บทที่ ๕ นี้ ตีความจากหนังสือ Reimagining Student Engagement : From Disrupting to Driving.  Chapter 4  Let’s Get  Engaged              

ในบทที่ ๕ นี้ เราจะทำความเข้าใจความผูกพันกับการเรียนแต่ละระดับ  ใน ๓ ระดับ ตามที่กล่าวมาแล้ว    โดยในกิจกรรมการผูกพันกับการเรียนนี้ ครูกับนักเรียนเป็นหุ้นส่วนกัน   ในลักษณะผลัดกันเป็นฝ่ายนำ   เช่นในกิจกรรมอธิบายหลักการใหม่ๆ ครูจะเป็นฝ่ายนำ    เมื่อจะดำเนินการลองเอาหลักการไปปฏิบัติ นักเรียนจะเป็นฝ่ายนำ   

ครูมีหน้าที่หนุนให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจ และฝึกฝนทักษะการบังคับใจและบังคับพฤติกรรมของตนเองในเรื่องความผูกพันกับการเรียน   เพื่อบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่ตนประสงค์    และบรรลุความสามารถในการจัดการความผูกพันกับการเรียนของตนเอง    ซึ่งในการนี้ ครูหนุนการฝึกฝนของนักเรียนโดยทำ ๓ อย่าง

  1. ให้ความมั่นใจแก่นักเรียนว่า   นักเรียนจะสามารถผูกพันกับการเรียนในระดับ เข้าร่วม  ลงทุน  และขับเคลื่อน ได้
  2. สร้างโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกการ ระบุ (identify), ประยุกต์ (apply), และปฏิบัติ (practice)  กิจกรรม เข้าร่วม  ลงทุน และขับเคลื่อน
  3. เป็นหุ้นส่วนกับนักเรียนในการงอกงามพลังแรงจูงใจภายในตนของนักเรียน  ที่จะเป็นพลังขับดันให้นักเรียน  เข้าร่วม  ลงทุน และขับเคลื่อน ในระหว่างการเรียนรู้    และผมขอเพิ่มเติมว่า ซึ่งนักเรียนจะนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงของชีวิตในอนาคตได้อย่างไม่จำกัด   

เมื่อฝึกฝนจนเกิดผลดี นักเรียนจะรู้วิธีใช้พลังการผูกพันกับการเรียนในระดับที่เหมาะสม  และใช้วิธีการที่เหมาะสม   เพื่อบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่ต้องการ   รวมทั้งทำให้กระบวนการเรียนรู้สร้างความสุขให้แก่ตนเองและคนรอบข้าง    ซึ่งหมายความว่า รู้วิธีร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูลแลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนๆ ด้วย    

 

“เข้าร่วม” (Participating)

เมื่อนักเรียนแสดงความผูกพันต่อการเรียนในลักษณะ “เข้าร่วม” นักเรียนใส่แรงจูงใจและความพยายามของตน เพื่อทำตามที่ครูหรือเพื่อน (คนอื่น) กำหนดแนวทางและวิธีการให้ปฏิบัติ    เป็นการผูกพันในระดับที่เป็นเชิงรับ (passive) ที่สุดใน student engagement continuum   คือเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ครูสั่ง   นักเรียนและครูโดยทั่วไปมักเข้าใจว่านี่คือระดับความเอาใจใส่หรือผูกพันต่อการเรียนรู้ในระดับที่ดีที่สุดแล้ว    เมื่อบอกนักเรียนว่า นี่คือขั้นต่ำสุด นักเรียน (และครู) มักจะแสดงความแปลกใจ   เนื่องจากวงการศึกษาโดยทั่วไปคาดหวังความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนในระดับนี้      

การ “เข้าร่วม” มีลักษณะอย่างไร

พฤติกรรมที่สำคัญคือ นักเรียนสนใจและทำตามที่ครูบอก   ฟังเพื่อนๆ และตอบสนอง    เมื่อไม่แน่ใจว่าทำอย่างไร ก็ตั้งคำถามและขอความช่วยเหลือ   สามารถเอาชนะสิ่งรบกวนหรือดึงดูดความสนใจไปทางอื่น   และจดจ่ออยู่กับกิจกรรมการเรียนรู้   จนกิจกรรมประสบความสำเร็จ   

ประโยชน์ของการเข้าไปอยู่ในเส้นทางผูกพันระดับ “เข้าร่วม” คือ ได้กระตุ้น “แรงจูงใจ” (motivation) ของตัวเอง   และได้เรียนรู้ 

