“การปล่อยวางความรู้เก่า” หรือ Unlearning ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยมีใครเหลียวแลในแวดวงทฤษฎีการศึกษาและประสาทวิทยาศาสตร์ กำลังจะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงสำคัญยิ่งในปี 2025 งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ชี้ว่าทั้งคนและองค์กรต้องหันมาทบทวนวิธีเรียนรู้ ปรับปรุงความรู้ และที่สำคัญสุดๆ คือการ ‘โละ’ ความรู้ที่ไม่จำเป็นหรือตกยุคทิ้งไป (Psychology Today; WDHB)

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงเร็วปานสายฟ้าแลบ จนทั้งระบบการศึกษาและตลาดแรงงานทั่วโลกต้องปรับตัวกันหัวหมุน ความสามารถในการสลัดทิ้งความคิดเก่าๆ ที่อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป จึงไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ แต่กลายเป็น ‘สิ่งจำเป็น’ อย่างยิ่งยวดสำหรับการเติบโตของบุคคลและนวัตกรรมในองค์กร

ในห้วงเวลาที่การคิดเชิงวิพากษ์และการเรียนรู้ตลอดชีวิตกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของนักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และคนทำงานในบ้านเรา แนวคิด “เรียนรู้ที่จะปล่อยวางความรู้เก่า” (learn to unlearn) จึงยิ่งมีความหมายและเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างที่สุด การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาคนถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าและก้าวให้ทันเศรษฐกิจฐานความรู้ของโลก

งานวิจัยล่าสุด ที่ ดร.ลอเรน ฟลอร์โก สรุปไว้ในบทความของ Psychology Today ชี้ว่า “การปล่อยวางความรู้เก่า” ไม่ใช่แค่การลืมข้อมูลทิ้งไปเฉยๆ แต่เป็นกระบวนการตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณ และขุดรากถอนโคนความเชื่อหรือสมมติฐานที่อาจไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นจริงอีกต่อไป หรือตั้งอยู่บนฐานคิดที่ผิดพลาด กระบวนการนี้ต้องอาศัยความถ่อมตนและความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกไม่สบายใจและความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ท้าทายอย่างมากในวัฒนธรรมหรือระบบที่มักให้คุณค่ากับความคงเส้นคงวาและการยึดมั่นในแบบแผนเดิมๆ

วิทยาการด้านประสาทวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไม “การปล่อยวางความรู้เก่า” ถึงเป็นเรื่องยากเย็นนัก เวลาที่เราเรียนรู้สิ่งใหม่ สมองจะสร้างและตอกย้ำเส้นทางประสาท (neural pathways) ให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้ซ้ำๆ เส้นทางเหล่านี้จะฝังรากลึกและทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ยากที่จะปรับเปลี่ยนไปใช้เส้นทางใหม่ แม้ว่าจะมีข้อมูลที่ดีกว่าหรือทันสมัยกว่าก็ตาม ทีมวิจัย WDHB Studio อธิบายไว้ในบทความปี 2025 ว่า “ความท้าทายของการ ‘ปล่อยวางความรู้เก่า’ ไม่ใช่แค่การสร้างเส้นทางประสาทใหม่ แต่ยังต้องสามารถยับยั้งเครือข่ายประสาทเดิมที่ทรงอิทธิพลอย่างมากไปพร้อมๆ กันด้วย” (WDHB) นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกรอบความคิด (mental models) ที่ฝังลึกทั้งในระดับบุคคลหรือองค์กรจึงมักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างแข็งขัน

