งานวิจัยชิ้นสำคัญจากนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยไบรตัน (University of Brighton) ในสหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยโกอิมบรา (University of Coimbra) ประเทศโปรตุเกส เผยว่าพฤติกรรม “เท” (ghosting) และ “ปั่นหัว” (gaslighting) ซึ่งพบเห็นได้บ่อยขึ้นในยุคดิจิทัล อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าและอาการหวาดระแวง โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตที่มาพร้อมกับรูปแบบความสัมพันธ์สมัยใหม่ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างของวัฒนธรรมการหาคู่ผ่านช่องทางออนไลน์ต่อสุขภาวะทางใจโดยรวม (ข้อมูลจาก The Independent)

ความสัมพันธ์รักในยุคปัจจุบันของไทยก็ไม่ต่างจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ส่วนใหญ่มักก่อตัวและสานต่อผ่านโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันหาคู่ งานวิจัยล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลที่มีมานานในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตว่า การไม่เปิดเผยตัวตนและความสะดวกในการตัดความสัมพันธ์ทางออนไลน์แบบปุบปับ (หรือที่เรียกกันติดปากว่า “การเท”) รวมถึงการพยายามบิดเบือนความคิดหรือความเข้าใจของอีกฝ่ายให้ไขว้เขว (หรือ “การปั่นหัว”) ไม่เพียงแต่สร้างความเจ็บปวดทางใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างเป็นรูปธรรม ผลการศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย เนื่องจากสถิติการใช้งานแอปหาคู่ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนไทย โดยผลสำรวจจาก Rakuten Insight ในปี 2565 พบว่า 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยยังคงใช้แอปเพื่อดูแลสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ (ข้อมูลจาก Statista)

งานวิจัยนี้ได้สำรวจผู้ใหญ่จำนวน 544 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี ในสหราชอาณาจักร โดยเน้นศึกษาผลกระทบที่ “ดูเหมือนเล็กน้อยแต่กัดกินใจ” จากประสบการณ์ถูก “เท” (ghosting) ซึ่งหมายถึงการที่ฝ่ายหนึ่งหายหน้าไปดื้อๆ โดยไม่บอกกล่าว และการถูก “ปั่นหัว” (gaslighting) ซึ่งในทางจิตวิทยาคือ การบงการหรือชักจูงให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัยในสิ่งที่ตัวเองรับรู้หรือความเป็นจริง (ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย - Gaslighting (จิตวิทยา)) แม้ว่าการเทส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแอปหาคู่ แต่การปั่นหัวนั้นครอบคลุมถึงการบงการและควบคุมที่ร้ายแรงกว่า ซึ่งฝ่ายหนึ่งพยายามทำให้อีกฝ่ายตั้งคำถามกับความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเองหรือสิ่งรอบข้าง

นักวิจัยพบว่าทั้งการเทและการควบคุมเชิงบีบบังคับ (coercive control) มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับอาการหวาดระแวงที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การปั่นหัวมีความสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้า กลุ่มคนอายุน้อยและผู้มีรายได้น้อยเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดต่อปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ที่สถานะทางสังคมและโอกาสทางเศรษฐกิจมักส่งผลต่อโอกาสในความสัมพันธ์ หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัย เน้นย้ำว่า “ยุคดิจิทัลมอบโอกาสมากมายในการเชื่อมต่อทางสังคม แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเทนั้นเกิดขึ้นเกือบทั้งหมดในโลกออนไลน์” ท่านยังเสริมอีกว่า “เมื่อการใช้โซเชียลมีเดียและแอปหาคู่เพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับพฤติกรรมแย่ๆ อย่างการเท ซึ่งงานวิจัยของเราชี้ว่าเชื่อมโยงกับสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย” (ข้อมูลจาก The Independent)

ทีมวิจัยได้ควบคุมตัวแปรต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ เช่น อายุ รายได้ และลักษณะนิสัยบางอย่าง เช่น ความอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธ และการไม่สามารถทนต่อความไม่แน่นอนได้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าส่งผลให้สุขภาพจิตแย่ลง สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนงานวิจัยสรุปคือ บาดแผลทางความสัมพันธ์เหล่านี้กำลังซ้ำเติมวิกฤตสุขภาพจิตในปัจจุบันให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยมีวัฒนธรรมการใช้แอปหาคู่เป็นตัวเสริม (ข้อมูลจาก Frontiers in Psychiatry) ในบริบทของไทย ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ชี้ว่า มีอัตราภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสูงในกลุ่มผู้ใช้แอปหาคู่ชาวไทย ซึ่งปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางสังคมและการถูกตีตราเมื่อต้องการขอความช่วยเหลือทางด้านจิตใจ (ข้อมูลจาก วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย)