“เข้าร่วม” ตามที่กำหนด  ครูวางแผนอะไร    ครูมีเป้าหมายให้นักเรียนทำตามที่ตนเองกำหนด  จนบรรลุผลของกิจกรรม    จึงวางแผนให้ตัวครูเองเป็นฝ่ายนำ  ให้นักเรียนทำตาม    ซึ่งน่าจะเหมาะต่อบางสถานการณ์  เช่น นักเรียนมีความมั่นใจในตนเองต่ำ ครูต้องการเริ่มหัวข้อความรู้ใหม่ที่นักเรียนยังไม่คุ้นเคย   ริเริ่มกลยุทธใหม่ในการเรียนรู้   หรือแก้ไขความเข้าใจผิดบางประการ   หลักการสำคัญคือ ครูต้องไม่มุ่งให้นักเรียนคงอยู่ในเส้นทางผูกพันระดับนี้ตลอดไป   ต้องวางแผนใช้เป็นเส้นทางยกระดับความผูกพันสู่ระดับที่สูงขึ้น        

กำหนดเจตนาของการผูกพันในระดับ “เข้าร่วม”  นักเรียนกำหนดเจตนาอะไร 

ในการผูกพันต่อการเรียนระดับ “เข้าร่วม” เจตนาลึกๆ ของนักเรียนคือ “ขอให้มีคนนำ ฉันจะทำตาม”   โดยนักเรียนแสดงพฤติกรรมต่อไปนี้

  • ฟังและแสดงความสนใจ
  • ทำตามคำสั่ง
  • ตอบคำถามของครู
  • ตั้งใจทำงาน
  • เมื่อไม่มั่นใจ หรือไม่เข้าใจ   ถามครู
  • ทำงานที่ครูมอบหมายจนเสร็จ

ผมคิดย้อนหลังถึงตนเองสมัยเรียนชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา เมื่อกว่าเจ็ดสิบปีมาแล้ว   ว่าผมได้รับการสนับสนุนให้อยู่ในระดับของความผูกพันต่อการเรียนรู้ในระดับนี้มาตลอด    แต่โชคดีที่ผมแหกคอก (อย่างไม่รู้ตัว) บ้างในบางกรณี   

ทำไมนักเรียนจึงเลือกเส้นทาง “เข้าร่วม

นักเรียนอาจต้องการความมั่นใจในตนเอง ว่าเข้าใจเรื่องนั้นๆ ถูกต้องแล้ว   ก่อนที่จะก้าวสู่เส้นทางผูกพันการเรียนระดับสูงขึ้น   โดยต้องการตรวจสอบกับครูเป็นการส่วนตัว    หรือตรวจสอบในกระบวนการกลุ่มร่วมกับเพื่อนๆ โดยมีครูคอยดูแล   

มีตัวอย่างครูที่เปิด “คลินิก” ให้นักเรียนที่ยังไม่มั่นใจความรู้ความเข้าใจการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเข้าไปให้ครูช่วยแนะนำหรือให้ “นั่งร้าน” (scaffolding) เพื่อนักเรียนพัฒนาความเข้าใจและสมรรถนะของตนเอง   เมื่อนักเรียนไม่ต้องการความช่วยเหลือก็ออกจากคลินิกได้ตามที่ตนเห็นสมควร   เป็นวิธีที่นักเรียนไม่เกิดบาดแผลเรื่องตนเรียนไม่เก่ง หรือสมองไม่ดี  และช่วยหนุนให้นักเรียนเดินทางสู่เส้นทางการผูกพันต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้นอย่างราบรื่น       

นักเรียนต้องมีทรัพยากรอะไรมาก่อน จึงจะ “เข้าร่วม” ได้

สิ่งที่นักเรียนต้องมีคือ รู้ว่าต้องทำอะไร  ทำอย่างไร  จะขอความช่วยเหลืออย่างไรเมื่อต้องการ   จึงจะเข้าผูกพันกับการเรียนในระดับ “เข้าร่วม” ได้    และต้องสามารถเอาชนะสิ่งดึงดูดความสนใจไปทางอื่น   ให้ตนยังเพ่งความสนใจกับการเรียน  พร้อมที่จะลงแรงและแรงจูงใจไว้กับการเรียนในระดับ “เข้าร่วม”   

 

“ลงทุน” (Investing) 