นอกเหนือจากกลไกทางสมองแล้ว ปัจจัยทางสังคมและอารมณ์ก็เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่อีกด้วย การต้องสละความเชื่อที่ยึดถือมานานอาจทำให้รู้สึกเหมือนตัวตน สถานะ หรือความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกำลังถูกคุกคาม การสนับสนุนทางวัฒนธรรมและสังคม เช่น ธรรมเนียมปฏิบัติขององค์กร หรือเรื่องเล่าของชาติ ก็มักจะเชิดชูความมั่นคงมากกว่าความยืดหยุ่นในการปรับตัว ทำให้คนเรายอมรับว่าตนเองคิดผิดได้ยากยิ่งขึ้น ความผูกพันทางอารมณ์ยิ่งซ้ำเติมความท้าทาย บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์ทางอารมณ์ที่รุนแรงต้องใช้ความพยายามทางปัญญาสูงกว่ามากในการเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้นๆ

ในระดับโลก การต่อต้าน “การปล่อยวางความรู้เก่า” นี้ส่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน เป็นเวลาหลายสิบปีที่งานวิจัยทางจิตวิทยาและการแพทย์ส่วนใหญ่มักอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่าง WEIRD (คือกลุ่มคนจากประเทศตะวันตก มีการศึกษา มาจากประเทศอุตสาหกรรม ร่ำรวย และเป็นประชาธิปไตย) ส่งผลให้นโยบายและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มักถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย (Frontiers in Education) ตัวอย่างเช่น จนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังถูกกีดกันออกจากการทดลองยา ทำให้การรักษาทางการแพทย์หลายอย่างไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศที่สำคัญ เมื่อสถาบันต่างๆ เพิกเฉยต่อความจำเป็นในการ “ปล่อยวางความรู้เก่า” ข้อสันนิษฐานที่ล้าสมัยหรือมีอคติก็จะถูกส่งต่อ ทำให้คนกลุ่มใหญ่ในสังคมถูกละเลยหรือมองข้ามไป

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างวัฒนธรรม “การปล่อยวางความรู้เก่า” อย่างจริงจัง ดร.ลอเรน ฟลอร์โก ได้เล่าถึงประสบการณ์บนเส้นทางวิชาการของตนเองว่า การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของทฤษฎีที่เคยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เช่น ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ ซึ่งมีฐานคิดมาจากแนวคิดปัจเจกนิยมตะวันตก ทำให้เธอต้องหันมาศึกษาแง่มุมข้ามวัฒนธรรม และตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของงานวิจัยต่างๆ เธอกล่าวว่ากระบวนการนี้อาจทำให้รู้สึกอึดอัด แต่ท้ายที่สุดแล้วก็นำมาซึ่งอิสรภาพทางความคิด “เราสามารถเปลี่ยนจากกรอบความคิดที่รู้สึกละอายว่า ‘ฉันน่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว’ ไปสู่กรอบความคิดที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า ‘ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกบ้าง?’”

นักประสาทวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลกหลายคนก็เห็นพ้องกับแนวคิดนี้ งานวิจัยที่นำเสนอโดย ดร.แอนดรูว์ ฮิวเบอร์แมน จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ว่าการผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความคิด สามารถเร่งกระบวนการ “การปล่อยวางความรู้เก่า” ได้เร็วขึ้นถึง 68% เมื่อเทียบกับการสอนแบบบรรยายทั่วไป การเรียนรู้ผ่านอารมณ์และประสบการณ์ตรง เช่น การแบ่งปันเรื่องราว หรือการทำกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง จะสร้างความทรงจำที่ “ฝังแน่น” ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทนที่รูปแบบความคิดเดิมๆ ที่ล้าสมัยได้ดีกว่า (WDHB)

ในประเทศไทย ตัวอย่างผลเสียจากการไม่ยอม “ปล่อยวางความรู้เก่า” นั้นมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น เป็นเวลาหลายปีที่การปฏิรูปหลักสูตรระดับชาติไม่สามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยึดติดกับการเรียนการสอนแบบท่องจำ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูและนักเรียน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากระบบการศึกษาในอดีต นโยบายสาธารณสุขก็เช่นกัน บางครั้งก็ยังตามหลังความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด เห็นได้จากการปรับปรุงคำแนะนำด้านโภชนาการและมาตรการรับมือโรคระบาดที่ค่อนข้างล่าช้า

อย่างไรก็ตาม กระแส “การปล่อยวางความรู้เก่า” นี้ ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความท้าทาย แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ด้วย กระทรวงศึกษาธิการ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย และองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ในไทยหลายแห่ง ได้เริ่มนำโครงการพัฒนาบุคลากรที่มุ่งเน้นทักษะอภิปัญญา (metacognitive skills) กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindsets) และการทำงานเชิงทบทวนไตร่ตรอง (reflective practice) มาใช้ แทนที่จะตำหนิหรือลงโทษการเปลี่ยนมุมมองความคิด ปัจจุบันบางสถาบันเริ่มให้คุณค่าและรางวัลแก่ความสามารถในการปรับตัว การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการนำข้อมูลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ แม้ว่าข้อมูลนั้นจะขัดแย้งกับแนวทางเดิมก็ตาม

เพื่อส่งเสริม “การปล่อยวางความรู้เก่า” ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 กลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง ดังนี้

  1. สร้างชุมชนการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเปิดกว้าง ที่ทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะยอมรับความไม่แน่นอนหรือข้อผิดพลาดของตนเอง และมองว่าการตั้งคำถามเป็นจุดแข็งไม่ใช่จุดอ่อน
  2. ส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโตและการทดลอง โดยมองว่าข้อผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และชื่นชมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในทุกระดับ ตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง
  3. เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ที่กระตุ้นทั้งการคิดและอารมณ์ เช่น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มเพื่อน การทำเวิร์กช็อปการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) หรือการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบสะท้อนคิด (reflective action research)

สังคมไทยซึ่งมีความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรม อาจพบว่าแนวทางที่ให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลายและการพัฒนาความรู้อย่างไม่หยุดนิ่งนั้น สอดคล้องกับรากฐานทางสังคมเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาแต่ดั้งเดิม มักให้ความสำคัญกับอนิจจังหรือความไม่เที่ยงแท้ และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวคิดเหล่านี้สามารถสนับสนุนทัศนคติที่ดีต่อ “การปล่อยวางความรู้เก่า” ได้

เมื่อมองไปข้างหน้า การผนวกแนวคิด “การปล่อยวางความรู้เก่า” เข้ากับการศึกษาในระบบและการพัฒนาบุคลากร จะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความก้าวหน้าของประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความร่วมมือระหว่างสาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างนักการศึกษาและนักประสาทวิทยาศาสตร์ มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำงานของสมอง จะถูกนำไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในห้องเรียนและในที่ทำงาน (Frontiers in Education) กลุ่มนักวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์และการศึกษาของไทยที่กำลังเติบโต ก็พร้อมที่จะมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในระดับโลกเช่นกัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้ทันทีคือ: จงตั้งคำถามกับสมมติฐานของตนเองอยู่เสมอ หมั่นแสวงหาข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย และอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนความคิดเมื่อมีข้อมูลหรือหลักฐานใหม่ๆ ปรากฏ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน ครู ผู้กำหนดนโยบาย หรือคนทำงานในแวดวงต่างๆ การเปิดใจรับ “การปล่อยวางความรู้เก่า” จะไม่เพียงช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยสร้างสังคมที่เปี่ยมนวัตกรรม มีความเสมอภาค และรอบรู้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม ลองพิจารณาลงทะเบียนเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับอภิปัญญา (metacognition) กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) หรือประสาทวิทยาศาสตร์การศึกษา (educational neuroscience) เข้าร่วมกลุ่มอ่านหนังสือจากหลากหลายสาขาวิชา และร่วมผลักดันนโยบายในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับตัว มากกว่าการยึดติดกับแนวทางเดิมๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าท่ามกลางความท้าทายอันซับซ้อนของศตวรรษที่ 21 ความกล้าที่จะ “ปล่อยวางความรู้เก่า” อาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความมุ่งมั่นในการเรียนรู้สิ่งใหม่

สำหรับอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม: