มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกากำลังเจอเรื่องน่าทึ่งกับการคัมแบ็กของ “สมุดคำตอบปกสีฟ้า” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของคลาสสิกยุคสอบก่อนดิจิทัล เพื่อแก้เกมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยลอกข้อสอบที่ระบาดหนัก ในขณะที่แพลตฟอร์ม AI อย่าง ChatGPT ฮิตติดลมบนในหมู่นักศึกษาอย่างไว อาจารย์หลายคนเล่าว่าการสอบแบบเขียนมือในห้องเรียนแบบเก่ากำลังจะกลับมาฮิตอีกรอบ จนเกิดคำถามตัวโตๆ ถึงความซื่อสัตย์ในห้องเรียนและอนาคตของการวัดผล ทั้งในอเมริกาและทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย

สมุดคำตอบปกสีฟ้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องพิสูจน์ภูมิรู้ของเด็กมหา’ลัยผ่านการเขียนตอบด้วยลายมือล้วนๆ กำลังกลับมาอินเทรนด์อีกครั้งหลังหายหน้าไปหลายปี ข้อมูลล่าสุดจาก The Wall Street Journal เผยว่า มหาวิทยาลัยรัฐขนาดใหญ่อย่าง Texas A&M University และ University of Florida มียอดขายสมุดปกฟ้าพุ่งกว่า 30% และเกือบ 50% ตามลำดับ ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ส่วน University of California, Berkeley มียอดขายทะยานถึง 80% ในช่วงสองปีหลัง ยอดขายที่พุ่งพรวดนี้ สัมพันธ์โดยตรงกับการบูมของเครื่องมือ AI ที่ใช้ง่ายอย่าง ChatGPT นับเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีสอนและสอบเพื่อสกัดการโกงในยุคดิจิทัล (Gizmodo)

ต้องยอมรับว่า AI สมัยนี้เก่งกาจขึ้นเร็วมาก ทั้งเขียนบทความ ตอบข้อสอบ หรือกระทั่งเลียนแบบสไตล์การเขียนของนักศึกษาแต่ละคนได้เนียนกริ๊บ ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีนี้เองที่จูงใจให้นักศึกษาไม่น้อยเลือกใช้ทางลัด อาจารย์บางคนถึงกับบอกว่า AI กำลัง “ทำลาย” การศึกษาแบบเดิมๆ และอาจเป็นชนวนให้เกิดกระแสแอนตี้การใช้สมองคิดเอง

เพื่อรับมือ หลายมหาวิทยาลัยเลยต้องหวนกลับไปใช้วิธีคลาสสิก นั่นคือ การสอบเขียนด้วยมือในห้องเรียน ยอดขายสมุดปกฟ้า ที่ครั้งหนึ่งนักศึกษาเคยเบือนหน้าหนี กลับพุ่งกระฉูด ส่งผลให้ผู้ผลิตอย่าง Roaring Spring Paper Products ที่เป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของวิทยาลัยในอเมริกา ยิ้มแก้มปริ แม้การเปลี่ยนแปลงนี้จะถูกมองเป็นมาตรการสกัดกั้นการใช้ AI ในทางที่ผิด ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการก็ยังเตือนว่านี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Covenant College ท่านหนึ่ง ได้จุดประเด็นน่าคิดไว้ในบล็อกโพสต์ล่าสุด ท่านชี้ว่า แม้การสอบด้วยสมุดปกฟ้าจะการันตีได้ว่าเป็นฝีมือนักศึกษาล้วนๆ แต่ก็ปิดโอกาสในการเขียนงานลึกๆ และงานวิจัยที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ ซึ่งทำได้ยากภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลาสอบ ท่านเตือนว่า “การเขียนรายงานนอกห้องเรียนนั้นเลียนแบบไม่ได้ในการสอบด้วยสมุดคำตอบ และเราจะเสียของดีไป ถ้าทิ้งการเขียนเรียงความแบบเดิมๆ ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ งานโต้แย้ง หรือวิจัยก็ตาม” (Gizmodo)

เรื่องนี้กระทบการศึกษาไทยไม่น้อย สถาบันอุดมศึกษาบ้านเราเริ่มใช้เครื่องมือดิจิทัลทั้งในการสอนและวัดผลกันแล้ว โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่เร่งให้เกิดการเรียนทางไกล แต่ก็เริ่มมีเสียงห่วงๆ เรื่องการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในหมู่นักศึกษาแบบไร้การควบคุม คล้ายๆ กับที่เจอกันในอเมริกา (Bangkok Post) จนเกิดคำถามตามมาว่าการวัดผลจะยังยุติธรรมและเชื่อถือได้แค่ไหน ปกติแล้ว มหา’ลัยไทยให้ความสำคัญกับงานเขียนเรียงความที่ต้องค้นคว้าลึกๆ และส่งนอกเวลาเรียน เพื่อดูวิธีคิดของนักศึกษา คล้ายกับสถาบันในอเมริกายุคก่อน AI จะบูม บทเรียนจากอเมริกาชี้ว่า ถ้าไม่มีมาตรการป้องกันที่แน่นหนาพอ งานทรงคุณค่าเหล่านี้อาจโดน AI ยึดครองได้

จุดต่างสำคัญของบ้านเราคือ การเน้นท่องจำเนื้อหาในการสอบระดับชาติ โดยเฉพาะ ม.ปลาย และการปรับใช้การวัดผลแบบเรียงความในการสอบสำคัญอย่าง O-NET หรือ GAT/PAT ก็ยังค่อยเป็นค่อยไป แต่ มหา’ลัยชั้นนำของไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เริ่มนำงานเขียนเชิงวิจัยและวิเคราะห์มาใช้ในการรับเข้าและในหลายวิชามากขึ้น ถ้าปัญหาโกงด้วย AI ลามหนักแบบคุมไม่อยู่ สถาบันเหล่านี้อาจถูกกดดันให้หันไปสอบเขียนด้วยมือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งอาจท้าทายนวัตกรรมการสอนและกระทบสุขภาพจิตนักศึกษาได้

นักการศึกษาไทยเริ่มถกกันถึงข้อดีข้อเสียของการสอบแบบเดิมๆ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอว่า การกลับไปใช้ข้อสอบอัตนัยแบบเขียนในห้องเรียน อาจ “ทำให้นักเรียนลอกหรือใช้ตัวช่วยแปลกๆ ได้ยากขึ้น” แม้จะยังห่วงเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงและปัญหากังวลของนักเรียน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยกล่าวว่า “เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างความซื่อสัตย์กับโอกาสที่นักศึกษาจะได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่”

เรื่องราวของสมุดปกฟ้าเป็นข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทย ในยุคก่อนดิจิทัล ทั้งไทยและอเมริกาต่างก็ใช้การสอบข้อเขียน ซึ่งคนหลายรุ่นจำได้ว่าเป็น “บททดสอบสุดหิน” ที่วัดทั้งความรู้และความอึด ในบ้านเรา การเขียนเรียงความยาวๆ ด้วยลายมือเป็นเรื่องคุ้นเคยของคนที่ผ่านระบบเอ็นทรานซ์เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่พอมีห้องเรียนดิจิทัล ก็หันไปเน้นการเรียนรู้และวัดผลด้วยเทคโนโลยี ซึ่งก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย

กูรูคาดว่าศึกระหว่างการโกงด้วย AI กับมาตรการรับมือแบบเดิมๆ จะยังคงดำเนินต่อไป นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษาจากสถาบันวิจัยนโยบายชั้นนำของไทยท่านหนึ่งกล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ใช่แค่วงการศึกษาอเมริกัน แต่สำหรับทั่วโลก ประเทศไทยต้องเตรียมตัวเชิงรุก โดยลงทุนสร้างความรู้เท่าทัน AI ให้ทั้งครูและนักเรียน กำหนดไกด์ไลน์ทางจริยธรรมให้ชัดเจน และมองหาวิธีตรวจสอบผลงานที่เป็นรูปธรรม แทนที่จะแค่หันกลับไปใช้วิธีวัดผลแบบเก่าๆ”

มองไปข้างหน้า มีหลายกลยุทธ์ที่กำลังถกกันในระดับโลกและอาจนำมาปรับใช้ในห้องเรียนไทยได้ เช่น การพัฒนาโปรแกรมจับ AI การวัดผลแบบผสมผสานทั้งเจอหน้าและออนไลน์ และการใช้การสอบปากเปล่าหรือการเรียนรู้ผ่านโปรเจกต์ ซึ่งท้าทายความสามารถนักศึกษาเกินกว่าที่ AI ปัจจุบันจะทำได้

สำหรับผู้ปกครองและนักเรียนไทย หัวใจสำคัญคือความเก่งจริงในเนื้อหา ไม่ใช่เก่งใช้ทางลัด นี่คือหนทางสู่ความสำเร็จที่แน่นอนที่สุด แม้สมุดปกฟ้าจะเป็นด่านหนึ่ง แต่ความซื่อสัตย์ในห้องเรียนที่ยั่งยืนในยุค AI ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างรอบคอบ นโยบายที่ชัดเจน และวัฒนธรรมที่ให้ค่ากับการพัฒนาสติปัญญาจริงๆ มากกว่าความสบาย

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ โรงเรียนและมหา’ลัยในไทยทำอะไรได้บ้าง:

  • ลงทุนสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลให้ทุกฝ่าย ทั้งครูและนักเรียน เพื่อให้เข้าใจศักยภาพและข้อจำกัดของ AI
  • ปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านจริยธรรมให้ชัดเจนว่าการใช้ AI ในงานวิชาการอย่างถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร
  • มองหาวิธีวัดผลแบบผสมผสาน ทั้งการสอบในห้องเรียนแบบคุมเข้ม และการนำเสนอผลงานปากเปล่า
  • ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการค้นคว้าลึกๆ ซึ่ง AI ยังแทนที่ได้ยาก
  • ส่งเสริมมุมมองที่สมดุล ผสมผสานระหว่างของดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แทนที่จะเลือกข้างใดข้างหนึ่ง

ด้วยการจับตาดูกระแสโลกอย่างใกล้ชิดและเรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงของระบบการศึกษาอื่นๆ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามการปฏิวัติ AI โดยไม่ทิ้งความซื่อสัตย์และความเข้มข้นของวัฒนธรรมทางวิชาการของตัวเอง การคัมแบ็กของสมุดปกฟ้าในอเมริกาอาจเป็นอุทาหรณ์ แต่สำหรับไทยแล้ว นี่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างเส้นทางที่ให้เกียรติทั้งการเรียนรู้แบบเก่าและใหม่

อ้างอิง: Gizmodo, Bangkok Post, The Wall Street Journal