เมื่อนักเรียนผูกพันกับการเรียนในระดับ “ลงทุน” นักเรียนทุ่มเทความมุ่งมั่นของตนเอง ต่อความสนใจ  การมีแรงจูงใจ ความอยากรู้ และการเห็นคุณค่าต่อการเรียน  นี่คือระดับที่นักเรียนทำตัวเป็น “หุ้นส่วน” (partner) อย่างแท้จริง    ในขณะที่ในระดับ “เข้าร่วม” นักเรียนเป็นเพียง “ผู้ยอมทำตาม” ไม่ใช่หุ้นส่วนที่แท้จริง    การยกระดับการผูกพันจาก “เข้าร่วม”  สู่ระดับ “ลงทุน”  เป็นการยกระดับที่มากและยากกว่าจากระดับ “ลงทุน” สู่ระดับ“ขับเคลื่อน”   

ในระดับนี้ นักเรียนเข้าผูกพันกับการเรียนด้วยแรงจูงใจภายในของตนเอง    จากการเห็นคุณค่า  มีความสนใจ อยากรู้อยากเห็น และอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง   ไม่ใช่เพราะการชักจูงหรือกำหนดโดยครูอย่างในระดับ “เข้าร่วม” 

การ “ลงทุน” มีลักษณะอย่างไร

พฤติกรรมสำคัญคือ นักเรียนแสวงหาวิธีที่จะเรียนให้ได้ดียิ่งขึ้น   มีการตั้งคำถามเพื่อเข้าใจหลักการ โดยมีคำว่า “ทำไม”  หรือ “ทำอย่างนี้ ... ดีไหม” อยู่บ่อยๆ  สะท้อนว่านักเรียนไม่เพียงต้องการทำงานที่ครูมอบหมายให้เสร็จ แต่ยังต้องการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานนั้น มีการริเริ่มด้วยตนเอง (agency)   มีการคิดหาเหตุผล   และหาคำตอบที่ตนอยากรู้   เพราะคิดว่าสิ่งที่กำลังเรียนมีประโยชน์ต่อตน    มีการร่วมมือ ปรึกษาหารือกับเพื่อนๆ 

“ลงทุน” ตามที่กำหนด   ครูวางแผนอย่างไร

สิ่งที่อยู่ในใจครูคือ “ฉันต้องการให้นักเรียนสนใจการเรียน  และเข้าร่วมในกระบวนการอย่างเอาจริงเอาจัง”    โดยครูต้องออกแบบกระบวนการที่หนุนให้นักเรียนลงแรงกับการเรียนนั้น   และกระบวนการนั้นปิดหนทางที่นักเรียนจะซ่อนตัวอยู่แค่ทำตามที่ครูสั่งเพื่อให้นักเรียนเรียนตามกระบวนการเรียนรู้ที่ครูออกแบบไว้ได้    เปลี่ยนเป็น นักเรียนต้องคิด ต้องปรึกษาหารือกัน ถกเถียง ตั้งคำถาม ร่วมกันหาคำตอบ  ร่วมกันหาวิธีการ    นั่นคือ ครูไม่ออกแบบสำเร็จรูป   มีให้เพียงเค้าโครงคร่าวๆ ให้นักเรียนร่วมกันกำหนดเป้าหมายและกระบวนการเอง   

หลักการสำคัญคือ ครูชวนนักเรียนร่วมกันตั้งเป้าหมายของการเรียนรู้    ร่วมกันตั้งคำถาม  ที่นักเรียนจะร่วมกันหาคำตอบ    โดยที่โจทย์มีความท้าทายพอดีๆ ไม่ง่ายเกินไป  ไม่ยากเกินไป   

ต้องไม่หลงเข้าใจผิดว่า    ความแตกต่างระหว่างความผูกพันกับการเรียนระดับ “เข้าร่วม” กับระดับ“ลงทุน”  คือนักเรียนเป็นผู้ “ลงมือทำ” เพิ่มขึ้น   ที่ถูกต้องคือ นักเรียน “ลงความคิด” หรือ “ใช้สมอง” เพิ่มขึ้น    มีการใช้สมอง  มีการฝึกใช้สมองของตนเอง   

ครูต้องชวนนักเรียนทำความเข้าใจความแตกต่างในบทบาทของนักเรียน ระหว่าง  ความผูกพันกับการเรียนระดับ “เข้าร่วม” กับระดับ“ลงทุน”   โดยนำเอา student engagement continuum มาทำความเข้าใจร่วมกัน    และชวนนักเรียนร่วมกันทำความเข้าใจว่า นักเรียนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร เมื่อยกระดับการผูกพันกับการเรียนเข้าสู่ระดับ “ลงทุน”     ย้ำว่า ครูต้องไม่บอกตรงๆ  แต่เน้นทำหน้าที่ตั้งโจทย์ หรือคำถาม    ให้นักเรียนช่วยกันหาคำตอบเอง    โดยในบางกรณี ครูช่วยตั้งคำถามช่วยชี้นำวิธีคิด เชิงให้ “นั่งร้าน” (scaffolding)    เพื่อให้นักเรียนเข้าใจเรื่องความผูกพันกับการเรียนเพิ่มขึ้น    