“การเท” ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ในฐานะกลยุทธ์บอกเลิกความสัมพันธ์ ได้กลายเป็นตัวแทนของการหลีกเลี่ยงความรู้สึกอึดอัดใจในวงกว้างขึ้น และมักทำให้ผู้ที่ถูกกระทำรู้สึกสับสน ถูกปฏิเสธ และขาดความนับถือตนเอง (ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย - Ghosting (ความสัมพันธ์)) ในขณะเดียวกัน “การปั่นหัว” ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจรูปแบบหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบระยะยาวได้ เช่น บั่นทอนความมั่นใจ สร้างความสงสัยในตัวเอง และอาจนำไปสู่อาการคล้ายกับภาวะความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) (ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย - Gaslighting (จิตวิทยา)) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า ลักษณะก้าวร้าวแบบไม่แสดงออก (passive-aggressive) ของการเท สามารถทำร้ายจิตใจได้ไม่น้อยไปกว่าการทะเลาะกันซึ่งๆ หน้า โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่การ “เสียหน้า” หรือการแสดงความอ่อนแอยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล

งานวิจัยนี้เรียกร้องให้มี “การช่วยเหลือทางจิตใจที่มีประสิทธิภาพ” เพื่อสนับสนุนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของพฤติกรรมแย่ๆ เหล่านี้ โดยแนะนำการบำบัด เช่น การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioural Therapy หรือ CBT) ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งทางใจและพัฒนากลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหา สำหรับเยาวชนไทยที่หันไปพึ่งพาแอปหาคู่เพื่อหาเพื่อนหรือคนรู้ใจมากขึ้น แต่บ่อยครั้งกลับขาดการชี้นำทางอารมณ์จากครอบครัวหรือชุมชน อันเนื่องมาจากการย้ายถิ่นเข้าเมืองหรือค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คำแนะนำเหล่านี้จึงถือว่ามาได้ถูกจังหวะ นักจิตวิทยาคลินิกชาวไทยที่ให้สัมภาษณ์กับสมาคมสุขภาพจิตในประเทศหลายแห่งชี้ว่า “วัฒนธรรม DTAC” (ศัพท์สแลงที่เปรียบเปรยการตัดสัญญาณโทรศัพท์กับการ ‘ตัดขาด’ จากใครบางคน) ก็สะท้อนถึงแนวโน้มการ “เท” ที่พบได้บ่อยในยุคดิจิทัลเช่นกัน

ในอดีต แนวคิดที่คล้ายกับการเทก็เคยมีอยู่ในสังคมไทยดั้งเดิม เพียงแต่ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวและเครือข่ายญาติมิตรที่แข็งแกร่งในสมัยนั้น ช่วยให้มีกลไกการสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการและการแก้ไขความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการปฏิเสธในยุคดิจิทัลปัจจุบันนั้นแตกต่างออกไป คือเกิดขึ้นอย่างกะทันหันกว่า เป็นที่รับรู้ในวงกว้างได้ง่ายกว่า และสร้างความสับสนได้มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อรวมกับแรงกดดันในการต้องสร้างและรักษาภาพลักษณ์ออนไลน์ให้ดูดีอยู่เสมอ ในวัฒนธรรมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา ซึ่งให้ความสำคัญกับการพิจารณาตนเองและความเมตตา การถูกปฏิเสธอย่างกะทันหันในโลกดิจิทัลจึงอาจเป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกอย่างรุนแรงเป็นทวีคูณ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากคนหนุ่มสาวใช้เวลาบนโลกออนไลน์เพื่อค้นหาความสัมพันธ์มากขึ้น อัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลก็อาจเพิ่มสูงขึ้นไปอีก (ข้อมูลจาก The Dawn Rehab) ด้วยเหตุนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการศึกษาและสาธารณสุขของไทยจึงเริ่มผลักดันให้มีการบรรจุหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและทักษะทางอารมณ์ เพื่อฝึกให้เยาวชนไม่เพียงแต่รู้จักและเข้าใจพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพความสัมพันธ์ เช่น การเทและการปั่นหัว แต่ยังสามารถสร้างความเข้มแข็งทางใจเพื่อรับมือกับประสบการณ์เหล่านั้นได้

ในทางปฏิบัติ รายงานวิจัยชี้แนะว่า คนหนุ่มสาวชาวไทยสามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเองได้หลายวิธี เช่น การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนในชีวิตจริง การขอความช่วยเหลือจากผู้ให้คำปรึกษาหรือสายด่วนสุขภาพจิต รวมถึงการฝึกฝนความเมตตาต่อตนเองและการเจริญสติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนและวิถีปฏิบัติในท้องถิ่น ผู้ปกครองและนักการศึกษาเองก็มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่พูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในโลกดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่าบาดแผลทางใจนั้นมีอยู่จริงและสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุขภาพกาย สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ การขอความช่วยเหลือถือเป็นสัญญาณของความเข้มแข็ง และเครื่องมืออย่างการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพจิตและคลินิกในชุมชน ก็สามารถช่วยเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบูรณาการการศึกษาด้านดิจิทัลและอารมณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่แอปหาคู่และเครือข่ายสังคมออนไลน์ยังคงเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์รักอย่างต่อเนื่อง การรับมือกับผลกระทบทางจิตใจจากการเทและการปั่นหัวนั้น จำเป็นต้องอาศัยความตระหนักรู้ของชุมชน การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการหันกลับมาให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมในเรื่องความเมตตาและความสมดุลทางอารมณ์