี่ยนพลาสมาของหนูแก่ด้วยน้ำเกลือผสมอัลบูมินช่วยย้อนสัญญาณความเสื่อมทางชีวภาพบางอย่างได้ โดยเฉพาะในเนื้อเยื่อสมอง ตับ และกล้ามเนื้อ (Aging Cell) แต่การจะนำผลจากหนูมาใช้กับคนยังเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก การทดลองเปลี่ยนถ่ายพลาสมาในคนก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมตามวัย เช่น โรคอัลไซเมอร์ ในการทดลองขนาดใหญ่กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์เกือบ 350 คน พบว่าการบำบัดด้วยพลาสมาช่วยชะลอความเสื่อมถอยทางสติปัญญาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาช่วยให้ผู้ป่วยภาวะตับวายรอดชีวิตมากขึ้น แต่ผลลัพธ์เหล่านี้มันเกี่ยวกับตัวโรค ไม่ใช่กับคนสูงวัยสุขภาพดีทั่วไป

การทดลองล่าสุดของบริษัท Circulate Health มีจุดเด่นตรงที่เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นอาสาสมัครสุขภาพดี กลุ่มหนึ่งได้รับอัลบูมิน (โปรตีนสำคัญในพลาสมา) ส่วนอีกกลุ่มได้รับทั้งอัลบูมินและแอนติบอดีที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน “อายุเซลล์” ของอาสาสมัครถูกคำนวณจากค่าเลือดหลายสิบรายการ กลุ่มที่ได้รับอัลบูมินคู่กับแอนติบอดีมี “อายุเซลล์” ลดลงราว 2.6 ปี กลุ่มที่ได้อัลบูมินอย่างเดียวลดลง 1 ปี ส่วนกลุ่มที่ได้น้ำเกลือกลับมีอายุเซลล์เพิ่มขึ้นระหว่างการทดลอง แม้ผลลัพธ์จะดูน่าสนใจ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่าอย่าเพิ่งตีความไปไกลเกินจริง กลุ่มตัวอย่างเล็กมาก (แค่ 42 คน) และติดตามผลแค่ไม่กี่เดือน ประธานแผนกเวชศาสตร์บริการโลหิตของ Mayo Clinic ตั้งข้อสังเกตว่า “การทดลองนี้เล็กเกินกว่าจะพิสูจน์ประโยชน์เรื่องชะลอวัยได้ และยังติดตามผลอาสาสมัครไม่เกินสองสามเดือน เลยยังไม่ชัดเจนว่าผลจากการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาจะอยู่ได้นานแค่ไหน” แถมยังมีความเป็นไปได้ว่าถ้าทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ผลลัพธ์อาจจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

ศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาที่ Dartmouth Health ท่านหนึ่ง ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยรบกวนที่อาจส่งผลต่อผลวิจัย (confounding factors) เช่น กลุ่มอาสาสมัครอาจมีสุขภาพดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรืออาจเป็นผลจากอุปาทานหมู่ (placebo effect) เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาในวงกว้างสำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรสาธารณสุขของไทยว่า บ้านเราพร้อมหรือยังที่จะตามกระแสการบำบัดเชิงทดลองราคาแพงลิบ โดยอาศัยแค่หลักฐานเบื้องต้น และการสื่อสารด้านสาธารณสุขควรปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับอันตรายที่อาจเกิดจากการรักษาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

หน่วยงานทางการแพทย์ในไทยระบุชัดว่า TPE ยังเป็นหัตถการที่ทำได้เฉพาะในโรงพยาบาล และสงวนไว้สำหรับผู้ป่วยโรคที่รุนแรงหรืออันตรายถึงชีวิตเท่านั้น เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคทางระบบประสาทบางอย่าง และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากไข้เลือดออก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีคำแนะนำให้ใช้เพื่อการชะลอวัย และปัจจุบันก็ยังไม่ครอบคลุมอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ การบริจาคพลาสมาและการให้เลือดมีการควบคุมการออกใบอนุญาตอย่างเข้มงวดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO TPE guidelines)

อย่างไรก็ดี แวดวงสุขภาพและความงามในไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว คลินิกชะลอวัยหรูๆ หรือแม้แต่ที่ให้บริการทรีตเมนต์ล้ำยุค ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยฐานะดีและนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชาวต่างชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022) โรงพยาบาลชั้นนำและศูนย์การแพทย์ทางเลือกเอกชนในกรุงเทพฯ เริ่มทำการตลาด “เซลล์บำบัด” และทรีตเมนต์ฟื้นฟูด้วยเลือดให้กับลูกค้าระดับบน โดยบางครั้งก็ผสมผสานการรักษาทางการแพทย์เข้ากับโปรแกรมสุขภาพแบบไทยๆ เช่น สปาดีท็อกซ์และการทำสมาธิ นักวิเคราะห์ในวงการนี้เตือนว่ากรอบการกำกับดูแลยังตามไม่ทันการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์

ในเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อของไทยเรื่อง “ธาตุน้ำ” (ซึ่งรวมถึงของเหลวในร่างกาย) มีบทบาททั้งในการแพทย์แผนไทยและหลักพุทธศาสนา การชำระล้างร่างกายจากสารพิษ ไม่ว่าจะด้วยสมุนไพร การอบไอน้ำ หรือการสวดมนต์ เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในความเชื่อของไทยเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ การฟื้นฟู และการมีอายุยืนยาว กระแสใหม่ๆ อย่างการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา แม้จะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็ไปสอดรับกับความต้องการดั้งเดิมที่อยากจะชำระล้าง ฟื้นฟู และยืดอายุความสดใสกระปรี้กระเปร่า นี่จึงยิ่งทำให้การคิดอย่างมีวิจารณญาณและคำแนะนำที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริงมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

ในอนาคตยังจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่และติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อตัดสินให้ได้ว่าการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาสามารถชะลอวัยได้จริงหรือไม่ และคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายเพียงใด บุคลากรทางการแพทย์ในไทยกำลังติดตามความก้าวหน้าในต่างแดนอย่างใกล้ชิด ประเมินผลการศึกษาระดับนานาชาติที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) และเปรียบเทียบผลลัพธ์เพื่อนำมาทบทวนข้อบังคับต่างๆ กระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภาก็กำลังประเมินการบำบัดใหม่ๆ ผ่านหน่วยวิจัยชีวการแพทย์ เพื่อปรับปรุงแนวทางดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏ

สำหรับคนไทยที่กำลังสนใจอยากลองเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อชะลอวัย ผู้เชี่ยวชาญแนะให้รอบคอบไว้ก่อน อย่างแรก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้ก่อนตัดสินใจทำหัตถการใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำร่างกาย อย่างที่สอง พึงระลึกไว้เสมอว่าประโยชน์เรื่องชะลอวัยจริงๆ นั้นพิสูจน์ได้เฉพาะในโรคบางโรคเท่านั้น ยังไม่พบในคนทั่วไป อย่างที่สาม ชั่งน้ำหนักดูให้ดีระหว่างค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วกับความเสี่ยงทางสุขภาพที่อาจตามมา และสุดท้าย หมั่นติดตามข้อมูลล่าสุดจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ เช่น มหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำ โรงพยาบาล และหน่วยงานรัฐของไทย เกี่ยวกับผลการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ

ความใฝ่ฝันที่จะดูอ่อนเยาว์และมีชีวิตชีวายังคงเป็นสิ่งที่อยู่ในใจคนไทยเสมอมา แต่หนทางที่ฉลาดที่สุดก็ยังคงเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่พิสูจน์กันมานักต่อนักแล้ว ได้แก่ โภชนาการที่สมดุล การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การมีสังคม และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน จนกว่าวิทยาศาสตร์จะมีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อชะลอวัย การเดินทางสายกลางและการตั้งคำถามอย่างมีข้อมูลน่าจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของคนไทย

แหล่งข้อมูล: The New York Times, World Bank Thailand Overview, Aging Cell - Mouse Study, WHO Therapeutic Plasma Exchange Guidelines