 ช่วยให้นักเรียนรับผิดชอบการ “ลงทุน”

ครูต้องหาทางหนุน ให้นักเรียนมีแรงขับดันภายในของตนเอง ที่จะยกระดับความผูกพันกับการเรียนของตนเอง สู่ระดับ “ลงทุน”   คือไม่ได้เกิดจากครูบีบบังคับ หรือชักจูง   โดยนักเรียนเข้าใจว่าตนต้องใช้ความพยายามมากขึ้น    เน้นที่การลงความคิด ไม่ใช่ลงแรง    คือนักเรียนต้องพร้อมที่จะคิดเอง หรือร่วมกันคิดเอง    ไม่ใช่ปฏิบัติตามความคิดของคนอื่น (คือครู) อย่างในระดับ “เข้าร่วม”    “ลงทุน” ในที่นี้คือ “ลงความคิด” 

ผมอดคิด (เชิงเถียง) ไม่ได้ว่า    จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะผูกพันกับการเรียนรู้ในระดับนี้ หรือระดับสูงขึ้นไปอีก คือ ระดับ “ขับเคลื่อน” (ที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป)    แต่เขาถูกครู และระบบการศึกษา รวมทั้งระบบวัฒนธรรมในสังคม ปิดกั้นอย่างไม่รู้ตัว    เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จึงเป็นคล้ายๆ    วิธีที่ครูจะหนุนให้นักเรียนปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการทางสังคม รวมทั้งทางระบบการศึกษา   สู่การผูกพันตามธรรมชาติของมนุษย์ (ที่มีวิญญาณเสรี) คือผูกพันในระดับ “ลงความคิด” และ “ขับเคลื่อน”   นี่คือสภาพที่นักเรียนมีเสรีภาพในการเรียนรู้นั่นเอง 

ในความเป็นจริง ในชั้นเรียนจะมีนักเรียนที่ผูกพันกับการเรียนบทเรียนหนึ่ง หลายระดับ ตั้งแต่อยู่ในโซน “ไม่ผูกพัน” (disengage) ไปจนถึง ผูกพัน ระดับต่างๆ กัน  ครูทำหน้าที่ชวนนักเรียนทั้งชั้นร่วมกันทำความเข้าใจระดับความผูกพันของแต่ละคน   และหนุนให้แต่ละคนบอกว่าทำไมตนจึงพอใจกับความผูกพันกับการเรียนในระดับนั้นๆ    ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปทีละน้อยๆ อย่างต่อเนื่อง   นักเรียนจะค่อยๆ เห็นคุณค่าของการมีระดับความผูกพันกับการเรียนระดับสูงด้วยตนเอง    ผ่านประสบการณ์ของตนเอง (experiential learning)    แล้วนำมาเสวนากัน    ย้ำว่า ครูต้องไม่ยัดเยียดให้นักเรียนเชื่อตามครู  และต้องสร้างบรรยากาศที่เคารพความเป็นตัวของตัวเอง ของนักเรียนแต่ละคน       

กลยุทธสนับสนุนการ “ลงทุน”

ทำโดยจัดระบบการเรียนประจำวัน ที่ค่อยๆ หนุนให้นักเรียนตระหนักว่าตนสนใจอะไร   และได้ฝึกเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจเรื่องต่างๆ โดย จัดให้มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วน

  • คิดอย่างสร้างสรรค์ และอย่างยืดหยุ่น
  • คิดให้ลึกยิ่งขึ้น
  • พัฒนาความอยากรู้อยากเห็น   และวิธีตั้งคำถามที่น่าสนใจ
  • สร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมาย
  • คิดร่วมกับคนอื่น

โดยผมขอเพิ่มเติม

  • คิดแบบสะท้อนคิด   ทั้งคิดคนเดียวและคิดร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน  หัดฟังกัน   หัดฟังการสะท้อนคิดที่แตกต่างจากความคิดของเรา
  • ฝึกสะท้อนคิดประสบการณ์ สู่หลักการณ์หรือทฤษฎี (abstract conceptualization ใน Kolb’s Experiential Learning Cycle)   

