เคยสงสัยไหมว่าทำไมชื่อบางชื่อถึงฟังแล้วรื่นหูจับใจเป็นพิเศษ? งานวิจัยด้านภาษาศาสตร์ชิ้นล่าสุดมีคำตอบ! จากบทความที่ตีพิมพ์ใน Psychology Today นักวิทยาศาสตร์ได้เจาะลึกเรื่องเสียงของชื่อในหลากหลายภาษาและวัฒนธรรม จนค้นพบรูปแบบที่ทำให้ชื่อบางชื่อไพเราะโดนใจเป็นพิเศษ เรื่องนี้น่าจะโดนใจคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาชื่อให้ลูกน้อย นักเขียนที่ต้องปั้นชื่อตัวละคร หรือใครก็ตามที่สนใจศาสตร์แห่งพลังของเสียง (sound symbolism)

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบ้านเรา? บอกเลยว่าเรื่องชื่อนี่คนไทยให้ความสำคัญสุดๆ เพราะไม่ใช่แค่ความหมายดีหรือเป็นมงคลตามความเชื่อเท่านั้น แต่เสียงต้องเพราะด้วย พ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่นับถือ หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ มักจะช่วยกันกลั่นกรองเพื่อให้ได้ชื่อที่ทั้งฟังรื่นหูและเป็นสิริมงคล พอมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มายืนยันเรื่องความไพเราะของเสียงชื่อแบบนี้ ก็น่าจะถูกใจคนไทยไม่น้อย โดยเฉพาะยุคนี้ที่การตั้งชื่อแบบอินเตอร์ๆ ก็กำลังมาแรง

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานของทีมนักภาษาศาสตร์และนักจิตวิทยาจากนานาชาติเลยนะ พวกเขาวิเคราะห์ชื่อเป็นพันๆ ชื่อ โดยให้คนจากหลากหลายภาษามาช่วยกันให้คะแนน ผลปรากฏว่าชื่อที่มีเสียงพยัญชนะและสระบางแบบมักจะฟังรื่นหูกว่าใครเพื่อน อย่างชื่อที่มีพยัญชนะเสียงเบาๆ สระเสียงเปิดๆ และมีจังหวะนุ่มนวล มักจะถูกโหวตว่าฟังแล้วสบายหูสุดๆ ส่วนชื่อที่เสียงแข็งๆ หรือห้วนๆ ก็จะตรงกันข้าม หนึ่งในนักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ที่ร่วมทีมวิจัยนี้ บอกผ่าน Psychology Today ว่า “เรื่องที่เสียงมันสื่ออารมณ์ได้ (sound symbolism) เนี่ยไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะ แต่งานวิจัยของเรามันทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าเรื่องนี้มันส่งผลต่อการที่เราได้ยินชื่อแล้วรู้สึกยังไงได้มากขนาดไหน”

ที่เด็ดกว่านั้นคือ ผลวิจัยนี้ใช้ได้กับหลายภาษาเลยนะ! ถึงแม้ว่าแต่ละวัฒนธรรมอาจจะมีชอบไม่ชอบต่างกันบ้างในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่หลักการพื้นฐานเรื่องความไพเราะของเสียงส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความเป็นสากลแบบนี้น่าจะมาจากสัญชาตญาณของคนเราที่ตอบสนองต่อเสียงบางแบบโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า สุนทรียศาสตร์ทางเสียง (phonesthetics) ถ้ามองในบ้านเรา ก็จะเห็นได้จากชื่อฮิตๆ ที่มีคำว่า “-พร” (มงคล) “-ชัย” (ชัยชนะ) หรือ “-ใจ” (ดวงใจ) ซึ่งล้วนแต่มีเสียงสระเปิด แถมลงท้ายด้วยเสียงนุ่มๆ ฟังแล้วรื่นหูทั้งนั้น

ถึงแม้งานวิจัยนี้จะเน้นไปที่ชื่อฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ แต่รูปแบบทางภาษาที่เจอก็เอามาปรับใช้กับภาษาไทยได้สบายๆ อาจารย์ด้านภาษาศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศ อธิบายว่า การตั้งชื่อในภาษาไทยมักจะหาจุดลงตัวระหว่างเสียงที่เพราะกับความหมายที่เป็นมงคล ท่านเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศไว้ว่า “จะเห็นเลยว่าพ่อแม่บ้านเรานิยมตั้งชื่อที่เสียงวรรณยุกต์สูงๆ หน่อย มีจังหวะจะโคนน่าฟัง ซึ่งก็ตรงกับที่งานวิจัยใหม่นี้บอกว่าสมองคนเราชอบชื่อที่ฟังแล้วไหลลื่นเหมือนเพลงนั่นแหละ”

สมัยก่อน คนไทยก็มีทั้งชื่อพยางค์เดียว ชื่อหลายพยางค์ ชื่อยาวๆ ก็เอาไว้ใช้เป็นทางการ ส่วนชื่อเล่นก็เรียกกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งแม้แต่ชื่อเล่นก็ยังเน้นเสียงเพราะๆ เลยนะ อย่างชื่อเล่นฮิตๆ “น้องแบม” “น้องพลอย” “น้องตูน” ก็ออกเสียงง่าย ฟังแล้วนุ่มนวลทั้งนั้น ขนาดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเองก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเสียงในการสร้างคำมาตั้งนานแล้ว สนับสนุนให้ตั้งชื่อที่ทั้งเพราะและความหมายดี

มองไปข้างหน้า นักภาษาศาสตร์เค้าคาดการณ์กันว่า พอไทยเราเปิดรับความเป็นสากลมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ก็จะยิ่งใส่ใจชื่อที่ไม่ได้มีความหมายดีอย่างเดียว แต่ต้องฟังแล้วเพราะแบบอินเตอร์ด้วย พ่อแม่ที่มีแบ็คกราวด์หลายวัฒนธรรมอาจจะมองหาชื่อที่ฟังแล้วรื่นหูทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มเข้าใจเรื่องความงามของเสียงข้ามภาษามากขึ้น แถมยุคนี้มีเทคโนโลยีช่วยทดสอบเสียงของชื่อด้วยอัลกอริทึม อย่างแอปตั้งชื่อลูกด้วย AI การผสมผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับประเพณีเดิมๆ ในการตั้งชื่อก็น่าจะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทย งานวิจัยนี้มีข้อคิดดีๆ มาฝากเลย คือตอนเลือกชื่อให้ลูก ลองใส่ใจทั้งความหมายและเสียงตอนออกเสียงดังๆ ดู ลองพูดชื่อเต็มๆ หลายๆ ครั้ง อาจจะลองใช้โทนเสียงที่สื่ออารมณ์ต่างกัน แล้วดูว่ารู้สึกยังไง เน้นเสียงสระนุ่มๆ จังหวะลื่นๆ แบบที่ทั้งโลกและบ้านเราชอบ ถึงแม้จะปรึกษาผู้ใหญ่ตามธรรมเนียม ก็อย่ากลัวที่จะคิดเผื่อว่าชื่อนั้นจะฟังดูอินเตอร์แค่ไหน เพราะอย่างที่งานวิจัยบอก ชื่อที่เพราะก็เหมือนของขวัญล้ำค่าที่จะอยู่กับลูกไปทั้งชีวิต

ใครอยากรู้ลึกกว่านี้เกี่ยวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังงานวิจัย สามารถตามไปอ่านบทความต้นฉบับได้ที่ Psychology Today และบทความที่เกี่ยวข้องในวารสารภาษาศาสตร์ที่รวบรวมไว้ใน PubMed รวมถึงเรื่องสัญลักษณ์นิยมทางเสียงใน วิกิพีเดีย ได้เลย