ทุกวันนี้ คนทั่วโลกหันมาใส่ใจการกินโปรตีนให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพหรือการออกกำลังกาย แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็กำลังต่อสู้หรืออยู่ในช่วงพักฟื้นจากโรคการกินผิดปกติ ซึ่งเป็นเรื่องเปราะบางและส่วนตัวอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นประเด็นที่แวดวงวิชาการและกลุ่มผู้สนับสนุนให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ความท้าทายเหล่านี้ถูกจุดประกายขึ้นในบทความล่าสุดของเว็บไซต์ Autostraddle ชื่อว่า ‘I Want To Eat More Protein Without Triggering My ED’ ซึ่งสะท้อนปัญหาที่คนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสายสุขภาพ กำลังเผชิญอยู่ นั่นคือการหาจุดสมดุลระหว่างเป้าหมายทางโภชนาการกับการดูแลสุขภาพจิต
เมื่อเทรนด์รักสุขภาพและการออกกำลังกายบูมในบ้านเรา การเน้นกินโปรตีนสูงเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ คุมน้ำหนัก หรือดูแลสุขภาพองค์รวม ก็เลยเป็นที่นิยมตามไปด้วย ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินรูปแบบใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่มีประวัติเกี่ยวกับโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorders หรือ ED) การโฟกัสที่สารอาหารหลักอย่างโปรตีนมากเกินไป อาจไปสะกิดความคิดหรือพฤติกรรมเดิมๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพให้กลับมาได้ เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจในสังคมไทย ที่มีทั้งวัฒนธรรมการกินที่เป็นเอกลักษณ์ การกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ค่านิยมเรื่องรูปร่างหน้าตา ผสมกับอิทธิพลกระแสสุขภาพจากโลกตะวันตกที่เข้ามาไม่หยุด
งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชี้ให้เห็นความซับซ้อนของการจัดการเรื่องโภชนาการควบคู่ไปกับการฟื้นตัวจากโรคการกินผิดปกติ ยกตัวอย่างงานวิจัยในวารสาร Nutrients (NCBI Nutrients) ที่พบว่าโรคการกินผิดปกติอย่างอะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (โรคคลั่งผอม) บูลิเมีย เนอร์โวซา (โรคล้วงคอ) และโรคกินไม่หยุด (binge-eating disorder) อาจมีอาการหนักขึ้นได้จากการตั้งกฎเกณฑ์การกินที่เข้มงวดเกินไป หรือการจดบันทึกอาหารอย่างละเอียด แม้จะทำไปด้วยเจตนา “เพื่อสุขภาพ” ก็ตาม โปรตีนมักถูกมองว่าเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยรักษากล้ามเนื้อ เสริมภูมิคุ้มกัน และดีต่อระบบเผาผลาญ แต่พอใครสักคนพยายามจะเพิ่มโปรตีนแบบเป๊ะๆ ทั้งนับกรัม ส่องฉลากละเอียด หรือจำกัดอาหารบางอย่าง พฤติกรรมเหล่านี้อาจไปซ้ำรอยเดิมๆ ของโรคการกินผิดปกติ ทำให้การฟื้นตัวยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ อย่างนักโภชนาการที่ให้คำปรึกษาเรื่องการฟื้นตัวจากโรคการกินผิดปกติ เริ่มหันมาสนับสนุนแนวทางการกินตามสัญชาตญาณ (intuitive eating) กันมากขึ้น นักกำหนดอาหารวิชาชีพหลายท่านที่ให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ ช่วงหลังนี้ ชี้ว่าหัวใจสำคัญคือความยืดหยุ่นและการฟังเสียงร่างกายและอารมณ์ตัวเอง นักกำหนดอาหารคลินิกจากสถานพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกตว่า “สำหรับผู้ที่กำลังฟื้นตัวจากโรคการกินผิดปกติ สิ่งสำคัญคือการกลับมาใส่ใจสัญญาณความหิวและความอิ่มของร่างกาย การได้รับโปรตีนที่เพียงพอสามารถทำได้โดยเคารพความสบายใจและพฤติกรรมการกินตามวัฒนธรรมของแต่ละบุคคล” ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้แนะนำว่าควรนำแหล่งโปรตีนมาผสมผสานในมื้ออาหารประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น อาหารทะเล เต้าหู้ ไข่ และถั่วต่างๆ ที่พบได้ทั่วไปในอาหารไทย โดยไม่ต้องยึดติดกับรายการอาหาร ตาชั่ง หรือแผนการกินที่ตายตัวเป๊ะๆ
จริงๆ แล้ว อาหารไทยบ้านเราหลายอย่างก็มีโปรตีนสูงอยู่แล้ว อย่างเมนูฮิตๆ เช่น ต้มยำกุ้ง ลาบ หรืออาหารจากเต้าหู้หลากหลายเมนูสำหรับสายมังสวิรัติ วิถีการกินแบบไทยเดิมๆ เน้นการแบ่งปันและความพอดี ซึ่งต่างจากแนวคิดตะวันตกที่เน้นเตรียมอาหารแบบนับสารอาหารหลัก (macro count) แต่พอมีโรงยิม อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนส และการตลาดอาหารเสริมผุดขึ้นในเมืองมากขึ้น ความอยากจะเป๊ะเรื่องโปรตีนทุกกรัมก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งบางทีก็ต้องแลกกับสุขภาพจิตที่อาจจะแย่ลง
กำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบข้างเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือแม้แต่แอคเคาท์โซเชียลมีเดียต่างๆ ก็เริ่มหันมาใส่ใจประเด็นที่เป้าหมายทางโภชนาการมาเจอกับการฟื้นตัวจากโรคการกินผิดปกติ ที่ปรึกษาจากศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งเล่าว่า “เราพบว่าคนหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่จำนวนมากขึ้นกำลังเจอปัญหาในการหาจุดสมดุลระหว่างความอยากสุขภาพดีกับปัจจัยที่อาจไปกระตุ้นโรคการกินผิดปกติที่เคยเป็น สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับความปรารถนาที่จะมีสุขภาพดีของพวกเขา แต่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่กดดัน”
แนวทางปฏิบัติสากลจากองค์กรอย่าง Academy for Eating Disorders (AED Guidelines) ก็ไม่แนะนำให้ติดตามหรือแปะป้ายอาหารอย่างเข้มงวดในช่วงฟื้นตัว แต่เน้นความหลากหลายของอาหาร ความยืดหยุ่น และโภชนาการที่ใส่ใจความรู้สึก ซึ่งเป็นหลักการที่เข้ากันได้ดีกับความหลากหลายของอาหารไทยเลย
ในอนาคต การนำความรู้ด้านสุขภาพจิตมาผสมผสานกับโปรแกรมโภชนาการ การเรียนการสอนในโรงเรียน และการรณรงค์ด้านสาธารณสุขในบ้านเรา จะสำคัญมากในการช่วยลดทั้งการตีตราคนที่มีภาวะการกินผิดปกติ และลดความเสี่ยงที่จะกลับไปมีอาการซ้ำสำหรับคนที่อยากปรับเปลี่ยนการกิน นอกจากนี้ ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์เรื่องการกินที่ผิดปกติในกลุ่มคนไทยโดยเฉพาะตามบริบทวัฒนธรรมบ้านเรา โดยเฉพาะเมื่อคำแนะนำเรื่องอาหารจากทั่วโลกทะลักเข้ามาในชีวิตประจำวันผ่านช่องทางออนไลน์
สำหรับคนไทยที่อยากเพิ่มโปรตีนโดยไม่ให้กระทบการฟื้นตัวจากโรคการกินผิดปกติ มีวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ เช่น ลองกินอาหารโปรตีนที่เราคุ้นเคยจากสูตรอาหารของครอบครัว เลี่ยงกฎเกณฑ์การกินที่เน้นแต่สารอาหารหลักอย่างเดียว และถ้าไม่สบายใจก็ขอความช่วยเหลือจากคนที่เราไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญ เหนือสิ่งอื่นใด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหาร โดยยึดหลักความพอดี การมีสติ และความสุขในการกินร่วมกันแบบไทยๆ นี่แหละ คือต้นแบบที่ดีของการกินเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี
สำหรับแหล่งข้อมูลและการสนับสนุนผู้มีภาวะการกินผิดปกติในไทย สามารถปรึกษาศูนย์สุขภาพจิตชุมชน คลินิกเอกชนที่มีนักบำบัดทางโภชนาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น กรมสุขภาพจิต (Mental Health Thai) การเปิดใจคุยกันและใส่ใจเรื่องโภชนาการอย่างอ่อนโยน จะช่วยให้แต่ละคนสามารถเติบโตได้ดีทั้งร่างกายและจิตใจในระยะยาว