ท่ามกลางยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นประเด็นใหญ่ในกลุ่มคน Gen Z หรือ “ซูมเมอร์” วัยหนุ่มสาว งานวิจัยชิ้นใหม่และประสบการณ์จากชาว Gen Z กลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เผยให้เห็นว่า การกลับมาให้ความสำคัญกับสถาบันศาสนาและครอบครัว ควบคู่กับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย อาจเป็นหนทางสู่ชีวิตที่เปี่ยมสุขยิ่งขึ้น รายงานความสุขโลกปี 2025 (พ.ศ. 2568) ระบุว่า คนหนุ่มสาวอเมริกันวัย 18-29 ปี มีระดับความเป็นอยู่ที่ดีและความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในอันดับที่ 62 จาก 140 ประเทศ ต่ำกว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันโดยรวมที่อยู่ในอันดับ 24 อย่างเห็นได้ชัด ทว่าบทสัมภาษณ์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสุขสวนกระแส กลับชี้ไปที่ทางออกซึ่งอาจดูเหมือนย้อนยุค แต่ได้ผลอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือ การสานสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ การให้ความสำคัญกับความผูกพันใกล้ชิดในครอบครัว และการปลีกตัวออกจากวังวนของโซเชียลมีเดีย (NY Post)
ประเด็นนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณคล้ายคลึงกันในกลุ่มเยาวชน ทั้งความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเสพติดโซเชียลมีเดีย ปัญหาสุขภาพจิต ตลอดจนพลวัตครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในชาติอาเซียนที่เยาวชนใช้โซเชียลมีเดียสูงเป็นอันดับต้นๆ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันบนแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Facebook, Instagram และ TikTok (Statista) ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานถึงภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และความรู้สึกเคว้งคว้างไร้เป้าหมายในชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งของพระพุทธศาสนา ความผูกพันในครอบครัว และวัฒนธรรมของคนหนุ่มสาวที่กำลังปรับเปลี่ยนในสังคมไทย การศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นนี้จึงมอบข้อคิดที่เป็นประโยชน์และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
ข้อค้นพบสำคัญจากบทความ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยด้านสุขภาพจิตโดยรวม ชี้ว่า กลุ่ม Gen Z ที่มีความสุขโดดเด่นกว่าใคร มักตั้งใจจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของตนเอง มีข้อมูลระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาว Gen Z ใช้เวลาถึง 75% ของวันไปกับการบริโภคเนื้อหาดิจิทัล แต่กลุ่มที่มีความสุขกลับมีกลยุทธ์ในการจัดการ เช่น ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น กำหนดช่วงเวลาปลอดมือถือระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน หรือทำ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” เป็นประจำ เพื่อฟื้นฟูสมาธิและรักษาสมดุลทางอารมณ์ ชายหนุ่มชาวอเมริกันผู้มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวแต่กำเนิดเล่าว่า กลยุทธ์นี้ผนวกกับการให้ความสนใจกับวรรณกรรมและการเขียน ช่วยให้เขารักษาทัศนคติเชิงบวกไว้ได้เสมอ เขาอธิบายว่า “ผมพยายามอยู่กับความคิดของตัวเองมากกว่าที่จะปล่อยให้เสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามา… ผมสามารถตัดขาดจากโลกภายนอกได้วันละหลายชั่วโมง”
นักศึกษา Gen Z อีกรายเล่าถึงกิจกรรมประจำกลุ่มเพื่อน คือการนำโทรศัพท์มือถือมากองรวมกันระหว่างมื้ออาหาร พร้อมกติกาว่าใครหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาก่อนจะถูกลงโทษเล็กน้อย ซึ่งเป็นวิธีส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริง ส่วนคนอื่นๆ กล่าวถึงการเขียนบันทึก การฝึกขอบคุณสิ่งรอบตัว และการออกไปใช้เวลานอกบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรม “bed rotting” (การนอนติดเตียงจมจ่อมอยู่กับหน้าจอ) ซึ่งเป็นศัพท์ที่ใช้อธิบายการดูแลตัวเองแบบไม่ลุกไปไหน และมักพบเห็นในกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นจุดร่วมของคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ที่ชีวิตเปี่ยมสุข คือการให้ความสำคัญกับศาสนา ผู้ให้สัมภาษณ์รายหนึ่งเล่าถึงบทบาทของบิดาซึ่งเป็นศาสนาจารย์ (pastor) ว่า “ศรัทธาของฉันมีขึ้นมีลงและเปลี่ยนไปมากเมื่อโตขึ้น แต่มันก็ยังคงเป็นหลักยึดให้ฉันได้เสมอ” สำหรับอีกคน ศาสนาคริสต์ไม่เพียงเป็นเครื่องปลอบประโลมใจยามเผชิญอุปสรรค แต่ยังเป็นเกราะป้องกันแนวคิดสุดโต่งที่มองว่าทุกสิ่งไร้ความหมาย (nihilism) ซึ่งบางครั้งพบได้ในคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอกล่าวว่า “การตระหนักว่าฉันเกิดมาอย่างมีเป้าหมาย ช่วยให้ฉันไม่ถลำลึกลงไปในความสิ้นหวังเช่นนั้น”
ความผูกพันกับชุมชนและครอบครัวเป็นอีกปัจจัยสำคัญของความสุข ผู้ให้สัมภาษณ์รายหนึ่งเผยว่า การที่เธอไม่เผชิญภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลเป็นผลจากการเลี้ยงดูที่ใกล้ชิดกับหลักศาสนา และเล่าว่าการแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงการได้เป็นแม่ ช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย “เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันของฉันหมดไปกับการช่วยเหลือคนอื่น ดูแลครอบครัว และลูกน้อย ฉันคิดว่าปัญหาอันดับหนึ่งของคนรุ่นฉันคือการขาดเป้าหมายในชีวิต”
งานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพรวมของแนวโน้มเหล่านี้ชัดเจนยิ่งขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินควร กับระดับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความเหงา และปัญหาการนอนหลับที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว (PubMed) ในทางตรงกันข้าม การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาหรือจิตวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ การได้รับการสนับสนุนอันเข้มแข็งจากครอบครัว และการมีปฏิสัมพันธ์แบบพบปะเจอหน้ากันบ่อยครั้ง กลับเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงความพึงพอใจในชีวิตและความสามารถในการปรับตัวที่ดี (PubMed) รายงานความสุขโลก (World Happiness Report) เองก็เน้นย้ำว่า การสนับสนุนทางสังคม ความไว้วางใจ และการมีเป้าหมายในชีวิต ล้วนเชื่อมโยงกับระดับความสุขที่สูงขึ้นในทุกช่วงวัย (World Happiness Report 2025)
สำหรับประเทศไทย ผลการวิจัยเหล่านี้สะท้อนภาพที่สอดคล้องกันในหลายมิติ เยาวชนไทยจัดเป็นกลุ่มที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนักหน่วงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกลุ่มอายุ 16-24 ปี ใช้เวลาเฉลี่ยบนโลกออนไลน์มากกว่าวันละ 4 ชั่วโมง (Statista) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศได้ชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมดังกล่าวกับอุบัติการณ์ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในหมู่วัยรุ่นไทย (Bangkok Post) ขณะเดียวกัน ประเพณีทางพระพุทธศาสนาอันแข็งแกร่งของไทย การให้ความสำคัญกับการเจริญสติ และโครงสร้างครอบครัวที่อบอุ่นใกล้ชิด ก็ถือเป็นเกราะป้องกันทางวัฒนธรรมที่สามารถจุดประกายแนวทางการแก้ปัญหาที่สอดรับกับบริบทของภูมิภาคได้ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยได้ให้ทัศนะผ่านสื่อท้องถิ่นเมื่อไม่นานมานี้ว่า “การฝึกสติภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัลสำหรับเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิผล”
อย่างไรก็ดี มีข้อมูลบ่งชี้ว่ากระแสความทันสมัยและอิทธิพลจากโลกตะวันตกกำลังเป็นความท้าทายต่อวิถีครอบครัวและศาสนาแบบดั้งเดิมของไทย โดยเฉพาะในสังคมเมือง วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยระบุว่ารู้สึกห่างเหินจากครอบครัวมากขึ้น ด้วยแรงกดดันจากภาระหน้าที่การงานและการศึกษา อีกทั้งความเป็นเมืองยังทำให้สายสัมพันธ์ในชุมชนลดน้อยถอยลง ผลสำรวจขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ประจำปี 2565 (ค.ศ. 2022) พบว่า วัยรุ่นไทยเกือบครึ่งหนึ่งรู้สึก “เหงาบ้างหรือเหงาตลอดเวลา” (UNICEF Thailand) โดยโซเชียลมีเดียถูกมองว่าเป็นทั้งต้นเหตุและเครื่องมือรับมือกับความเปลี่ยวเหงา ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของเยาวชน แม้จะยังคงสูงเมื่อเทียบกับหลายชาติในซีกโลกตะวันตก แต่ก็มีรายงานว่ามีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในเขตเมือง (Pew Research Center)
ข้อมูลเชิงลึกจากบทความนี้นำเสนอทั้งแง่มุมที่สร้างกำลังใจและความท้าทายสำหรับประเทศไทย ในด้านหนึ่ง ปัจจัยเกื้อหนุนที่ดูเหมือนจะนำความสุขมาสู่ชาว Gen Z อเมริกัน อาทิ การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาหรือจิตวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ ความผูกพันอันแน่นแฟ้นในครอบครัว และการใช้เวลาทำกิจกรรมนอกเหนือจากหน้าจอ ล้วนเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยอยู่แล้ว ความจริงแล้ว การทำบุญ การเข้าร่วมกิจกรรมที่วัด และการดูแลเกื้อกูลกันในครอบครัว เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทยมาช้านานว่าเป็นบ่อเกิดแห่งพลังใจและความสุข นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มศาสนา วัฒนธรรม หรือกีฬา ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดทอนความรู้สึกแปลกแยกในโลกดิจิทัล
ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับประยุกต์ประเพณีดั้งเดิมเหล่านี้ให้สอดรับกับความต้องการของเยาวชนไทยยุคใหม่ ผู้ซึ่งเติบโตมาในยุคดิจิทัลที่ต้องเผชิญกับการเปรียบเทียบทางสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โครงการริเริ่มต่างๆ เช่น ค่าย “ดิจิทัลดีท็อกซ์” ผ่านการปฏิบัติธรรมตามแนวพุทธ การฝึกสติในสถานศึกษา หรือการรณรงค์ “มื้ออาหารปลอดมือถือ” ในครอบครัว ได้เริ่มนำร่องในบางพื้นที่ของประเทศไทยและแสดงให้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกในเบื้องต้นบ้างแล้ว (Bangkok Post) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตยังส่งเสริมให้มีการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างให้เยาวชนมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อและความเข้มแข็งทางใจในการรับมือกับความคิดเห็นเชิงลบบนโลกออนไลน์
เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ยึดแนวทางสายกลาง การปฏิเสธโลกดิจิทัลโดยสิ้นเชิงนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและรู้เท่าทันน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า จิตแพทย์ชาวไทยท่านหนึ่งซึ่งปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐ ให้ข้อสังเกตจากข้อมูลทั้งจากตะวันตกและในประเทศว่า “หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงที่ใช้ออนไลน์ แต่อยู่ที่คุณภาพของความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงและความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า กิจกรรมตามประเพณีของครอบครัว เทศกาลทางศาสนา และมื้ออาหารพร้อมหน้าพร้อมตาสามารถมอบสิ่งเหล่านี้ได้ แม้แต่กับครอบครัวที่มีภารกิจรัดตัวก็ตาม”
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้ปกครองในประเทศไทย ผลการศึกษานี้นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในขั้นต่อไป สถานศึกษาสามารถบูรณาการหลักสูตรการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (social-emotional learning) รวมถึงสุขภาวะดิจิทัล (digital wellness) เข้ากับการเรียนการสอน ชุมชนสามารถริเริ่มโครงการทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ดึงดูดและเป็นมิตรกับเยาวชนมากขึ้น ผู้ปกครองสามารถเป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและฟื้นฟูประเพณีอันดีงามภายในบ้าน สำหรับตัวเยาวชนเอง การฝึกฝนตนเอง เช่น การเขียนบันทึกขอบคุณ การหางานอดิเรกที่ไม่พึ่งพาหน้าจอ การเปิดใจพูดคุยกับผู้ใหญ่ในครอบครัว และการทดลอง “งด” ใช้โซเชียลมีเดียเป็นระยะเวลาสั้นๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ซับซ้อนในการทวงคืนความสุขและเป้าหมายในชีวิตกลับมา
ในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเยาวชนไทย การหวนรำลึกถึงบ่อเกิดแห่งความสุขที่ยั่งยืน อันได้แก่ สายใยความผูกพัน ชุมชน และการพิจารณาใคร่ครวญ สามารถเป็นดั่งแสงส่องนำทาง ประสบการณ์ของเพื่อนร่วมวัยจากต่างแดนเป็นเครื่องย้ำเตือนสำคัญว่า บางครั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมก็ยังคงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง