งานวิจัยใหม่ล่าสุดชี้ว่า ผู้สูงวัยที่ขยับเขยื้อนร่างกายในช่วงเช้า แถมยังทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะมีสุขภาพหัวใจและปอดที่แข็งแรงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ผลการศึกษาชิ้นนี้นับว่าเป็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง สำหรับคนไทยที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองในระยะยาว งานวิจัยนี้เป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากนานาชาติ ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬา (Medicine & Science in Sports and Exercise) โดยมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันว่า การจัดตารางออกกำลังกายให้เข้ากับจังหวะนาฬิกาชีวิตของร่างกายเรานั้น ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นได้จริงเมื่อก้าวเข้าสู่วัยชรา เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบ้านเรา ที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้อยู่ที่การเน้นย้ำว่า “เวลา” และ “ความสม่ำเสมอ” ในการออกกำลังกาย (ไม่ใช่แค่บ่อยแค่ไหนหรือหนักแค่ไหน) มันส่งผลต่อสมรรถภาพของหัวใจ หลอดเลือด และปอดได้อย่างไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันสารพัดโรคเรื้อรัง ส่วนนาฬิกาชีวภาพ หรือที่เรียกว่าวงจรการทำงานตามธรรมชาติของร่างกายในรอบ 24 ชั่วโมงนั้น ก็มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการนอนหลับ การหลั่งฮอร์โมน และระบบเผาผลาญ งานวิจัยก่อนหน้านี้ก็เคยชี้ให้เห็นแล้วว่า หากนาฬิกาชีวิตนี้เกิดรวนขึ้นมา ก็อาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน หรือแม้แต่มะเร็ง (aol.com) และเมื่อมองถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่าภายในปี 2578 เราจะมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด) ข้อค้นพบแบบนี้ยิ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนด้านสาธารณสุขของประเทศ
ในการศึกษานี้ นักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่วัยเก๋าประมาณ 800 คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ราว 76 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมสวมอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (accelerometers) ที่ข้อมือเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม เพื่อวัดพฤติกรรมการขยับร่างกายอย่างละเอียด พร้อมทั้งเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพหัวใจและปอด เพื่อประเมินความอึดและประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาจากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา อธิบายว่า ยิ่งคะแนนสมรรถภาพหัวใจและปอดสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมพันธ์กับการมีอายุที่ยืนยาวขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากเท่านั้น
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ งานวิจัยนี้ไม่ได้ดูแค่ว่าผู้เข้าร่วมออกกำลังกายมากน้อยหรือหนักเบาแค่ไหน แต่ยังลงลึกไปถึงว่าพวกเขาขยับร่างกายมากที่สุดในช่วงไหนของวัน และกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนนั้นสม่ำเสมอแค่ไหนในแต่ละวัน ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่แอคทีฟสุดๆ ในช่วงเช้า และยังคงทำตามตารางเวลานั้นอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ มีสุขภาพหัวใจและปอดที่ดีกว่า แถมยังเดินเหินได้คล่องแคล่วกว่า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการมีสุขภาพดีและพึ่งพาตัวเองได้เมื่ออายุมากขึ้น (Medical News Today) หัวหน้าทีมวิจัยให้ข้อมูลกับ Medical News Today ว่า “เราพบว่าการแอคทีฟที่สุดในช่วงเช้าของวันนั้นสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีกว่า แม้ว่าจะคำนึงถึงปริมาณการออกกำลังกายโดยรวมแล้วก็ตาม” ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า แค่ขยับร่างกายให้มากขึ้นอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ “เวลา” และ “ความสม่ำเสมอ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน
แล้วเรื่องนี้มันสำคัญกับคนไทยเรายังไงล่ะ? ในสังคมไทยยุคนี้ โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไปเยอะ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องอยู่คนเดียว หรืออยู่กับลูกหลานที่ก็ต้องออกไปทำงาน การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงปึ๋งปั๋งเพื่อจะได้พึ่งพาตัวเองได้จึงเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ ภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเรา ตั้งแต่การรวมกลุ่มเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะตอนเช้ามืด ไปจนถึงความนิยมในการรำไทเก๊ก หรือการเดินออกกำลังกายเป็นหมู่คณะของผู้สูงวัยในช่วงเช้าตรู่ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ดูจะเข้ากันได้ดีกับข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เหล่านี้ และเมื่อกระทรวงสาธารณสุขเองก็สนับสนุนโครงการระดับชาติอย่าง “ฟิตอยู่บ้าน” (Fit from Home) หรือ “30 นาทีเพื่อสุขภาพคุณ” การทำความเข้าใจว่าจะปรับเวลาออกกำลังกายให้เหมาะเจาะที่สุดได้อย่างไร ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุชาวไทยได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากกิจกรรมที่ทำ (https://ddc.moph.go.th/uploads/news_attach/25630729164318_ya.pdf)
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของผลการศึกษานี้เข้าไปอีก อายุรแพทย์โรคหัวใจมากประสบการณ์จากศูนย์การแพทย์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ให้ความเห็นว่า ผลวิจัยเหล่านี้อาจนำไปสู่คำแนะนำการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลมากขึ้นในอนาคต โดยไม่ได้ดูแค่ความฟิตของร่างกายหรือประวัติสุขภาพเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงตารางชีวิตประจำวันและแนวโน้มตามธรรมชาติของแต่ละคนด้วย ทีมวิจัยยังตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมอีกว่า การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับจังหวะของร่างกาย หรือที่เรียกว่า “ทำงานไปกับนาฬิกาชีวิต แทนที่จะไปฝืนมัน” สามารถช่วยเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจเมื่อเราอายุมากขึ้น
ถ้ามองในบ้านเรา เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ก็มีวัฒนธรรมการทำกิจกรรมกลางแจ้งตอนเช้ากันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในสวนลุมฯ ตอนฟ้าสาง การปั่นจักรยานตามเลนเฉพาะ หรือแม้แต่การซ้อมมวยไทยตอนเช้าๆ ก่อนแดดจะแรง แต่ถึงอย่างนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังออกกำลังกายกันไม่สม่ำเสมอ อาจจะเพราะชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน การทำงานเป็นกะ หรือปัญหาการจราจรในเมืองที่ทำให้การหาเวลาไปออกกำลังกายตอนเช้าเป็นเรื่องยาก ในทางกลับกัน ชุมชนในต่างจังหวัดหลายแห่งมักจะมีกิจวัตรประจำวันที่เริ่มจากการทำงานบ้านตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งก็อาจจะสะท้อนให้เห็นว่าวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมนั้นมันสอดคล้องกับจังหวะนาฬิกาชีวิตที่เป็นประโยชน์อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เรื่องราวในอดีตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจ คนไทยเราให้ความสำคัญกับกิจกรรมยามเช้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตร หรือการออกไปทำไร่ทำนาตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันจะพ้นขอบฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงกลางวัน วิถีชีวิตแบบนี้ที่ถูกหล่อหลอมมาจากสภาพอากาศและวัฒนธรรม อาจเป็นเหมือนเกราะป้องกันตามธรรมชาติสำหรับคนรุ่นปู่ย่าตายาย และในวันนี้ก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นจากงานวิจัยแบบนี้มายืนยัน
แล้วก้าวต่อไปล่ะ? ทีมวิจัยหลักวางแผนจะต่อยอดงานวิจัยเพื่อศึกษาให้ลึกลงไปอีกว่า ช่วงเวลาในการออกกำลังกายมันส่งผลต่อการนอนหลับ อาการปวด ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจ รวมถึงสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง ประเด็นนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อดูจากอัตราผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ปัญหาการเคลื่อนไหว และโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มผู้สูงอายุชาวไทยที่เพิ่มสูงขึ้น (อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย และกรมการแพทย์) ทีมวิจัยยังเดินหน้าทำการทดลองในห้องแล็บ เพื่อทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งว่า “ช่วงเวลา” มันสำคัญยังไง และทำไมถึงสำคัญในระดับชีวภาพ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเป็นคำแนะนำระดับประเทศ หรือแม้กระทั่งพัฒนาแอปพลิเคชันสุขภาพดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเตือนการออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละคนตามช่วงเวลาได้
สำหรับตอนนี้ ใครที่อยากดูแลสุขภาพหัวใจ และอยากจะยังช่วยเหลือตัวเองได้คล่องแคล่วเมื่ออายุมากขึ้น ก็ลองหันมาใส่ใจดูว่า ไม่ใช่แค่ขยับร่างกายมากน้อยแค่ไหน แต่ “เมื่อไหร่” ที่จะขยับก็สำคัญ ถ้าเป็นไปได้ ลองเริ่มหากิจกรรมทำในช่วงเช้าๆ ของวัน และพยายามทำให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นชิลๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา การไปเต้นแอโรบิกกับกลุ่มเพื่อนบ้านที่ศาลากลางหมู่บ้าน หรือแม้แต่การทำสวนเล็กๆ น้อยๆ ก่อนกินข้าวเช้า การปรับเวลาออกกำลังกายให้เข้ากับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย อาจจะให้ประโยชน์ที่คาดไม่ถึง แต่ถ้าตารางชีวิตมันไม่เอื้ออำนวยจริงๆ แค่เพิ่มการขยับเขยื้อนอะไรก็ได้เข้าไปในชีวิตประจำวันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าตั้งเป้าว่าจะทำให้สม่ำเสมอและเลือกทำตอนเช้าได้ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นไปอีก
สรุปก็คือ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพยายามส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพดี และชะลอการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังต่างๆ งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ก็มาย้ำเตือนเราว่า ไม่ใช่แค่ต้องขยับร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องเลือก “เวลา” ในการขยับอย่างชาญฉลาดด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่พวกเราทุกคน ต่างก็มีส่วนช่วยนำผลวิจัยนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญทั้งกับวิถีปฏิบัติแบบดั้งเดิมและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ไปพร้อมกัน
สำหรับอ่านเพิ่มเติม: