ในภาวะที่ยอดผู้ป่วยมะเร็งพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา คำแนะนำล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ซึ่งรวบรวมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งชั้นนำท่านหนึ่งผ่านบทความในวอชิงตันโพสต์ ยิ่งตอกย้ำผลการศึกษาวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างวิถีชีวิตและการป้องกันโรค กับผลลัพธ์ในการลดความเสี่ยงมะเร็ง ข้อแนะนำเหล่านี้มีงานวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศรองรับ ประกอบกับประสบการณ์จริงของแพทย์ในไทย และยิ่งทวีความสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองและโครงการวัคซีนใหม่ๆ กำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในประเทศไทย
มะเร็งถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สร้างภาระหนักอึ้งให้ประเทศไทยอย่างยิ่ง มีผู้ป่วยใหม่และผู้เสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละปี ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มะเร็งครองแชมป์สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยพรากชีวิตผู้คนไปมากกว่า ๘๐,๐๐๐ รายต่อปี (UICC) ในขณะที่แนวทางการแพทย์เริ่มมุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ผู้อ่านชาวไทยจึงมีโอกาสทองในการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนอาหารการกิน การออกกำลังกาย ไปจนถึงการตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีน ซึ่งล้วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้อย่างเห็นผล
จากผลการวิจัยล่าสุด บทความ “จะลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างไร? นี่คือสิ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งกล่าวไว้” (Washington Post, 2025) ได้กลั่นกรองเอาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ สรุปเป็น ๑๑ แนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ ดังนี้:
๑. เพิ่มผักผลไม้ในทุกมื้อ งานวิจัยชิ้นใหญ่ในยุโรปที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า ๒๗,๐๐๐ คน พบว่าการกินผักตระกูลกะหล่ำ (เช่น กะหล่ำปลี บรอกโคลี กะหล่ำดอก) ในปริมาณมาก ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ถึง ๖ ชนิด ส่วนผลไม้ก็ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ถึง ๗ ชนิด (Washington Post) ผักส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพวกที่มีกากใยสูง ล้วนมีส่วนช่วยป้องกันโรค ซึ่งสอดรับกับวัฒนธรรมอาหารไทยแต่ดั้งเดิมที่เน้นผักและสมุนไพรเป็นหลัก
๒. เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช ดีกว่าเนย ข้อมูลจากการศึกษา Nurses’ Health Study ในสหรัฐฯ ชี้ว่าการกินเนยบ่อยๆ สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งที่สูงขึ้น ขณะที่น้ำมันจากพืชอย่างน้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลา กลับช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ อาหารไทยส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันพืชเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การหันมาเน้นใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น น้ำมันมะกอก จึงสอดคล้องทั้งกับภูมิปัญญาดั้งเดิมและข้อมูลวิทยาศาสตร์ยุคใหม่
๓. ลดเนื้อแดง เนื้อแปรรูป เลี่ยงปิ้งย่างบ่อยๆ มีหลักฐานชัดเจนว่าเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปสัมพันธ์โดยตรงกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการปรุงอาหารด้วยความร้อนสูง (เช่น หมูกระทะ อาหารปิ้งย่างยอดฮิตของคนไทย) ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง การปรับลดความถี่และเปลี่ยนวิธีการปรุง รวมถึงหันไปกินไก่หรือโปรตีนจากพืชแทน จะสอดรับกับผลวิจัยใหม่ๆ มากกว่า
๔. ลดหวาน ลดอาหารแปรรูปจ๋า ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากอังกฤษและอีกหลายประเทศ ชี้ว่าเครื่องดื่มรสหวานจัดและ “อาหารแปรรูปขั้นสุด” (ultra-processed foods) อย่างมันฝรั่งทอด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม และขนมซองต่างๆ ล้วนเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งที่สูงขึ้น แม้ร้านสะดวกซื้อในไทยจะมีสินค้ากลุ่มนี้วางขายละลานตา แต่การลด ละ เลี่ยง จะให้ผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก
๕. ปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวี กว่า ๗๕% ของผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังทั่วโลกมีสาเหตุมาจากการสัมผัสรังสียูวี ไม่ว่าจะจากเตียงอาบแดด การอาบแดดในอาคาร (ซึ่งแม้จะยังไม่แพร่หลายในไทยแต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น) หรือการตากแดดจัดเป็นเวลานาน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ (Washington Post) โดยเฉพาะคนไทยที่มีผิวขาว หรือต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ ขอแนะนำให้สวมหมวก แว่นกันแดด และทาครีมกันแดด SPF 30+ ทุกครั้งที่ออกแดด
๖. ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ พิษภัยของแอลกอฮอล์ในการก่อโรคมะเร็งหลายชนิดเป็นที่ประจักษ์ชัด ไม่ใช่แค่ในกลุ่มคนตะวันตก แต่รวมถึงชาวเอเชียด้วย สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ระบุว่าราว ๕-๖% ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในสหรัฐฯ มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ที่น่าตกใจคือ มะเร็งเต้านมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยความเสี่ยงจะแปรผันตามปริมาณที่ดื่ม ยิ่งดื่มน้อยเท่าไร ยิ่งดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น
๗. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี (HPV) แต่ละปี เชื้อเอชพีวีเป็นสาเหตุของมะเร็งเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ รายทั่วโลก ส่วนใหญ่คือมะเร็งปากมดลูก แต่ก็ยังรวมถึงมะเร็งในอวัยวะส่วนอื่นๆ ด้วย แม้ว่าการรณรงค์ฉีดวัคซีนเอชพีวีระดับชาติในไทยจะช่วยลดจำนวนเยาวชนที่ติดเชื้อไวรัสนี้ลงได้บ้าง แต่ภาพรวมการเข้ารับวัคซีนยังถือว่าต่ำ จากการศึกษาเมื่อปี ๒๕๖๗ ของทีมวิจัยจากโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นสถานพยาบาลระดับตติยภูมิขนาดใหญ่ของประเทศ พบว่าในกลุ่มสตรีที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง มีเพียง ๖.๙% เท่านั้นที่เคยได้รับวัคซีน ทั้งที่ ๙.๓% ของกลุ่มนี้ยังคงตรวจพบเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (Asian Pacific Journal of Cancer Prevention, 2024) ทีมวิจัยจากโรงพยาบาลศิริราชจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขยายความครอบคลุมของวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น
๘. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ภาวะตับอักเสบบีเรื้อรังยังคงเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศแถบนี้ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง (Washington Post) แม้โครงการฉีดวัคซีนในไทยจะช่วยลดอัตราการติดเชื้อในเด็กได้มาก แต่ผู้ใหญ่ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหรือฉีดวัคซีน หากไม่มั่นใจในสถานะภูมิคุ้มกันของตนเอง
๙. เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) นับว่าเป็นการตรวจที่โดดเด่น เพราะไม่เพียงแต่ตรวจพบแต่ยังสามารถป้องกันมะเร็งได้จริง ด้วยการตัดติ่งเนื้อที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งออกไปได้ทันที อย่างไรก็ดี ความกังวลส่วนบุคคลและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกลของไทย ยังเป็นอุปสรรคทำให้การตรวจนี้ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร แต่สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยวิธีการตรวจคัดกรองแบบใหม่ที่ไม่ต้องเจ็บตัว (non-invasive): งานวิจัยแบบหลายศูนย์ระหว่างปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งแรกของไทยในการนำเทคโนโลยีการตรวจดีเอ็นเอหลายเป้าหมายจากอุจจาระ (multitarget stool DNA testing) มาปรับใช้ โดยพบว่ามีความไวในการตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า ๙๑% และมีความจำเพาะสูงกว่า ๙๐% (MedicalXpress, 2024) ชุดตรวจที่ชื่อว่า “โคโลเทค” (COLOTECT) นี้ ไม่ต้องงดอาหารหรือใช้อุปกรณ์พิเศษใดๆ จึงช่วยลดอุปสรรคในการตรวจหาโรคระยะเริ่มต้นได้อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่สะดวกใจจะเข้ารับการส่องกล้องแบบเดิมๆ
๑๐. ขยับร่างกาย ออกกำลังกายเป็นประจำ งานวิจัยล่าสุดในปี ๒๕๖๗ ยืนยันว่าการออกกำลังกายระดับปานกลางเพียงสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง ก็สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งสำคัญๆ ได้หลายชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ และปอด (Washington Post) กิจกรรมการออกกำลังกายที่เห็นกันจนชินตาในไทย เช่น การเต้นแอโรบิกยามเช้าในสวนสาธารณะ หรือการเดินจงกรมตามวิถีพุทธ ก็ถือว่าตอบโจทย์คำแนะนำเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี โดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง ๑๕๐-๓๐๐ นาทีต่อสัปดาห์
๑๑. คุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีเสมอ ภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลมากขึ้นในสังคมไทย เป็นที่รู้กันดีว่าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งถึง ๑๓ ชนิด ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การอักเสบเรื้อรัง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ผลการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analyses) ชิ้นล่าสุดยืนยันว่า การลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ทั้งการคุมอาหาร การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ หรือการใช้ยารักษาเบาหวานรุ่นใหม่ ก็ล้วนส่งผลให้ความเสี่ยงโรคมะเร็งลดลงได้ (Washington Post) ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้และขยายการสนับสนุนด้านสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคมไทย
ข้อสำคัญ: บอกลาผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาย้ำว่า ยาสูบคือปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของมะเร็งที่ป้องกันได้ ในบ้านเรา แม้จะมีการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่มานานหลายสิบปี แต่การหันไปสูบบารากู่หรือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ ก็อาจทำลายความพยายามที่ผ่านมาได้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยไม่เพียงสนับสนุนให้คนเลิกบุหรี่มวน แต่ยังเตือนให้ระวังภัยจากยาสูบทุกรูปแบบ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระท่อมด้วย
ความคิดเห็นและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาที่ให้ข้อมูลในบทความของวอชิงตันโพสต์ (ศาสตราจารย์ มิคเคล เอ. เซเคเรส) เน้นย้ำว่า: “ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะหยุด ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่จะลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลงได้อย่างมหาศาล ความเสี่ยงมะเร็งปอดจะลดลงครึ่งหนึ่งภายใน ๑๐-๑๕ ปี และจะลดลงจนเกือบเท่าคนไม่สูบบุหรี่ หากเลิกได้ก่อนอายุ ๔๐ ปี” (Washington Post)
ทีมวิจัยจากโรงพยาบาลศิริราชให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า: “ความชุกของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงยังคงน่ากังวล และการเข้าถึงวัคซีนยังจำกัด การเร่งให้ความรู้และขยายการเข้าถึงวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เข้าถึงยาก จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายในการกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปจากประเทศไทย” (APJCP, 2024)
นักวิจัยอาวุโสด้านเวชศาสตร์ป้องกันจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า: “การตรวจดีเอ็นเอหลายเป้าหมายจากอุจจาระมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในบ้านเรา โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งการส่องกล้องแบบเดิมๆ ยังไม่เป็นที่ยอมรับหรือเข้าถึงได้ง่ายนัก”
ภูมิปัญญาไทยกับการป้องกันมะเร็ง: จากอดีตสู่ปัจจุบัน
การป้องกันมะเร็งในสังคมไทยเป็นการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา อาหารไทยที่อุดมด้วยสมุนไพรหอมนานาชนิด เช่น ข่า ตะไคร้ ขมิ้น ซึ่งหลายชนิดมีงานวิจัยรองรับถึงคุณสมบัติต้านมะเร็ง (PubMed) ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ความรู้สากล นอกจากนี้ หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาที่เน้นความพอเพียงในการบริโภคและการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ก็สอดคล้องกับคำแนะนำด้านอาหาร การควบคุมแอลกอฮอล์ และการจัดการความเครียดเป็นอย่างดี
โครงการรณรงค์ระดับชาติ เช่น เดือนแห่งการตระหนักรู้ภัยมะเร็ง และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายในวงกว้างอย่าง “ปั่นเพื่อพ่อ” ล้วนช่วยกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจพฤติกรรมลดความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านอาหารการกิน ลักษณะอาชีพ และการเข้าถึงบริการสุขภาพในแต่ละภูมิภาค ก็ยังส่งผลให้สถานการณ์และภาระโรคจากมะเร็งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ของประเทศ
อนาคตการป้องกันมะเร็งในไทยและสิ่งที่เราคาดหวัง
ภาพรวมการป้องกันมะเร็งในประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ การนำเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองที่ทันสมัยมาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น การตรวจดีเอ็นเอจากอุจจาระ และการเพิ่มทีมฉีดวัคซีนเอชพีวีเคลื่อนที่ จะช่วยลดช่องว่างและเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น นอกจากนี้ การบูรณาการข้อมูลพันธุกรรม พฤติกรรม และปัจจัยแวดล้อมเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล จะนำไปสู่มาตรการป้องกันที่จำเพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ถึงกระนั้น ความท้าทายก็ยังคงมีอยู่ อัตราโรคอ้วนและเบาหวานที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นผลพวงจากวิถีชีวิตคนเมืองและการบริโภคอาหารแปรรูป (Asian Pacific Journal of Cancer Prevention) รวมถึงความลังเลใจในการรับวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนเอชพีวี ยังเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนและการสื่อสารที่เข้าถึงและเข้าใจง่ายเพื่อแก้ไข
คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้สำหรับผู้อ่านชาวไทย
- กินผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีให้หลากหลาย เน้นผักใบเขียวแบบไทยๆ ลดเนื้อแดงและขนมแปรรูป
- เลือกใช้น้ำมันพืชแทนไขมันสัตว์ หากเป็นไปได้ ลองสลับจากน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม มาเป็นน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนลาบ้างตามความเหมาะสม
- จำกัดเครื่องดื่มรสหวานจัดและอาหารแปรรูปขั้นสุด อ่านฉลากโภชนาการเพื่อดูส่วนผสมแฝง และพยายามทำอาหารกินเองที่บ้านให้มากขึ้น
- ปกป้องผิวจากแสงแดดแรงๆ ด้วยการสวมหมวก เสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งหรือไปเที่ยวทะเล
- ลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำไว้ว่า “ยิ่งน้อยยิ่งดี” สำหรับการป้องกันมะเร็ง
- หากอายุน้อยกว่า ๔๕ ปี ลองตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนเอชพีวีของตนเอง และสนับสนุนให้บุตรหลานหรือเยาวชนหญิงในความดูแลเข้ารับวัคซีน
- ตรวจสอบว่าเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีครบถ้วนหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเลือดหรือรับวัคซีน
- เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตามวัยและคำแนะนำของแพทย์ หากยังไม่สะดวกใจกับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ลองสอบถามสถานพยาบาลใกล้บ้านเกี่ยวกับทางเลือกการตรวจดีเอ็นเอจากอุจจาระ
- หากิจกรรมออกกำลังกายในชุมชน หรือออกกำลังกายระดับปานกลางด้วยตัวเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒.๕ ชั่วโมง
- พยายามควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีอย่างยั่งยืน โดยอาจขอคำแนะนำจากครอบครัว ทีมแพทย์ หรือโครงการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด และระวังผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรบางชนิดที่อาจมีผลข้างเคียง
เมื่อผสมผสานความรู้จากงานวิจัยระดับโลกเข้ากับจุดเด่นและภูมิปัญญาของไทยแล้ว ผู้อ่านทุกท่านก็สามารถนำแนวทางที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล: