งานวิจัยล่าสุดยิ่งชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายเป็นประจำกับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมากในการเป็นโรคมะเร็ง รวมถึงเพิ่มโอกาสการรักษาที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผลการศึกษาชิ้นสำคัญหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 2568 ยิ่งตอกย้ำว่าการเคลื่อนไหวร่างกาย แม้เพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่เพียงช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด แต่ยังเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้ผู้ป่วยได้อีกด้วย นับเป็นข่าวดีและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรคจากวิถีชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น

มะเร็งยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในประเทศไทย สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่ประชากรสูงวัยขึ้นและมีวิถีชีวิตเนือยนิ่งมากขึ้น ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ว่า มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยมีอัตราอุบัติการณ์สูงขึ้น สัมพันธ์กับการขยายตัวของเมือง พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป และการมีกิจกรรมทางกายลดลง งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันชั้นนำในสหรัฐฯ จึงนับเป็นแสงสว่างสำหรับทั้งประชาชนและผู้กำหนดนโยบายสุขภาพ ที่กำลังมองหายุทธศาสตร์ที่จับต้องได้และเข้าถึงง่าย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่น่ากังวลนี้

ผลการศึกษาขนาดใหญ่ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม 2568 พบว่าผู้ที่มีกิจกรรมทางกายโดยรวมในแต่ละวันมากที่สุด มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่ำกว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวน้อยที่สุดถึง 26% ที่น่าสนใจคือ ทีมวิจัยเน้นว่าแม้แต่กิจกรรมเบาๆ เช่น การเดิน การทำงานบ้าน หรือทำสวน ก็เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้สอดรับกับงานวิจัยอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ช่วยหักล้างความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่าต้องออกกำลังกายหนักเท่านั้นจึงจะเห็นผล นักระบาดวิทยาอาวุโสจาก NCI ให้ทัศนะว่า “การเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อย ก็ดูเหมือนจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งและโรคสำคัญอื่นๆ ได้” (cancer.gov)

งานวิจัยกลุ่มเดียวกันยังพบอีกว่าผู้ป่วยมะเร็งที่ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการวินิจฉัยโรค มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า ผลการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ที่เผยแพร่ผ่าน ยูเอสนิวส์แอนด์เวิลด์รีพอร์ต (U.S. News & World Report) ระบุว่า กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงเสียชีวิตหลังการวินิจฉัยต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายถึง 29% (US News) ขณะที่ ฮาร์วาร์ดกาเซ็ตต์ (Harvard Gazette) รายงานผลการศึกษาเฉพาะกรณีมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบว่าผู้ป่วยที่เริ่มออกกำลังกายเป็นประจำหลังการรักษา ไม่เพียงมีอัตราการรอดชีวิตโดยรวมดีขึ้น แต่ในบางรายยังช่วยลดช่องว่างด้านผลการรักษาที่มักพบในกลุ่มประชากรที่แตกต่างกันด้วย (Harvard Gazette)

ข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์กรสาธารณสุขชั้นนำ รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้ผู้ใหญ่ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 20–30 นาทีต่อวัน ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า แม้เพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณนี้ หรือราว 11 นาทีต่อวัน ก็สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร รวมถึงจากโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ (Wikipedia) สำหรับคนไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่วิถีชีวิตเร่งรีบและการจราจรติดขัด อาจทำให้การหาเวลาออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก การตั้งเป้าหมายง่ายๆ เช่น เดินระยะสั้นทุกวัน หรือปั่นจักรยาน ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ทัศนะว่า “นัยสำคัญต่อประชาชนคนไทยนั้นชัดเจน การนำกิจกรรมทางกายเบาๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สามารถลดภัยคุกคามจากทั้งโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่นๆ ได้ สำหรับพนักงานออฟฟิศและผู้สูงอายุ การออกกำลังกายเบาๆ อย่างการเดินในสวนสาธารณะ หรือใช้เครื่องออกกำลังกายในชุมชน ถือว่าได้ผลดีและสอดรับกับวิถีวัฒนธรรมของเรา”

คำแนะนำนี้สอดรับกับนโยบายเพิ่ม “พื้นที่สีเขียว” ในเมือง รวมถึงลานกีฬาและอุปกรณ์ออกกำลังกายสาธารณะที่กรุงเทพมหานครกำลังผลักดัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์สร้างเสริมสุขนิสัยที่ดีทั่วประเทศ จากผลวิจัยเหล่านี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขยายโอกาสการเข้าถึงสถานที่ออกกำลังกายใกล้บ้าน และอำนวยความสะดวกให้มีกิจกรรมกลางแจ้งที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุและเยาวชน การเน้นกิจกรรมเบาๆ นี้ ยังอาจเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตไทยดั้งเดิมที่เคยมีการเดิน การปั่นจักรยาน และการทำงานบ้านที่ได้ออกแรงเป็นปกติอยู่แล้ว

วัฒนธรรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มของไทย ตั้งแต่แอโรบิกยามเช้าในสวนสาธารณะ ไปจนถึงการเดินจงกรมในวัดตามต่างจังหวัด ถือเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญ ในยามที่บุคลากรสาธารณสุขกำลังส่งเสริมวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงทำได้จริง แต่ยังช่วยสร้างความสามัคคีในชุมชนและส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันมะเร็งและฟื้นฟูร่างกาย บุคลากรทางการแพทย์ในระดับชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ท่านหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า “ชมรมออกกำลังกาย ‘ลมแฮง’ ของชุมชนเรากลายเป็นพื้นที่สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ งานวิจัยใหม่นี้ยิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคน”

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามการออกกำลังกาย แอปพลิเคชันสุขภาพบนมือถือ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับชุมชน จะช่วยให้การติดตามและส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงทำได้ดียิ่งขึ้น สถาบันด้านสุขภาพในไทยควรผนึกกำลังกับโรงเรียน สถานประกอบการ และองค์กรศาสนา เพื่อทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสุขภาพมีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น นักวิจัยหวังว่าจะสามารถเก็บข้อมูลรูปแบบกิจกรรมของประชากรได้แม่นยำขึ้น และสามารถให้ความช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงสูงได้อย่างตรงจุด

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นแนวทางการดูแลที่ออกแบบเฉพาะสำหรับมะเร็งแต่ละชนิดหรือผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ๆ ชี้ว่าการออกกำลังกายสามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรคและยกระดับคุณภาพชีวิต แม้ในกลุ่มผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็ง งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่มุ่งค้นหากลไกทางชีวภาพเบื้องหลังประโยชน์เหล่านี้ เช่น การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น การอักเสบที่ลดลง และสมดุลฮอร์โมนที่ดีขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางการรักษาใหม่ๆ ในสถานพยาบาลของไทย

สำหรับคนไทยและครอบครัวที่ใส่ใจสุขภาพ คำแนะนำนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา คือ ขยับร่างกายย่อมดีกว่าอยู่นิ่งเฉย ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายที่โต๊ะทำงาน การเดินเล่นหลังมื้ออาหารกับเพื่อนฝูง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายกลุ่มในสวนสาธารณะช่วงสุดสัปดาห์ ล้วนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ทั้งสิ้น แม้มาตรการเชิงนโยบาย เช่น การสร้างสวนสาธารณะที่เข้าถึงง่ายและทางเท้าที่ปลอดภัย จะมีความสำคัญ แต่ความรับผิดชอบในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นของพวกเราทุกคน การฟื้นคืนวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย อาจเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่สุดของประเทศในการต่อสู้กับภัยมะเร็ง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข หรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อค้นหารูปแบบการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: