วงการทันตกรรมกำลังตื่นตัว! งานวิจัยล่าสุดชี้ อันตรายแฝงในพฤติกรรม ‘เฮลตี้’ ที่หลายคนมองข้าม งานวิจัยเน้นไปที่เรื่องกิน-เรื่องไลฟ์สไตล์ ที่แม้จะแปะป้ายว่า ‘ดีต่อสุขภาพ’ แต่กลับค่อยๆ กัดกร่อนสุขภาพปากและฟันของเรา ล่าสุด ทันตแพทย์องค์รวมชื่อดังท่านหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์กับ DailyMail.com จนกลายเป็นไวรัล ออกมาตีแผ่ว่ากิจวัตรประจำวันบางอย่าง ตั้งแต่การจิบน้ำมะนาวเพลินๆ ไปจนถึงการปั่นสมูทตี้ผักใบเขียว อาจทำเอาสายสุขภาพทั้งชาวไทยและทั่วโลกต้องสะดุ้ง กับความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน ทั้งเคลือบฟันสึกกร่อน และฟันผุถามหาได้ง่ายขึ้น
สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย เทรนด์การกินอาหารคลีนๆ และกระแสรักสุขภาพ อย่างการดื่มน้ำผักผลไม้สกัดเย็น หรือการกินผลไม้อบแห้ง กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้ว ซึ่งก็เข้ากันดีกับกระแสดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่กำลังมาแรงทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ทว่า งานวิจัยชิ้นนี้กลับมาชี้เปรี้ยงว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่ดูดีมีสไตล์บนหน้าฟีดไอจีของเหล่าอินฟลูฯ สายคลีน จะดีต่อสุขภาพฟันเสมอไปนะ
ทันตแพทย์ผู้ให้สัมภาษณ์ (ซึ่งขออ้างอิงตำแหน่งตามหลักการนำเสนอข่าว) เปิดเผยว่า สังคมเราเต็มไปด้วย ‘พฤติกรรมดูดีต่อสุขภาพ’ ที่แท้จริงแล้วกำลังค่อยๆ บั่นทอนความแข็งแรงของฟันเราแบบเงียบๆ ตัวการหลักๆ ก็เช่น การจิบเครื่องดื่มฤทธิ์กรดตลอดวัน (อย่างน้ำมะนาว) การกินผลไม้อบแห้งเป็นของว่างเป็นประจำ (เช่น ลูกเกด) การดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หรือเครื่องดื่มชูกำลัง และการกินขนมแป้งเยอะที่เน้นขายเด็กๆ กระทั่งพฤติกรรมแก้เครียดอย่างการกัดเล็บ หรือปัจจัยไลฟ์สไตล์อย่างการนอนน้อย ก็กำลังถูกเพ่งเล็งถึงผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากด้วยเหมือนกัน
ทันตแพทย์ท่านเดิมกล่าวเสริมว่า “หลายคนอาจต้องช็อกเมื่อรู้ว่ามีพฤติกรรมเฮลตี้มากมายที่ทำไปเพราะหวังดี แต่กลับกลายเป็นตัวการเงียบที่ทำลายรอยยิ้มสวยๆ ของคุณ สุขภาพไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน และช่องปากของคุณมันฟ้องได้นะว่าคุณกำลังตามเทรนด์หรือยึดหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ ถ้าอยากให้ฟันแข็งแรงอยู่กับเราไปนานๆ ก็ต้องดูแลปกป้องฟันให้เหมือนเป็นอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจ”
เมื่อเจาะลึกดูรายละเอียด จะพบว่าอาหารและกิจวัตร ‘เพื่อสุขภาพ’ บางอย่าง ก็แฝงความเสี่ยงเฉพาะตัวเอาไว้ ดังนี้
- น้ำมะนาวดีท็อกซ์ยอดฮิต: แม้จะเคลมกันว่าช่วยล้างพิษ แต่การจิบน้ำมะนาวบ่อยๆ ทำให้ฟันต้องแช่อยู่กับกรดทั้งวัน เป็นการเร่งให้เคลือบฟันสึกกร่อนเร็วขึ้น ทันตแพทย์อธิบายว่า “ฟันเราน่ะแข็งแรงก็จริง แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อาบกรดผลไม้ตลอด 24 ชั่วโมงนะ”
- สมูทตี้ผักใบเขียวสายคลีน: ผักโขมดิบ ส่วนผสมยอดฮิตในสมูทตี้หลายสูตร มีสารออกซาเลตสูงปรี๊ด ซึ่งสารตัวนี้จะไปจับกับแคลเซียม ถ้าไม่เติมแคลเซียมเข้าไปเสริมทัพ ออกซาเลตอาจดึงแร่ธาตุออกจากฟันเราดื้อๆ ทำให้ฟันอ่อนแอและผุง่ายขึ้น ทันตแพทย์เรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า “ภาพลวงตาอาหารสุขภาพ” (health halo effect) หรือการที่อาหารดูดีมีประโยชน์จนเรามองข้ามโทษของมันไป
- ผลไม้อบแห้ง (เช่น ลูกเกด) ของว่างยอดนิยม: ถึงจะถูกยกให้เป็นของว่างมีประโยชน์ แต่ผลไม้อบแห้งนี่แหละตัวดี ทั้งเหนียว น้ำตาลก็เข้มข้น แถมชอบเกาะติดฟัน ทำให้เสี่ยงฟันผุมากกว่าเดิม ทันตแพทย์ชี้ว่า ถ้าพูดถึงเรื่องทำให้ฟันผุ ลูกเกดนี่อาจจะ “ร้ายกว่าช็อกโกแลตแท่งบางยี่ห้อด้วยซ้ำไป”
- เครื่องดื่มเกลือแร่และชูกำลังหลังออกกำลังกาย: ถึงจะโฆษณาว่าเป็นเครื่องดื่มคู่กายนักกีฬาหลังออกกำลังกาย แต่หลายยี่ห้อ แม้แต่สูตรแคลต่ำหรือที่อ้างว่า “จากธรรมชาติ” ก็ยังมีความเป็นกรดสูงปรี๊ด สามารถละลายแร่ธาตุจากผิวฟันเราได้โดยตรงเลยทีเดียว
- ขนมขบเคี้ยวแป้งขัดขาวของโปรดเด็กๆ: ขนมฮิตๆ อย่างแครกเกอร์รสชีส จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลอย่างไว เกาะติดหนึบตามซอกฟัน กลายเป็นอาหารชั้นเลิศของแบคทีเรียตัวร้ายที่ทำให้ฟันผุ ปัญหานี้เจอบ่อยในเด็กๆ ที่อาจจะยังดูแลความสะอาดในช่องปากได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- การกัดเล็บแก้เบื่อ/แก้เครียด: พฤติกรรมเผลอๆ แบบนี้ อาจทำให้เกิดรอยร้าวเล็กๆ ที่เคลือบฟัน ทำให้เกราะป้องกันฟันชั้นนอกค่อยๆ อ่อนแอลง และอาจเสียหายหนักขึ้นในระยะยาวได้
- นอนน้อย แถมหายใจทางปากตอนกลางคืน: การนอนหลับสำคัญต่อสุขภาพองค์รวมก็จริง แต่การที่น้ำลายผลิตน้อยลงบวกกับการหายใจทางปากตอนนอน ทำให้ปากแห้งผาก กลายเป็นสวรรค์ของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุและโรคเหงือก หนึ่งในวิธีแก้ที่หมอแนะนำคือ “การใช้เทปปิดปากตอนนอน” เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้เราหายใจทางจมูก ป้องกันปากแห้ง และปกป้องสุขภาพช่องปากยามค่ำคืน
สำหรับคนไทย เรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวและน่าคิดไม่น้อย จริงอยู่ที่ช่วงสิบปีมานี้ คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพส่วนบุคคลกันมากขึ้นเยอะ ได้อิทธิพลจากความเป็นเมืองและเทรนด์สุขภาพโลก แต่เรื่องสุขภาพช่องปากกลับยังเป็นโจทย์ยากที่แก้ไม่ตก ข้อมูลสำรวจระดับประเทศฟ้องว่า ปัญหาทั้งอาการเสียวฟัน ฟันผุที่ไม่เคยรักษา และโรคเหงือก ยังคงพบได้ดาษดื่น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงวัย (สภาทันตแพทย์, กระทรวงสาธารณสุข) ขนมผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่มหวานเจี๊ยบ และอาหารแปรรูปแป้งเยอะ ก็ยังเป็นขาประจำในอาหารกลางวันโรงเรียนและสินค้าเกลื่อนร้านสะดวกซื้อทั่วไทย
เหล่าทันตแพทย์ไทย รวมถึงผู้เกี่ยวข้องจากทันตแพทยสมาคมฯ และคณาจารย์จากคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยดังๆ ต่างก็ออกมาส่งเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงจากน้ำตาลและกรดที่แฝงตัวในขนมและเครื่องดื่มมานานนมแล้ว แต่พอเทรนด์ ‘สุขภาพดี’ จากฝรั่งบวกกับธุรกิจเวลเนสกำลังบูม ความเสี่ยงที่สุขภาพช่องปากจะถูกบั่นทอนก็อาจจะยิ่งสูงปรี๊ด โดยเฉพาะเมื่อสายสุขภาพชาวไทยรับเอาแนวปฏิบัติจากเมืองนอกมาใช้ดื้อๆ โดยไม่มีคำแนะนำที่เข้ากับบ้านเรา ตัวอย่างชัดๆ คือ การฮิตกินน้ำผักผลไม้สกัดเย็นและสมูทตี้โบวล์ตามคาเฟ่เก๋ๆ ทั่วกรุงฯ อาจจะกำลังเร่งอัตราเคลือบฟันสึกในหมู่คนเมืองแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว (Bangkok Post)
ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ถ้าอยากปกป้องรอยยิ้มสวยให้อยู่กับเรานานๆ ความรู้และความพอดีคือหัวใจสำคัญ “การจะเลือกอะไรที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ ต้องดูบริบทด้วย เพราะเรื่องอาหารการกิน พฤติกรรม และการดูแลช่องปากของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน” อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทัศนะ โดยอ้างอิงข้อมูลวิจัยทั้งจากต่างประเทศและในบ้านเรา “เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือความรู้ การตรวจฟันสม่ำเสมอ และการใส่ใจเรื่องกินการอยู่โดยอิงหลักฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตามกระแส”
ถ้ามองภาพใหญ่ในระดับภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เขาเริ่มผนวกความรู้สุขภาพช่องปากเข้าไปในหลักสูตรโรงเรียนและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพชุมชนกันแล้ว โดยเน้นทั้งพฤติกรรมสุขภาพแบบเดิมๆ และเทรนด์ใหม่ๆ บ้านเราเองก็น่าจะได้รับประโยชน์ไม่น้อย หากมีการรณรงค์สร้างความเข้าใจในวงกว้างให้มากขึ้น เพื่อตีแผ่ปรากฏการณ์ “ภาพลวงตาอาหารสุขภาพ” ช่วยให้คนไทยแยกแยะได้ว่าอะไรคือเฮลตี้จริง อะไรคือแค่กระแสที่ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี
แล้วถ้าสงสัยว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยเซฟฟันสวยๆ โดยไม่ต้องทิ้งกิจวัตรเฮลตี้ที่ชอบไปซะหมด ทันตแพทย์ก็มีคำแนะนำง่ายๆ ที่ทำได้จริงสำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัย มาฝากกัน
- จำกัดการดื่มเครื่องดื่มฤทธิ์กรด หรือถ้าจะดื่ม ก็ให้ดื่มพร้อมมื้ออาหารไปเลย ใช้หลอดดูดซะหน่อย แล้วบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าตามทุกครั้ง จะช่วยลดการสัมผัสกรดที่ฟันได้เยอะ
- เติมอาหารแคลเซียมสูง (เช่น นม โยเกิร์ต หรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม) ลงในสมูทตี้ผักใบเขียว เพื่อช่วยลดฤทธิ์ของสารออกซาเลต
- หันมากินผลไม้สดแทนผลไม้อบแห้ง และเลี่ยงขนมเหนียวๆ ติดฟันที่ชอบกินจุบจิบระหว่างมื้อ
- อ่านฉลากเครื่องดื่มเกลือแร่และชูกำลังให้ดีก่อนดื่ม และถ้าเลือกได้ ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด
- สนับสนุนให้เด็กๆ กินขนมที่ทำจากธัญพืชไม่ขัดสี หรือผ่านการแปรรูปน้อยๆ เข้าไว้
- พยายามจัดการกับพฤติกรรมเผลอๆ อย่างการกัดเล็บ ลองหากิจกรรมอื่นทำแทนดู
- ใส่ใจเรื่องสุขอนามัยการนอนให้มากขึ้น และถ้ามีปัญหาปากแห้งตอนนอน อาจลองใช้อุปกรณ์ช่วยให้หายใจทางจมูก
- แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์วันละ 2 ครั้ง และไปหาหมอฟันตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ อย่าให้ขาด
ในขณะที่เทรนด์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีกำลังเบ่งบานไปทั่วไทย การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างรู้เท่าทันและสมดุล จะช่วยให้รอยยิ้มของคนไทยสดใสรับอนาคตที่สดใสของชาติ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คนไทยสามารถหาความรู้เรื่องสุขภาพช่องปากได้ฟรีๆ จากแหล่งข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข หรือเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากใกล้บ้านได้เลย (สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)
ความรู้คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด จำไว้เสมอว่าแม้แต่พฤติกรรมที่เฮลตี้สุดๆ ก็ควรจะดีต่อร่างกายโดยรวมจริงๆ รวมถึงสุขภาพฟันของเราด้วย ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคือการดีท็อกซ์ ฟิตหุ่น หรือกินคลีน การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ อย่างใส่ใจ จะช่วยให้คุณแฮปปี้กับการเดินทางสู่สุขภาพดี แถมยังมีรอยยิ้มสวยใสไร้ฟันผุอีกด้วย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Daily Mail, กระทรวงสาธารณสุข, Bangkok Post, สภาทันตแพทย์