เว็บไซต์ University World News วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ลงบทความ Thailand. Attorney General drops lese majeste case against US academics
ผมจึงถาม ChatGPT ว่า “กรุณาปะติดปะต่อเรื่อง Attorney General drops lèse-majesté case against US academic ใน University World News วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ว่ามีความสำคัญต่อระบบอุดมศึกษาไทยอย่างไร เป็นการสื่อความหมายทางสังคม ของสังคมไทยอย่างไร”
ได้รับคำตอบว่า
“การที่อัยการสูงสุดของประเทศไทยตัดสินใจไม่ดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กับศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน พอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งถูกกล่าวหาจากการมีชื่อในกิจกรรมสัมมนาออนไลน์เกี่ยวกับการเมืองไทย ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติของสังคมไทย โดยเฉพาะในระบบอุดมศึกษา
📚 ความสำคัญต่อระบบอุดมศึกษาไทย
1. การส่งสัญญาณถึงเสรีภาพทางวิชาการ
การที่อัยการยุติการดำเนินคดีในกรณีนี้ แม้จะไม่มีการระบุเหตุผลอย่างชัดเจน แต่สะท้อนถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบต่อการใช้กฎหมายที่อาจกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าข้อกล่าวหามาจากเนื้อหาที่ไม่ได้เขียนโดยแชมเบอร์สเอง
2. ผลกระทบต่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ
กรณีนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย การยุติคดีอาจช่วยลดความตึงเครียดและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในอนาคต(AP News)
🌍 ความหมายทางสังคมของสังคมไทย
1. การทบทวนการใช้กฎหมายที่มีผลกระทบต่อเสรีภาพ
การที่อัยการตัดสินใจไม่ดำเนินคดีในกรณีนี้ อาจสะท้อนถึงการทบทวนการใช้กฎหมายที่มีผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและต่างประเทศ
2. การเปิดพื้นที่ให้กับการอภิปรายและการวิพากษ์วิจารณ์
กรณีนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปิดพื้นที่ให้กับการอภิปรายและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เคยถูกจำกัดในอดีต
🔄 ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทย
- ส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการ: สถาบันการศึกษาควรสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการวิจัยและการอภิปรายในประเด็นที่หลากหลาย โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมาย
- สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: จัดอบรมหรือสัมมนาเพื่อให้คณาจารย์และนักวิจัยเข้าใจถึงขอบเขตและข้อจำกัดของกฎหมายที่อาจมีผลกระทบต่อการทำงานทางวิชาการ
- ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ: เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน
กรณีของพอล แชมเบอร์ส เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการเคารพสถาบันหลักของประเทศกับการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยและการพัฒนาทางปัญญาในระยะยาว”
ผมถามต่อ “กรุณาให้ข้อเสนอแนะต่อวงการอุดมศึกษาไทย เรื่องเสรีภาพทางวิชาการเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ เพื่อเปิดโอกาสให้อุดมศึกษาไทยทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย” ได้รับคำตอบดังนี้
“ข้อเสนอแนะต่อวงการอุดมศึกษาไทย เรื่องเสรีภาพทางวิชาการ เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ควรพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้:
- ส่งเสริม “พื้นที่ปลอดภัยทางปัญญา” (Intellectual Safe Space)
- มหาวิทยาลัยควรสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแสดงออกทางความคิด โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวหรือแตกต่างจากกระแสหลัก โดยไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือลงโทษทางสังคมหรือการบริหาร
- ตั้งกลไกกำกับจริยธรรมทางวิชาการที่เน้น “การรับฟังอย่างเคารพ” แทนการปิดกั้นหรือควบคุมเนื้อหา
- ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามศาสตร์และข้ามสถาบัน (Interdisciplinary and Interinstitutional Collaboration)
- ปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการร่วมวิจัยหรือจัดหลักสูตรร่วมระหว่างคณะ มหาวิทยาลัย หรือภาคประชาสังคม
- สนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (experiential learning) ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม เช่น สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม ฯลฯ
- ปรับโครงสร้างการบริหารให้คงไว้ซึ่ง “ธรรมาภิบาลทางวิชาการ”
- การบริหารมหาวิทยาลัยควรรับฟังเสียงจากคณาจารย์ นักศึกษา และประชาคมวิชาการอย่างแท้จริง ไม่ให้เป็นเพียงสถาบันแบบ top-down หรือเน้นการบริหารแบบตลาด (marketized management) จนบั่นทอนเสรีภาพทางวิชาการ
- มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นกลาง โปร่งใส และไม่ใช่เครื่องมือควบคุมความคิดเห็น
- สนับสนุน “การวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์” ในระดับนโยบาย
- มหาวิทยาลัยควรเป็นเวทีที่กล้าถกเถียงนโยบายสาธารณะ โดยอาศัยงานวิจัยที่เป็นอิสระจากอิทธิพลของภาครัฐหรือเอกชน
- หนุนให้เกิด think tank ของนักวิชาการรุ่นใหม่ ที่ไม่กลัวการตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจหรือวาทกรรมกระแสหลัก
- ปกป้องเสรีภาพของนักศึกษาในการแสดงออก
- เปิดพื้นที่ให้นักศึกษามีบทบาทในกิจกรรมสาธารณะ เช่น การจัดเวทีเสวนา ประท้วงโดยสันติ หรือแสดงงานศิลปะเชิงวิพากษ์ โดยมีคณาจารย์และผู้บริหารทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ ไม่ใช่ผู้ควบคุม
- ไม่ใช้ระเบียบวินัยเป็นเครื่องมือในการปิดปากหรือลงโทษความคิดเห็นทางการเมือง
- ผลักดันกฎหมายหรือระเบียบรองรับ “เสรีภาพทางวิชาการ”
- ต้องมีการทบทวนกฎหมายและข้อบังคับที่อาจถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ (เช่น มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์)
- เสนอให้มี “พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการ” เพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจมหาวิทยาลัยละเมิดสิทธินี้
- ฟื้นบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม”
- ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาชน และผู้ด้อยโอกาส เป็นพื้นที่สร้างนวัตกรรมสังคม ไม่ใช่แค่ศูนย์สอบหรือศูนย์เทคโนโลยี
- สร้างภาวะผู้นำทางปัญญา (thought leadership) ที่พร้อมสื่อสารกับสาธารณะผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น podcast, TED Talk, หรือเวทีภาคพลเมือง
- สร้างระบบประเมินที่เคารพความหลากหลายของภารกิจ
- ปรับระบบการประเมินผลงานวิชาการให้ไม่ยึดติดกับคะแนนตีพิมพ์ แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมกับสังคม (engaged scholarship) เช่น การลงพื้นที่ การจัดเวทีสาธารณะ หรือการสื่อสารสาธารณะ
สรุป:
หากมหาวิทยาลัยไทยต้องการมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ควรยืนอยู่บนรากฐานของเสรีภาพทางวิชาการ ความกล้าคิด กล้าถาม และความหลากหลายทางความคิด โดยมีโครงสร้างที่เอื้อให้บุคลากรทุกฝ่ายมีพลังในการสร้างสรรค์ ไม่ใช่ถูกควบคุมด้วยความกลัว หรือกฎระเบียบที่ปิดกั้น”
คุณอยากให้ผมช่วยออกแบบแผนส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยไทยแบบเป็นขั้นตอนด้วยไหมครับ?”
เมื่อผมบอกว่าต้องการ ก็ได้คำแนะนำดังนี้
“ยินดีมากครับ ต่อไปนี้คือ ‘แผนส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยไทยแบบเป็นขั้นตอน’ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและนโยบายระดับประเทศ:
ระยะที่ 1: การตื่นรู้ (Awareness and Consensus Building)
1.1 จัดเวทีสนทนาในมหาวิทยาลัย
- หัวข้อ: ‘เสรีภาพทางวิชาการคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ’
- เชิญนักวิชาการ นักศึกษารุ่นใหม่ ผู้บริหาร องค์กรภาคประชาชนร่วมแลกเปลี่ยน
1.2 สำรวจความคิดเห็นจากนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร
- เพื่อวิเคราะห์ระดับความเข้าใจ ปัญหา และความคาดหวัง
1.3 ประกาศเจตจำนงของสถาบัน
- เช่น ‘มหาวิทยาลัยของเราเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพทางความคิด’ ผ่านประกาศ / โปสเตอร์ / สื่อสังคมออนไลน์
ระยะที่ 2: การวางรากฐาน (Institutional Foundations)
2.1 แต่งตั้ง ‘คณะทำงานด้านเสรีภาพทางวิชาการ’
- มีตัวแทนทุกภาคส่วน เช่น อาจารย์ นักศึกษา เจ้าหน้าที่
2.2 ทบทวนกฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติภายใน
- เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อใดที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ เช่น ระเบียบกิจกรรม / การกลั่นกรองหัวข้อวิจัย / การลงโทษนักศึกษา
2.3 พัฒนา ‘แนวปฏิบัติเรื่องการแสดงออกทางวิชาการ’ (Academic Expression Policy)
- เน้นการเคารพความหลากหลายโดยไม่ละเมิดผู้อื่น
ระยะที่ 3: การเสริมพลัง (Empowerment)
3.1 จัดอบรมครูอาจารย์และผู้บริหาร
- หัวข้อ: การจัดการห้องเรียนเสรีภาพ / การดูแลพื้นที่แสดงออก / การวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์
3.2 สนับสนุน ‘เวทีการคิดอิสระ’
- เช่น ฟอรั่มนักศึกษา กลุ่มวิจัยอิสระ รายการ podcast / YouTube นักวิชาการ
3.3 เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาออกแบบกิจกรรมของตนเอง
- เช่น นิทรรศการศิลปะเชิงสังคม / ละครเวทีการเมือง / เวทีอภิปรายสาธารณะ
ระยะที่ 4: การประเมินและต่อยอด (Assessment and Institutionalization)
4.1 ประเมินผลกระทบ
- วัดทั้งเชิงปริมาณ (จำนวนกิจกรรม ความหลากหลายของเนื้อหา) และคุณภาพ (การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ)
4.2 ผลักดันสู่นโยบายระดับประเทศ
- เช่น ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานกำกับ หรือ สกอ.
4.3 บรรจุเสรีภาพทางวิชาการในระบบประกันคุณภาพ
- เช่น มาตรฐานด้านการมีส่วนร่วมกับสังคม / คุณลักษณะของบัณฑิต
ตัวอย่างกิจกรรมต้นแบบ
- ‘วันเสรีภาพทางวิชาการ’ (Academic Freedom Day) ประจำปี
- แคมเปญ ‘คิดต่าง ไม่ต้องกลัว’
- จัดเวที ‘มหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่ปัญญาสาธารณะ’
ข้อเสนอเชิงโครงสร้างระดับชาติ
- ผลักดันกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการ
- ตั้งสถาบันเฝ้าระวังเสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom Watch)
- สร้างพื้นที่วิชาการสาธารณะที่ปลอดภัยในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
หากคุณต้องการ ผมสามารถช่วยออกแบบคู่มือหรือชุดเครื่องมือ (toolkit) สำหรับมหาวิทยาลัยที่ต้องการดำเนินการเรื่องนี้ได้ด้วยนะครับ สนใจหรือไม่ครับ?”
ผมนึกในใจว่า จะมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยใดบ้าง ที่ยินดีนำข้อเสนอของ ChatGPT ไปดำเนินการ
วิจารณ์ พานิช
๕ พ.ค. ๖๘