โครงการ Thinking Routines ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้เครื่องมือฝึกการคิดไว้ที่ https://pz.harvard.edu/thinking-routines-all#  

กำหนดเจตนารมณ์ของการ “ลงทุน”  นักเรียนมีเจตนารมณ์อะไร จึงผูกพันกับการเรียนในระดับนี้ 

คำตอบคือ ต้องการสนองความสนใจของตน   ต้องการตอบคำถามคาใจบางประการ   และเชื่อว่าการเรียนรู้ในระดับนี้จะมีคุณค่าต่อชีวิตของตนเอง   เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายดังกล่าว นักเรียนกำหนดเจตนารมณ์ต่อพฤติกรรมของตนดังนี้ 

  • ฉันจะตั้งคำถาม เพื่อหาทางเพิ่มความเข้าใจของตนเอง   
  • ฉันจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เมื่อจำเป็น
  • ฉันจะแชร์ไอเดีย และความคิดเห็นกับคนอื่น
  • ฉันจะคิดคำถามที่น่าสนใจ เอามาอภิปราย หรือตรวจสอบ
  • ฉันจะลอง แม้ไม่มั่นใจว่าจะได้ผลที่ต้องการหรือไม่
  • ฉันจะหาทางเชื่อมโยงสิ่งที่กำลังเรียน เข้ากับสิ่งที่ฉันสนใจ หรือคิดว่าสำคัญ
  • ฉันจะอธิบายว่าทำไมการเรียนรู้จึงมีความสำคัญสำหรับฉัน

ครูหาทางชวนนักเรียนเชื่อมโยงคำถามและคำตอบเหล่านี้ เข้ากับระดับความผูกพันต่อการเรียน   เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจความผูกพันกับการเรียนในระดับ “ลงทุน” 

นักเรียนต้องมีทักษะอะไรจึงจะ “ลงทุน” 

ทักษะที่ต้องการได้แก่ กล้าริเริ่ม (agency)   กล้าตัดสินใจ  กล้าลงมือทำ  รู้ว่าตนเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร อยากรู้อะไร   รู้ว่าตนเองทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้    คือรู้เหตุผลที่ตนต้องลงแรงลงความคิดให้แก่การเรียนรู้    ครูต้องหมั่นสังเกตว่านักเรียนคนไหนมีทักษะอะไรแล้ว  ยังต้องการพัฒนาทักษะส่วนไหน    และหาทางดำเนินการระบบการเรียนรู้ประจำวัน ที่หนุนให้นักเรียนรู้จักตนเอง รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง  รู้ความมุ่งมาดปรารถนาของตนเอง    ตามที่กล่าวมาแล้ว      

 

“ขับเคลื่อน” (Driving) 

ในการผูกพันต่อการเรียนรู้ระดับ “ขับเคลื่อน” นักเรียนคิดเรื่องการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา    มีเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนทั้งในระดับมีเป้าหมาย และมีเหตุผลที่ต้องการบรรลุเป้าหมายนั้น   มีแรงจูงใจภายใน  และความท้าทายต่อการเรียนรู้ ที่แข็งแรงพอที่จะทำให้นักเรียนเข้าไป  “ขับเคลื่อน” การเรียนรู้ของตนเอง และของเพื่อนๆ       

การ “ขับเคลื่อน” มีลักษณะอย่างไร

นักเรียนรู้สิ่งที่ตนต้องการบรรลุ    และมีพฤติกรรมเชิงรุก (proactive) เพื่อเคลื่อนตัวไปในทิศทางนั้น    โดยกำหนดเป้าหมายรายทาง และเป้าหมายปลายทางให้แก่ตนเอง  และกำหนดวิธีบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น    แล้วลงมือปฏิบัติ  และติดตามผล   พฤติกรรมสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้แก่ การเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมการเรียนรู้ของตนเอง (self-directed learning)    การประเมินตนเอง (self-evaluation)  การสะท้อนคิดต่อตนเอง (self-reflection)   การแสวงหาคำแนะนำป้อนกลับ (seek feedback)  และการมีแรงจูงใจรุนแรงและต่อเนื่องต่อการบรรลุเป้าหมายนั้น   งานวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างประจักษ์ชัด (visible learning) มีรายละเอียดอยู่ในคลังข้อมูล Visible Learning MetaX    (https://www.visiblelearningmetax.com/research_methodology)     

ปัจจัยหลักของพฤติกรรมในการผูกพันต่อการเรียนรู้ระดับ “ขับเคลื่อน”  คือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

ผมอดไม่ได้ที่จะเสนอเพิ่มเติมว่า การเรียนรู้ระดับ “ขับเคลื่อน” ที่ทรงพลัง    ผู้เรียนต้องรู้จักใช้พลังของ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ (https://www.roong-aroon.ac.th/?p=13290)   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kolb’s Experiential Learning Cycle (gotoknow.org/posts/713644)    คือเรียนสู่การพัฒนาความสามารถในการ “ตกผลึกหลักการเชิงนามธรรม” (abstract conceptualization)   

“ขับเคลื่อน” ตามที่กำหนด   ครูวางแผนอย่างไร

หัวใจคือ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนต้องแสดงบทบาทเชิงรุก (proactive)  และร่วมมือ  ย้ำคำว่าต้อง โดยย้ำว่าอย่าถอยสู่คำว่าควรเป็นอันขาด    โดยต้องตระหนักว่า การเรียนรู้ระดับ“ขับเคลื่อน” ต้องการเวลา    จึงมักต้องเป็นบทเรียนที่มีหลายคาบ   หรือทำต่อเนื่องเป็นเทอม หรือเป็นปี    ไม่ใช่การเรียนรู้ในคาบเดียว    โดยครูต้องออกแบบการเคลื่อนตัวการผูกพันต่อการเรียนรู้ จากระดับ “เข้าร่วม”  สู่ระดับ “ลงทุน”  และสู่ระดับ“ขับเคลื่อน” ตามลำดับ   

กำหนดเจตนารมณ์ของการ “ขับเคลื่อน”  นักเรียนมีเจตนารมณ์อะไร จึงผูกพันกับการเรียนในระดับนี้ 

นักเรียนตั้งปณิธานกับตัวเองในเรื่องต่อไปนี้

  • ฉันจะกำหนดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
  • ฉันจะกำหนดแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น
  • ฉันจะขอคำแนะนำป้อนกลับจากผู้อื่น นำมาใช้ปรับปรุงงาน
  • ฉันจะแสวงหาความท้าทาย หรือ “สิ่งยาก” ที่จะช่วยให้ฉันได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น
  • ฉันจะตรวจสอบความก้าวหน้า และความผูกพัน ตลอดเส้นทางการเรียนรู้
  • ฉันจะสะท้อนคิดจากความผิดพลาด เพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น
  • ฉันจะแสวงหาลู่ทางเพื่อการปรับปรุง
  • ฉันจะร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

ครูควรแนะนำให้นักเรียนทำรายการ “สิ่งที่ฉันต้องทำ” (ตามตัวอย่างข้างบน) ที่เป็นของตนเอง  เอาไว้เตือนสติตนเอง    โดยรายการเหล่านั้นเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงได้   

นักเรียนต้องมีทักษะอะไรจึงจะ “ขับเคลื่อน” ได้ 

ทักษะสำคัญคือ กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและมีพลัง   และกำหนดกลยุทธ และวิธีการ เพื่อการบรรลุเป้าหมายนั้น   มีทักษะสะท้อนคิดเกี่ยวกับการผูกพันต่อการเรียน  และสะท้อนคิดต่อการเรียน   นำมาปรับปรุงตลอดเส้นทาง    และเพื่อฝึกการคิดระดับสูง   รวมทั้งมีทักษะร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อกระตุ้นแรงจูงใจซึ่งกันและกัน   และช่วยให้กำลังใจกัน เมื่อเผชิญสิ่งยาก และเกิดสภาพ “จิตตก”   

ขอเพิ่มเติม ทักษะ “ปลุกพลังซ่อนเร้นในตนออกมากระทำการ”    ดังเสนอไว้ในหนังสือ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ (gotoknow.org/posts/721687)     

 

เตรียมความพร้อมสู่การผูกพัน

ต้องย้อนกลับไปพิจารณาเจตนารมณ์ของการฝึกยกระดับความผูกพันต่อการเรียน   และพิจารณาว่าจะปรับปรุงส่วนใดเพื่อบรรลุเจตนารมณ์เหล่านั้น  หรือเพื่อยกระดับเจตนารมณ์ขึ้นไปอีก   

สิ่งที่ครูต้องระวังอย่างยิ่งคือ ต้องตรวจจับได้ทันที หากมีนักเรียนคนใดไม่ผูกพันกับการเรียน   และเข้าไปร่วมกับนักเรียนคนนั้น (หรือหลายคน) ดำเนินการแก้ไขโดยไม่ชักช้า   ดังจะกล่าวถึงในบทต่อไป   

อีกสัญญาณหนึ่งที่ครูต้องคอยตรวจจับ คือความพร้อมของนักเรียน ที่จะยกระดับความผูกพันขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น    หรือในบางกรณี ที่จะต้องพิจารณาลดระดับความผูกพันลงไป    ซึ่งหมายความว่า ครูจะต้องทำงานร่วมกับนักเรียนกลุ่มเล็กๆ ในชั้นเพื่อการนั้น   

ความท้าทาย   ทั้งการผูกพันระดับ “ไม่ใส่ใจ” (withdrawing)  และ “เข้าร่วม” (participating) เป็นพฤติกรรมเฉื่อย (passive behavior) ทั้งคู่    จึงแยกออกจากกันได้ค่อนข้างยากในทางปฏิบัติ    มีกรณีตัวอย่างที่ในชั้นเรียนระหว่างทำโจทย์หนึ่ง ครูเห็นนักเรียนนั่งเหม่อลอย และคิดว่านักเรียนเข้าสู่การผูกพันระดับ “ไม่ใส่ใจ” (withdrawing)    แต่เมื่อนักเรียนส่งงาน พบว่าชิ้นงานครบถ้วนถูกต้อง   ครูน่าจะตั้งข้อสงสัยว่า ชิ้นงานง่ายเกินไปสำหรับเขาหรือเปล่า ทำให้เขาแค่ผูกพันระดับ “เข้าร่วม” (participating)    จะเห็นว่าเรื่องพฤติกรรมภายนอก กับสภาพจิตใจภายใน บางครั้งไม่ไปด้วยกัน   ครูต้องหาทางเรียนรู้จากประสบการณ์จริง   และในทางปฏิบัติ ไม่ด่วนตัดสิน     

เตรียมความพร้อมในฐานะครู

คำถามที่ครูใช้ในการตรวจสอบความพร้อมของความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนได้แก่

  • เห็นพฤติกรรมอะไรบ้าง ของความผูกพันระดับ “เข้าร่วม”   ระดับ “ลงทุน”  และระดับ“ขับเคลื่อน”
  • นักเรียนมุ่งใช้ความผูกพันระดับใด    และในทางปฏิบัติอยู่ในระดับนั้นจริงไหม
  • มีหลักฐานของพฤติกรรมการผูกพันระดับ “ไม่ใส่ใจ” (withdrawing)   หรือ “เลี่ยง” (avoiding)  หรือ “ป่วน” (disrupting) บ้างหรือไม่   
  • มีหลักฐานความพร้อมของนักเรียน ที่จะเข้าสู่การผูกพันระดับ“ลงทุน”  หรือ“ขับเคลื่อน” บ้างหรือไม่     

เตรียมความพร้อมในฐานะนักเรียน

นักเรียนใช้คำถามคล้ายๆ กัน ในการเตรียมความพร้อมของความผูกพันต่อการเรียนของตนเอง 

  • ที่ผ่านมาฉันตั้งใจจะใช้การผูกพันกับการเรียนระดับใด    ในความเป็นจริงฉันใช้ความผูกพันระดับใด   มีหลักฐานอะไร   
  • ฉันพร้อมจะเข้าสู่ระดับ “ลงทุน”  หรือระดับ“ขับเคลื่อน” หรือไม่   ฉันต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง
  • มีหลักฐานว่าฉันเคยผูกพันกับการเรียนในระดับ“ไม่ใส่ใจ” หรือ“เลี่ยง” หรือ“ป่วน” บ้างหรือไม่    ฉันจะพาตัวเองเข้าสู่ความผูกพันกับการเรียนด้านบวกได้อย่างไร    ฉันต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง 

การสะท้อนคิดของครู

สะท้อนคิดย้อนหลัง

  • ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ฉันได้ออกแบบกิจกรรมของการผูกพันครบทั้ง ๓ ระดับหรือไม่    ฉันให้ความสนใจความผูกพันทั้ง ๓ ระดับอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่   หรือฉันใช้กิจกรรมของความผูกพันเพียง ๑ หรือ ๒ ระดับ   
  • ในปัจจุบัน ฉันใช้กลยุทธ และกิจกรรมใดบ้าง เพื่อหนุนความผูกพันระดับ “เข้าร่วม”  “ลงทุน”  “ขับเคลื่อน” 
  • นักเรียนของฉันคุ้นเคยกับการใช้เจตนารมณ์ของการเรียน  และเกณฑ์ความสำเร็จหรือไม่    เราทำกิจกรรมดังกล่าวเป็นประจำหรือไม่   เราเคยกำหนดเจตนารมณ์ของการผูกพันกับการเรียนหรือไม่
  • นักเรียนของฉันมีทักษะอะไรบ้างที่น่าจะช่วยให้เข้าร่วม (participate) ในกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า 

สะท้อนคิดไปข้างหน้า

  • จากการสะท้อนคิดก่อนหน้านี้ ฉันพบประเด็นที่จะปรับปรุงบ้างไหม  มีอะไรบ้าง
  • ฉันมั่นใจตัวเองแค่ไหน ว่าจะสามารถหนุนให้นักเรียนเข้าสู่การผูกพันต่อการเรียนทั้ง ๓ ระดับ    มีส่วนใดบ้างที่ฉันควรปรับปรุง
  • นักเรียนของฉันมีความพร้อมแค่ไหนที่จะจัดการความผูกพันต่อการเรียนของตน    มีส่วนใดบ้างที่ควรปรับปรุง 

 

ตารางสามระดับของความผูกพันกับการเรียน (The Engagement Pathways)

 

  ระดับเข้าร่วม ระดับลงทุน ระดับขับเคลื่อน
บทบาทของครูและนักเรียน

ครูเป็นผู้นำ เป็นผู้ตัดสินใจ    นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติตาม

 

นักเรียนเป็นฝ่ายตั้งรับ (passive) 

ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีบทบาท    นักเรียนเสนอไอเดีย  คำถาม  ให้ความสนใจ และบอกว่าอยากเรียนอะไร แบบไหน

 

นักเรียนมีส่วนบอก และตัดสินใจ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของตน

ครูกำหนดบริบทของการเรียน และหนุนให้นักเรียนบรรลุเป้าหมาย   นักเรียนเป็นฝ่ายนำในการกำหนดเป้า และดำเนินกิจกรรมเรียนรู้

 

นักเรียนเป็นฝ่ายริเริ่มกระทำการ (agency)  เพื่อการเรียนรู้ของตน

แผนสำหรับแต่ละระดับ

เป็นกิจกรรมปลายปิด    โครงสร้างแข็งตัว   และจำกัดอยู่ในคาบเดียว

 

โฟกัสที่การทำอย่างถูกต้อง

เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้มีการสานเสวนา    ส่งเสริมการคิดเชิงลึก   สร้างสรรค์  สงสัย  ตั้งคำถาม   และมีการเชื่อมโยงร่วมมือกันอย่างมีความหมาย

 

โฟกัสที่การคิดอย่างลึก

เป็นกิจกรรมปลายเปิด   โครงสร้างหลวม  มีความท้าทายพอดี  เปิดช่องให้มีคำแนะนำป้อนกลับและการสะท้อนคิด   กิจกรรมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

โฟกัสที่การพัฒนาต่อเนื่อง

เงื่อนไขสู่การผูกพัน ต้องการความพร้อมที่จะปฏิบัติตาม   และมีความมั่นใจในความสามารถว่าจะทำได้สำเร็จ ต้องการความสนใจและการเห็นคุณค่าที่จะลงความคิด   และมั่นใจว่าจะมีโอกาสแสดงข้อคิดเห็น  ต้องการความพร้อมรับความท้าทาย  มีกลยุทธหนุนการปรับปรุงและพัฒนา  พร้อมที่จะต่อสู้ยามเผชิญปัญหาหรืออุปสรรค
สภาพของความผูกพัน แสดงความเอาใจใส่   ตอบคำถามของครู  อยู่กับงาน  ทำงานสำเร็จ   ตั้งคำถามเพื่อความชัดเจนของวิธีที่ครูกำหนด และเป้าหมายที่ต้องการ  ตั้งคำถามสู่การคิดที่ลึกขึ้น   สงสัย  แชร์ไอเดีย  เชื่อมโยงกับเพื่อนๆ ในระหว่างเรียน   สนใจที่จะเรียนรู้เพิ่ม  ระบุคุณค่าของการเรียนรู้นั้น  กำหนดเป้าหมาย และแผนการเรียนรู้    ร่วมมือกับผู้อื่นในการเรียน   แสวงหาคำแนะนำป้อนกลับเพื่อปรับปรุง    สะท้อนคิดต่อการเรียน   ประเมินความก้าวหน้าของการเรียน     

 

วิจารณ์ พานิช

๑๙ เม.ย. ๖๘  ปรับปรุง ๑๒ พ.ค. ๖๘