รายงานล่าสุดจาก CNN และงานวิจัยชั้นนำทางจิตวิทยาชี้ตรงกันว่า อารมณ์ ‘ทึ่ง’ หรือ ‘ความประทับใจอย่างลึกซึ้ง’ (awe) อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกมองข้ามในการพัฒนาสุขภาพจิตของวัยรุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตและความเครียดในวัยรุ่นไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้ครอบครัว สถาบันการศึกษา และชุมชน ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจให้เยาวชน ซึ่งไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้แข็งแกร่ง
สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ประเทศไทย เช่นเดียวกับหลายชาติในเอเชีย กำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิตในหมู่เยาวชน ผลสำรวจล่าสุดเผยให้เห็นอัตราการเพิ่มขึ้นของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และการฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่นที่น่าตกใจ (อ้างอิงรายงานจาก Bangkok Post ซึ่งนำเสนอ ผลสำรวจของ สสส.) ข้อมูลชี้ว่า เยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราป่วยด้วยโรคซึมเศร้าถึง 2,200 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่วัยรุ่นอายุ 13-17 ปี มากถึง 17% มีความเสี่ยงต่อการพยายามฆ่าตัวตาย (Pacific Prime Thailand) ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์อย่างเร่งด่วน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวลนี้ งานวิจัยล่าสุดนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กท่านหนึ่ง ซึ่งอุทิศเวลาหลายปีเพื่อศึกษาพลังของอารมณ์ความรู้สึกอัศจรรย์ใจ (awe) กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้วยศักยภาพในการเป็นเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริงและมีวิทยาศาสตร์รองรับสำหรับวัยรุ่นและครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ อ้างอิงงานวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (Greater Good Science Center) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ โดยอธิบายว่า ‘ความรู้สึกทึ่ง’ เปรียบเสมือน “สุดยอดอาหารทางอารมณ์” (emotional superfood) ที่มีคุณประโยชน์มหาศาล “ความรู้สึกทึ่งช่วยส่งเสริมความเมตตาและความอ่อนน้อมถ่อมตน ลดความคิดฟุ้งซ่าน เพิ่มความกระหายใคร่รู้ และสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยลดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของความเครียดและการอักเสบในร่างกายได้อีกด้วย” (CNN)
แล้ว ‘ความรู้สึกทึ่ง’ ที่ว่านี้ คืออะไรกันแน่ นักจิตวิทยาให้นิยามว่า เป็นอารมณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งเกิดจากความรู้สึกชื่นชม ประทับใจ หรือยำเกรงอย่างล้นพ้น มักเกิดขึ้นเมื่อได้ประสบกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าความเข้าใจปกติของเรา (Wikipedia) อาจเป็นความรู้สึกยิ่งใหญ่เมื่อได้ยลโฉมน้ำตกเอราวัณอันตระการตา หรืออาจเป็นความประทับใจจากสิ่งเรียบง่าย เช่น การได้เห็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ บนรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ สิ่งใหม่ที่งานวิจัยชี้ให้เห็นคือ การหมั่นค้นหาประสบการณ์เหล่านี้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้วัยรุ่นรับมือกับแรงกดดันและความวิตกกังวลในโลกยุคปัจจุบันได้
ผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อร่างกายยิ่งทำให้ความรู้สึกทึ่งและประทับใจนี้มีคุณค่า โดยเฉพาะในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความเครียด ตารางชีวิตที่อัดแน่น และความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมคุกคามสุขภาวะ งานวิจัยทางการแพทย์ชี้ว่า ความรู้สึกทึ่งสัมพันธ์กับการทำงานที่ดีขึ้นของเส้นประสาทเวกัส (vagus nerve) การลดลงของการอักเสบ และการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเครียดและเสริมสร้างความผูกพันทางสังคม (PMC) Psychology Today ยังเสริมว่า ประสบการณ์แห่งความทึ่งช่วยลดความคิดลบที่วนเวียนซ้ำซาก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดพฤติกรรมที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ดังที่ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ท่านหนึ่งสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า “อย่ามองข้ามพลังของอาการขนลุก” (Don’t underestimate the power of goosebumps)
สำหรับสังคมไทย ผลการศึกษานี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง สภาพแวดล้อมการแข่งขันทางการศึกษาสูง แรงกดดันจากสื่อสังคมออนไลน์ และความคาดหวังที่สูงจากครอบครัว ล้วนเป็นปัจจัยสร้างความทุกข์ใจที่เป็นเอกลักษณ์ให้วัยรุ่นไทย ดังที่บทวิเคราะห์ของ Pacific Prime และ UNICEF ชี้ให้เห็น การตีตราทางสังคมและข้อจำกัดทางวัฒนธรรมยิ่งทำให้การเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องยาก (Pacific Prime) ในขณะเดียวกัน การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่างหนัก ทำให้เยาวชนไทยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที (Bangkok Post) ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ การส่งเสริม “ความรู้สึกทึ่ง” จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปรับใช้ได้ง่าย เข้ากับบริบทวัฒนธรรม และเข้าถึงได้ไม่ยาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กท่านเดิมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องชี้ว่า ความรู้สึกทึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่หรือหรูหราเท่านั้น แต่สามารถสร้างเสริมได้ในชีวิตประจำวันผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
-
ใส่ใจสิ่งที่จุดประกายความสนใจให้วัยรุ่น: วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการค้นหาตัวเอง ความสนใจต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ใหญ่ควรฝึก “ความใส่ใจใคร่รู้” (radical curiosity) ต่อสิ่งที่ลูกหลานสนใจและทำให้พวกเขารู้สึกมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะในชุมชน การเรียนดนตรีไทย หรือการเป็นสมาชิกชมรมหุ่นยนต์ หัวใจสำคัญคือการสังเกตและสนับสนุนช่วงเวลาที่ทำให้ดวงตาของวัยรุ่นเป็นประกาย ซึ่งเป็นการเปิดรับความรู้สึกทึ่งและการค้นพบตัวเองของพวกเขา
-
มองหาความน่าทึ่งในสิ่งธรรมดารอบตัว: ความรู้สึกทึ่งนั้นอยู่ไม่ไกล ครอบครัวไทยไม่จำเป็นต้องรอไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หรือรอเทศกาลสำคัญอย่างลอยกระทงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เราสามารถพบเจอได้ในกิจกรรมทั่วไป เช่น การร่วมเชียร์ทีมฟุตบอลของชุมชน การดื่มด่ำกับภาพพระอาทิตย์ตกที่หาดบางแสน หรือการสัมผัสน้ำใจของผู้คนในตลาดที่จอแจ งานวิจัยยืนยันว่ากิจกรรมที่ทำร่วมกัน ซึ่งวัยรุ่นได้มีส่วนร่วมเพื่อเป้าหมายเดียวกัน จะช่วยสร้างความรู้สึก “คึกคักร่วมกัน” (collective effervescence) และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้เป็นอย่างดี
-
ชื่นชมความงดงามในชีวิตประจำวัน: เพื่อรับมือกับเนื้อหาเชิงลบบนโลกออนไลน์และความรู้สึกโดดเดี่ยว ผู้ใหญ่และวัยรุ่นควรตั้งใจแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความงดงามในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ข้อคิดดีๆ หรือเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าประทับใจ การแบ่งปันสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ แม้จะผ่านข้อความในไลน์หรือกลุ่มแชทของครอบครัว ก็สามารถกลายเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมเขียนไว้ว่า “วัยรุ่นเปรียบเสมือนนักมานุษยวิทยาที่ช่างสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ หากเราอยากให้พวกเขาสัมผัสกับอารมณ์อันน่าทึ่งนี้มากขึ้น ตัวเราเองก็ต้องเป็นผู้ที่มองหาและแบ่งปันความรู้สึกทึ่งนั้นเสียก่อน” เทคโนโลยีสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมโยงผ่านประสบการณ์แห่งความทึ่ง แทนที่จะเป็นเพียงสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้ไขว้เขว
แนวทางนี้เริ่มได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ทำงานด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย โครงการศิลปะบำบัดและโครงการชุมชนที่เน้นความสำคัญของครอบครัว โดย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ได้เริ่มนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ในระดับชุมชน เพื่อเป็นอีกทางเลือกสู่การเยียวยาแบบองค์รวมและสร้างความเข้มแข็งทางใจ (Bangkok Post) การหันมาให้ความสำคัญกับจิตวิทยาเชิงบวกและ “การบำบัดด้วยความรู้สึกทึ่ง” (awe therapy) ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง เป็นการเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงการรักษาอาการ ไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะเชิงรุก
ปัจจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมีส่วนอธิบายทั้งโอกาสและความท้าทายในเรื่องนี้ ค่านิยมไทยดั้งเดิม ซึ่งหยั่งรากลึกในหลักพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่เน้นความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเชื่อมโยง และการอยู่กับปัจจุบัน สอดคล้องกับสภาวะรู้ตัวที่เกิดจากความรู้สึกทึ่งโดยธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ค่านิยมเหล่านี้ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความลังเลในการเปิดเผยหรือพูดคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่งานวิจัยด้านสุขภาพจิตได้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนนี้ (Pacific Prime) อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และผู้นำชุมชนในสังคมไทยเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า การสนับสนุนสุขภาพทางอารมณ์มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความสำเร็จด้านการศึกษา ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
เมื่อมองไปในอนาคต การนำพลังของความรู้สึกทึ่งมาประยุกต์ใช้ในกลยุทธ์ด้านสุขภาพจิต อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือเยาวชนไทย สถาบันการศึกษาและศาสนสถาน ซึ่งมักมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มและการสัมผัสกับความงดงามและความยิ่งใหญ่ (ตั้งแต่ศิลปะการแสดงพื้นบ้านไปจนถึงการฝึกสมาธิ) ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการบ่มเพาะประสบการณ์แห่งความทึ่ง ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาโครงการที่เน้นการสร้างประสบการณ์แห่งความทึ่ง ว่าเป็นมาตรการเสริมที่มีต้นทุนไม่สูงแต่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา
สำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา และองค์กรชุมชน มีคำแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดังนี้:
- ฝึก “ความใส่ใจใคร่รู้” (radical curiosity) โดยสังเกตและสนับสนุนความสนใจที่อาจเปลี่ยนแปลงไปของวัยรุ่น
- ค้นหาและชื่นชมช่วงเวลาแห่งความทึ่งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ได้ทำร่วมกันหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
- แบ่งปันสิ่งที่สวยงามหรือน่าอัศจรรย์ใจในแต่ละวันกับเยาวชนในความดูแล โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ แทนที่จะเป็นอุปสรรค
- สร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างให้กับการรับรู้และพูดคุยถึงประสบการณ์ทางอารมณ์อันน่าอัศจรรย์ใจ เพื่อช่วยลดการตีตราทางสังคม
- สนับสนุนให้มีกิจกรรมที่เน้นการสร้างประสบการณ์แห่งความทึ่งให้มากขึ้น และผลักดันให้มีการผนวกกิจกรรมเหล่านี้เข้ากับหลักสูตรในโรงเรียน กิจกรรมในศาสนสถาน และศูนย์ชุมชนต่างๆ
หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต โปรดจำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว และมีความช่วยเหลืออยู่ใกล้ตัว:
- สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (กรมสุขภาพจิต): บริการให้คำปรึกษาที่เป็นความลับ ตลอด 24 ชั่วโมง
- สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย: บริการรับฟังและให้คำปรึกษาทางอารมณ์ฟรี สองภาษา
- องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย: แหล่งข้อมูลและงานวิจัยด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรกับเยาวชน
ท้ายที่สุด ในสังคมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางเทคโนโลยี วัฒนธรรม และโครงสร้างครอบครัว “ความรู้สึกทึ่ง” อาจเป็นอารมณ์ที่วัยรุ่นไทย—รวมถึงผู้ใหญ่ที่ดูแลพวกเขา—ต้องการมากที่สุดในเวลานี้ การหันกลับมาค้นพบสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจและความตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง จะช่วยให้ทั้งตัวบุคคลและสังคมโดยรวมได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียด และฟื้นคืนความรู้สึกเชื่อมโยงท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสตร์แห่งความรู้สึกทึ่ง (science of awe) ได้ที่ CNN, ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และ Psychology Today