งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ และประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่จริง กำลังตีแผ่ให้เห็นถึงภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่น่ามีพิษมีภัย แต่กลับซ่อนความเสี่ยงร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพและความปลอดภัยไว้อย่างคาดไม่ถึง รายงานฉบับล่าสุดที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทั้งแพทย์ หน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ได้ชี้ให้เห็นถึง 19 กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เรามักทำกันเป็นปกติจนมองข้ามไป ทั้งๆ ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ หรือแม้แต่ภัยอันตรายที่รุนแรงกว่าที่คิด ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไทยที่ใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ที่ไม่ต่างจากสากล (Yahoo! Lifestyle)
หลายครั้งที่เราทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันไปตามความสะดวก ความเคยชินที่ทำต่อๆ กันมา หรือบางทีก็เพราะความไม่รู้ ทำให้เราเผลอมองข้ามความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ได้ง่ายๆ งานวิจัยชิ้นนี้จึงยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย ที่ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณี การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง และวิถีชีวิตดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ล้วนเป็นปัจจัยที่บางครั้งอาจยิ่งเสริมให้ภัยเงียบเหล่านี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
หนึ่งในภัยใกล้ตัวที่พบบ่อยและมักถูกประเมินค่าต่ำเกินไป คือพฤติกรรมเสี่ยงขณะขับขี่ยานพาหนะ ตัวอย่างเช่น อารมณ์หัวร้อนบนท้องถนน ที่อาจบานปลายจากแค่การกระทบกระทั่งเล็กน้อยไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ โดยมีงานวิจัยชี้ชัดว่าพฤติกรรมการขับขี่แบบก้าวร้าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถิติอุบัติเหตุที่เพิ่มสูงขึ้น (NCBI) เช่นเดียวกัน การฝืนขับรถทั้งที่ร่างกายอ่อนเพลีย ก็อันตรายไม่แพ้การเมาแล้วขับ เพราะความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจจะลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย ประเด็นนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (องค์การอนามัยโลก) ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของการพักผ่อนให้เพียงพอก่อนจับพวงมาลัยทุกครั้ง
กิจกรรมยามว่างและงานบ้านทั่วไปก็มีมุมอันตรายซ่อนอยู่เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาระบุว่า การละเลยการสวมแว่นตานิรภัยขณะทำสวนหรือทำงานช่างเล็กๆ น้อยๆ บริเวณบ้าน เป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บทางดวงตาที่รุนแรง ซึ่งพบเห็นได้บ่อยครั้งจากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกตาเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูทำสวน คำเตือนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งสำหรับคนเมืองและคนในชนบทของไทย ซึ่งการทำงานกลางแจ้งรอบบ้านถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภัยใกล้ตัวอีกอย่างคือการใช้ยาสามัญประจำบ้านเพื่อบรรเทาอาการหวัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมเตือนว่า การใช้ยาหลายขนานพร้อมกันอาจทำให้ร่างกายได้รับยาเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอล ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปในประเทศไทย
นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังยืนยันตรงกันว่า การไม่เข้ารับวัคซีนตามกำหนด ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยงต่อโรคที่สามารถป้องกันได้ และอาจนำไปสู่การระบาดของโรคในวงกว้าง ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นจากข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย การรณรงค์ด้านสาธารณสุขในประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับปัญหาความลังเลใจในการรับวัคซีนอยู่เนืองๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในระดับโลก ที่คำแนะนำทางการแพทย์ซึ่งน่าเชื่อถือมักถูกบดบังด้วยข้อมูลออนไลน์ที่ขาดการตรวจสอบ (Bangkok Post) คำเตือนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ยังได้ออกมาเตือนถึงพฤติกรรมที่ดูผิวเผินเหมือนไม่มีอะไรน่าห่วง เช่น การหยุดยาเองก่อนแพทย์สั่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยทั้งในโลกตะวันตกและในเอเชีย การหยุดยาปฏิชีวนะกลางคันอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยา และทำให้อาการป่วยกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงกว่าเดิมได้ หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้กับยารักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น การหยุดยาลดความดันโลหิตเองตามอำเภอใจ มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะหัวใจล้มเหลว (CDC)
สำหรับเรื่องครอบครัวและการดูแลเด็กเล็ก ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึงอันตรายจากการนอนเตียงเดียวกับทารก เรื่องราวสะเทือนใจจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉินยิ่งตอกย้ำข้อมูลที่ว่า ภาวะขาดอากาศหายใจและการเสียชีวิตของทารกขณะนอนหลับ อาจมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่หลายครอบครัวปฏิบัติกันจนเป็นเรื่องปกติ ในสังคมไทย ที่การนอนรวมกันของสมาชิกในครอบครัวถือเป็นเรื่องปกติ คำเตือนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ และเป็นการย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการจัดท่านอนที่ปลอดภัยสำหรับทารกจากกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด (Thai PBS)
ภัยอันตรายทางกายภาพภายในบ้านยังคงแฝงอยู่ในกิจกรรมธรรมดาๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึง การปีนป่ายบนเก้าอี้ที่ไม่มั่นคงเพื่อเปลี่ยนหลอดไฟหรือแขวนผ้าม่าน อาจนำไปสู่อุบัติเหตุและการบาดเจ็บรุนแรงได้ สถิติจากโรงพยาบาลทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ชี้ว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินจำนวนไม่น้อยที่บาดเจ็บจากการพลัดตกจากเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมีความเปราะบางสูง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การพลัดตกหกล้มเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับสถานการณ์สังคมผู้สูงวัยในประเทศไทยเช่นกัน (CDC)
ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นถึงการใช้คอตตอนบัด (สำลีก้าน) อย่างผิดวิธี หลายคนนิยมใช้เพื่อทำความสะอาดช่องหู แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา (หู คอ จมูก) รายงานว่าพบผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการหูติดเชื้อรุนแรงซ้ำๆ จากการใช้คอตตอนบัดทำความสะอาดบ่อยเกินไปหรือแยงเข้าไปลึกเกินไป ซึ่งการติดเชื้อดังกล่าวหากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ในบริบทของคนไทย ที่นิยมใช้คอตตอนบัดหลังอาบน้ำหรือว่ายน้ำ การสื่อสารด้านสาธารณสุขอาจจำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องสุขอนามัยของช่องหูที่ถูกต้องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในปัจจุบันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อจริง อายุ หรือตำแหน่งที่อยู่ อาจนำไปสู่การติดต่อจากบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี และภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ สำหรับผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทย ความกังวลนี้ยิ่งทวีคูณ เมื่อพิจารณาจากสถิติการใช้โซเชียลมีเดียที่สูงมากในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นไทย (Bangkok Post) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) และสร้างความตระหนักถึงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างระมัดระวัง
สุขภาพช่องปากและฟันก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องใส่ใจ การละเลยการทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ หรือการเพิกเฉยต่ออาการปวดฟันที่ผิดปกติ อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรง หรือในบางกรณีอาจลุกลามจนกลายเป็นการติดเชื้อในระบบร่างกายได้ สมาคมทันตแพทย์ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยได้ออกมาเตือนอยู่เสมอว่า การติดเชื้อในช่องปากที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพฟันโดยตรงเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์ และทำให้อาการของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ทรุดหนักลงได้อีกด้วย (PubMed)
ภัยอันตรายอีกกลุ่มหนึ่งมาจากเทคโนโลยีใหม่ๆ และกิจกรรมสันทนาการสมัยนิยม ตัวอย่างเช่น การใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ ก็เริ่มก่อให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะคล้ายคลึงกับที่พบในหลายเมืองของยุโรป ลักษณะการบาดเจ็บมีตั้งแต่รอยถลอกฟกช้ำเล็กน้อยไปจนถึงขั้นสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หรือกระดูกหัก ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งความเร็วในการขับขี่และการขาดอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม มาตรการกำกับดูแลที่ยังไม่ครอบคลุมในประเทศไทย ประกอบกับสภาพการจราจรบนทางเท้าที่ค่อนข้างหนาแน่น ทำให้ประเด็นเรื่องแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยและมาตรการเชิงนโยบายที่จำเป็น กลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน
ความปลอดภัยทางน้ำยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลอยู่เสมอ การวางใจให้เสื้อชูชีพหรืออุปกรณ์ช่วยลอยน้ำดูแลเด็กๆ เพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่ความประมาทได้ ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผู้ใหญ่ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนว่ายน้ำอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจมน้ำที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ และปัจจุบันสระว่ายน้ำส่วนตัวก็เป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มครอบครัวคนเมือง การให้ความรู้และสร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัยทางน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด (WHO)
ความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับฤดูกาล แม้จะไม่เด่นชัดนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็มีข้อมูลสะท้อนจากงานวิจัยทั่วโลกเกี่ยวกับอันตรายจากการออกแรงอย่างหนักในกิจกรรมบางอย่าง เช่น การตักหิมะในต่างประเทศ ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับอัตราการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันและการบาดเจ็บที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าหิมะจะไม่ใช่ปัจจัยที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญ แต่หลักการเรื่องความระมัดระวังในการทำงานหนักที่ไม่คุ้นเคย หรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากเกินกำลัง ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้กับกิจกรรมในบริบทของไทย เช่น การขนย้ายของหนัก หรือการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ในช่วงก่อนเทศกาลสำคัญต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีภัยอันตรายอื่นๆ ที่ควรระวัง เช่น การเก็บรักษาอาวุธปืนในบ้านอย่างไม่ปลอดภัย (ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าในประเทศที่มีอัตราการครอบครองปืนสูงโดยทั่วไป) การละเลยสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (ซึ่งปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักและมีคลินิกเฉพาะทางด้านการนอนหลับในไทยมากขึ้น) และพฤติกรรมการเดินป่าที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อควรระวังสำหรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว เนื่องจากประเทศไทยมีเส้นทางเดินป่าที่สวยงามแต่ก็มีความท้าทายอยู่หลายแห่ง
คำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญที่ปรากฏในรายงานต้นทาง เช่น “การเอาชนะคะคานบนท้องถนนไม่เคยส่งผลดีกับใคร” และคำวิงวอนของบุคลากรทางการแพทย์ที่ขอให้ผู้ป่วยใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนครบกำหนด ล้วนสะท้อนประเด็นสำคัญเดียวกันคือ ความมั่นใจในตนเองที่มากเกินไป ประกอบกับการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง มักนำไปสู่อันตรายที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้ ดังเช่นที่เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉินท่านหนึ่งได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดจากการนอนร่วมเตียงกับทารก ว่า “ไม่มีพ่อแม่คนไหนตั้งใจจะทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตจากการนอนทับโดยไม่รู้ตัว” ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าเพียงแค่ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการปกป้องดูแลเด็ก
หน่วยงานสาธารณสุขในระดับท้องถิ่น แพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุขของไทย ก็ได้แสดงความห่วงใยในประเด็นลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข เคยกล่าวเตือนว่า ความเชื่อและพฤติกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางการสร้างเสริมความปลอดภัยที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อาจเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการรณรงค์ป้องกันการบาดเจ็บและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชุมชน จากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้ให้ทัศนะว่า “การปรับเนื้อหาสารด้านสุขภาพให้สอดรับกับบริบททางวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด สิ่งที่ใช้ได้ผลในสังคมหนึ่ง อาจไม่ได้ผลในอีกสังคมหนึ่ง หากเนื้อหานั้นไม่สามารถหยั่งรากลึกลงไปในความคุ้นเคยและโครงสร้างความไว้วางใจของคนในชุมชนนั้นๆ ได้”
ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ทำให้การรณรงค์ด้านสาธารณสุขไม่เพียงแต่ต้องมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงเฉพาะหน้าในชีวิตประจำวันเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงบริบทที่กว้างขึ้นด้วย เช่น การประยุกต์ใช้หลักสติในพระพุทธศาสนา ลักษณะโครงสร้างครอบครัวขยายที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอุปกรณ์ความปลอดภัยระหว่างสังคมเมืองและชนบท รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วของประเทศ
สำหรับทิศทางในอนาคต แนวทางการพัฒนาที่เป็นไปได้รวมถึง การบูรณาการองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยเข้าไปในหลักสูตรสุขศึกษาของไทยให้เข้มข้นยิ่งขึ้น การส่งเสริมการสื่อสารข้อมูลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านช่องทางดิจิทัลยอดนิยมอย่าง LINE และ Facebook รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุขกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและจัดการกับข้อมูลเท็จที่เป็นอันตรายบนโลกออนไลน์ นอกจากนี้ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บและการรายงานภัยเงียบในครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะช่วยให้การวางแผนจัดการความปลอดภัยสาธารณะเป็นไปอย่างมีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับผู้อ่านทุกท่านและทุกครอบครัวทั่วประเทศไทย ข้อคิดสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีคือ การลองหยุดพิจารณาและประเมินความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ในกิจวัตรประจำวันของตนเอง และหมั่นตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือก่อนที่จะทำตามความเคยชินหรือพฤติกรรมเดิมๆ ต่อไป ตัวอย่างเช่น ควรเลือกใช้บันไดที่มั่นคงแทนการปีนเก้าอี้ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนครบ ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ จัดสรรเวลาสำหรับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำ และใช้อินเทอร์เน็ตด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ควรให้ความสำคัญกับความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) ไม่น้อยไปกว่าความปลอดภัยทางร่างกาย และส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอกระหว่างสมาชิกในครอบครัวต่างวัย เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่เคยทำกันมากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน
นอกจากนี้ การขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงการเข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและความปลอดภัยในบ้าน ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ควรขอคำแนะนำทางการแพทย์ไม่เพียงแต่เมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคำแนะนำเพื่อการดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลและคลินิกส่วนใหญ่ในประเทศไทยยินดีให้คำปรึกษาเชิงป้องกันอยู่แล้ว ขอเพียงเปิดใจรับฟังคำแนะนำด้านความปลอดภัยใหม่ๆ และอย่าให้ความคุ้นชินหรือธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ มาเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เพราะดังที่งานวิจัยและประสบการณ์จากผู้ที่ทำงานหน้างานได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า “เรื่องเล็กน้อย” เหล่านี้ แท้จริงแล้วสำคัญกว่าที่เราคาดคิดไว้มาก
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ทั้งจากแหล่งข้อมูลในระดับโลกและของประเทศไทย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ แผนกสุขภาพของ Bangkok Post องค์การอนามัยโลก (WHO) และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)