นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่อาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคการเงินของไทย เมื่อภาครัฐประกาศแผนเตรียมอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าด้วยสกุลเงินคริปโทเคอร์เรนซีที่เชื่อมโยงกับบัตรเครดิตได้ แนวคิดริเริ่มนี้เปิดเผยระหว่างงานสัมมนาด้านการลงทุนในกรุงเทพมหานครโดยรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนาระบบการเงินให้ทันสมัย และวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ให้อยู่แถวหน้าของการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาปรับใช้ การประกาศนี้มีขึ้นพร้อมกับการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงินทั้งแบบดั้งเดิมและดิจิทัลอย่างครอบคลุม เพื่อตอกย้ำเป้าหมายของไทยในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความมั่นคงทางการเงิน (Cointelegraph)
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ได้พยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังซื้อสูงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 10% ของ GDP แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ไม่เคยลดน้อยถอยลง (World Bank) การเปิดช่องให้นักท่องเที่ยวใช้บัตรเครดิตที่ผูกกับคริปโทฯ ในการใช้จ่ายประจำวัน โดยที่ร้านค้ายังคงได้รับเงินบาทตามปกติ และหลายครั้งอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นทางเงินมาจากคริปโทฯ นั้น จะช่วยอำนวยความสะดวก ลดความยุ่งยากเรื่องแลกเงิน และตอบโจทย์นักเดินทางสายเทคโนโลยี โดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออก ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับคริปโทฯ มากขึ้น
ภายใต้แผนเบื้องต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นักท่องเที่ยวจะสามารถผูกบัญชีคริปโทฯ ของตนเองเข้ากับแพลตฟอร์มบัตรเครดิตได้ เมื่อมีการใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น คริปโทฯ จะถูกแปลงเป็นเงินบาทอย่างราบรื่น โดยส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของร้านค้าน้อยที่สุด แนวทางนี้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจง จะช่วยเลี่ยงการทำธุรกรรมโดยตรงด้วยสกุลเงินในประเทศ ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนหรือเงินทุนไหลออก “แนวทางนี้สามารถนำมาใช้ในไทยได้ทันที หากระบบสนับสนุนพร้อม” คือคำกล่าวของรองนายกรัฐมนตรีฯ พร้อมย้ำถึงแผนนำร่องโครงการนี้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและมาตรการกำกับดูแลพร้อมสรรพ
โครงการนำร่องนี้ดำเนินรอยตามรูปแบบสากล ที่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างดูไบและบางเมืองในยุโรปเริ่มทดลองรับชำระเงินด้วยคริปโทเคอร์เรนซีในธุรกิจโรงแรมและค้าปลีก อย่างไรก็ดี แนวทางของไทยจะรอบคอบกว่า กล่าวคือ แทนที่ร้านค้าจะรับคริปโทฯ โดยตรง การแปลงสกุลเงินและการดูแลเรื่องกฎระเบียบทั้งหมดจะทำผ่านตัวกลางผู้ให้บริการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยให้ทั้งสะดวกและอยู่ภายใต้การกำกับ ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความผันผวนและข้อกังวลด้านกฎระเบียบที่กระทบการนำคริปโทฯ มาใช้โดยตรงในประเทศอื่นๆ (Reuters)
นอกเหนือจากนวัตกรรมการชำระเงินแล้ว ประเทศไทยยังเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบสำคัญในตลาดทุน ปัจจุบัน ตลาดทุนแบบดั้งเดิมและภาคสินทรัพย์ดิจิทัลยังอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ ทำให้เกิดความคลุมเครือและขาดประสิทธิภาพในยามที่ภูมิทัศน์การเงินกำลังมุ่งสู่ดิจิทัล รัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะรวมศูนย์การกำกับดูแลทางกฎหมายสำหรับตลาดทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สามารถปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเอื้อต่อนวัตกรรมข้ามแพลตฟอร์ม
การปฏิรูปสำคัญอีกประการที่กำลังหารือกันคือเรื่องการลงทุนของสถาบัน กฎปัจจุบันจำกัดนักลงทุนสถาบันรายใหญ่อย่างบริษัทประกันชีวิตและกองทุนบำเหน็จบำนาญอย่างเข้มงวด ให้ลงทุนได้เฉพาะในพันธบัตรรัฐบาล ทำให้เสียโอกาสในการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นหรือกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่า “รัฐบาลกำลังทบทวนข้อจำกัดที่อาจไม่ทันยุคสมัยสำหรับนักลงทุนสถาบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปตลาดทุนครั้งใหญ่” คือคำประกาศจากรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การผ่อนคลายข้อจำกัดเหล่านี้อาจเปิดทางให้เงินทุนไหลเข้าสู่การพัฒนาภาคเอกชน ตราสารทุน และสินทรัพย์ใหม่ๆ รวมถึงสินทรัพย์บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นพลวัตทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมได้
กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างพิจารณาปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับหุ้นซื้อคืน (treasury stocks) ตลอดจนพยายามทำให้การดำเนินงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลการซื้อขายความถี่สูง (high-frequency trading) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกจับตามองในระดับสากลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการค้นพบราคาที่ยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมร่างกฎหมายใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ทำให้ ก.ล.ต. สามารถนำคดีสำคัญส่งฟ้องต่ออัยการได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการคุ้มครองนักลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การที่ไทยหันมาให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจังนั้น เป็นมากกว่าแค่เรื่องกลไกการชำระเงินของนักท่องเที่ยว เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ประกาศแผนออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.5 พันล้านบาท) ให้นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลในหน่วยเล็กๆ ได้ โครงการ ‘G-Token’ นี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น เพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ฝากเงินในประเทศ และทำให้พันธบัตรรัฐบาลไทยน่าสนใจยิ่งขึ้นในเวทีโลก รูปแบบการลงทุนย่อยเช่นนี้เป็นที่สนใจในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก แต่โครงการที่รัฐบาลไทยหนุนหลังนี้นับว่ามีความมุ่งมั่นสูงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Bangkok Post)
ถือเป็นก้าวสำคัญด้านกฎระเบียบ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก.ล.ต. ไทย ได้อนุมัติให้สเตเบิลคอยน์ (stablecoins) ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) สามารถจดทะเบียนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศได้ สเตเบิลคอยน์ ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์มั่นคงอย่างดอลลาร์สหรัฐ ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกจำนวนมาก เนื่องจากมีความแน่นอนและมีประสิทธิภาพกว่าเมื่อเทียบกับเหรียญผันผวนสูงอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum การอนุมัตินี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการซื้อขายให้มีสภาพคล่องและเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งสำหรับนักลงทุนสถาบันและรายย่อย และยังทำให้แนวทางการกำกับดูแลของไทยทัดเทียมกับเขตอำนาจศาลชั้นนำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างสิงคโปร์และสวิตเซอร์แลนด์ (The Nation Thailand)
ความชัดเจนทางกฎระเบียบและการสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของไทย สะท้อนแนวโน้มในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศกำลังแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและนักนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมๆ กับการสร้างความเชื่อมั่นในการคุ้มครองผู้บริโภคและความมั่นคงทางการเงิน สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างก็ได้นำเสนอกรอบการกำกับดูแลคริปโทฯ ที่ก้าวหน้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และความเคลื่อนไหวล่าสุดของไทยก็ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์ที่จะไม่ตกขบวนนี้
การเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้อาจพลิกโฉมประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การใช้จ่ายแบบดิจิทัล โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ยังคงสร้างความยุ่งยากให้นักเดินทางจำนวนไม่น้อย ทั้งเรื่องแลกเงิน จัดการเงินสด และความเข้ากันได้ของระบบชำระเงิน การเปิดให้ใช้จ่ายผ่านบัตรที่ผูกกับคริปโทฯ คาดว่าจะช่วยให้การใช้จ่ายสะดวกสบายขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะผู้ให้บริการที่ทันสมัย สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ประโยชน์ที่น่าสนใจคือการรับชำระเงินเป็นเงินบาทได้อย่างราบรื่น และโอกาสเพิ่มยอดขายจากลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ก่อนหน้านี้อาจเข้าไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการคลังและความเสี่ยงดิจิทัลแนะนำให้รอบคอบและมีมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง ผู้แทนจากหน่วยงานกำหนดนโยบายสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางให้ข้อสังเกตว่า “แม้สินทรัพย์ดิจิทัลจะมอบโอกาสด้านนวัตกรรม แต่ต้องมั่นใจว่ามีการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นทั้งในระบบการชำระเงินและสกุลเงินบาท” ความผันผวนของคริปโทฯ ในอดีต การล่มสลายของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ และการหลอกลวงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ล้วนตอกย้ำความจำเป็นของการเปิดรับอย่างสมดุลและเป็นขั้นเป็นตอน (IMF Blog)
ในสังคมไทย มุมมองทางวัฒนธรรมต่อการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ มักได้รับอิทธิพลจากนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่และการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อระบบชำระเงินผ่านมือถืออย่างพร้อมเพย์ (PromptPay) ผลการศึกษาชี้ว่าคนไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวใช้ e-wallet และบริการฟินเทคเร็วที่สุดในภูมิภาค โครงการใช้จ่ายด้วยคริปโทฯ นี้น่าจะถูกใจกลุ่มคน Gen Z และมิลเลนเนียลรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล และมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจแบบกิ๊ก (gig economy) รวมถึงแพลตฟอร์มลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ (Statista)
การนำระบบชำระเงินคริปโทฯ มาใช้ในภาคการท่องเที่ยวและการเงินเป็นเพียงก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่านี้มาก ในปีหน้า ผู้สันทัดกรณีคาดว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบซื้อขายหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน (tokenized securities) การออกพันธบัตรดิจิทัลเพิ่มเติม และการอนุมัติสินทรัพย์คริปโทฯ ประเภทอื่นๆ การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดรับกันอาจทำให้ธุรกรรมข้ามพรมแดนรวดเร็วและถูกลง เกิดสตาร์ทอัพฟินเทคหน้าใหม่ และตลาดการเงินไทยจะเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ทั่วโลกจับตาดูไทยในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมดิจิทัลกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยังคงมีเป้าหมายชัดเจน คือ ขับเคลื่อนความทันสมัย สนับสนุนการเติบโตของเอกชน และวางตำแหน่งประเทศให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการเงิน สำหรับผู้อ่านชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน หรือผู้บริโภคทั่วไป ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาว่าการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการเงินส่วนตัวและอาชีพการงานอย่างไร ธุรกิจในภาคบริการและการค้าปลีกควรปรึกษาผู้ให้บริการชำระเงินของตนเกี่ยวกับคุณสมบัติการรับชำระด้วยคริปโทฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญควรติดตามข้อเสนอกฎหมายที่อาจเปิดช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลดิจิทัลหรือใช้แพลตฟอร์มชำระเงินด้วยคริปโทฯ ควรติดตามข่าวสารเมื่อรายละเอียดกฎระเบียบชัดเจนขึ้น
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการเดินทางหรือลงทุนที่เกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี คำแนะนำคือให้ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มคริปโทฯ ที่เลือกนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบท้องถิ่นหรือไม่ ใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (multi-factor authentication) และติดตามประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ก.ล.ต. เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปิดตัวเป็นระยะ หรือมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคใหม่ๆ ขณะที่ไทยกำลังก้าวสู่พรมแดนทางการเงินยุคใหม่นี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายมีบทบาทในการสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทั้งล้ำสมัยและปลอดภัย
แหล่งข้อมูล:
- Thailand to allow crypto spending for tourists, eyes regulatory reform (Cointelegraph)
- Bank of Thailand—Digital Currency Policy (ธนาคารแห่งประเทศไทย—นโยบายสกุลเงินดิจิทัล)
- Bangkok Post—Digital transformation of capital markets (บางกอกโพสต์—การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของตลาดทุน)
- The Nation Thailand—Technology Section (เดอะเนชั่น—หมวดเทคโนโลยี)
- World Bank—Thailand Overview (ธนาคารโลก—ภาพรวมประเทศไทย)
- IMF Blog: The Promise and Perils of Digital Money in Asia (บล็อก IMF: โอกาสและความเสี่ยงของเงินดิจิทัลในเอเชีย)
- Statista: Fintech in Thailand (สถิติสตาร์: ฟินเทคในประเทศไทย)