งานวิจัยวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดชี้ให้เห็นว่า แค่การคิดถึงอนาคตในแง่ดีง่ายๆ ก็สามารถเปลี่ยนการทำงานของสมองเราได้เลยทีเดียว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิต พลังใจ และประสิทธิภาพการทำงาน บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การมีทัศนคติที่ดี โดยเฉพาะการหมั่นนึกถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้สมองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจทำให้คนทุกวัยรับมือกับความเครียดและฟื้นตัวจากปัญหาได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทยต่างให้ความสนใจกับงานวิจัยชิ้นนี้เป็นอย่างมาก เพราะในยุคนี้ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความกดดัน ทำให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน มีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้ากันมากขึ้น

จริงๆ แล้วการมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทย เพราะหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาก็เน้นย้ำเรื่องสติและสัมมาทิฏฐิ หรือการมองโลกในแง่ดีมาแต่ไหนแต่ไร อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ใน Psychology Today ได้ลงลึกไปถึงกลไกการทำงานของระบบประสาทเลยทีเดียว ผลสแกนสมองด้วย MRI และการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า คนที่ตั้งใจคิดถึงอนาคตในแง่ดีอยู่เสมอ เซลล์ประสาทในสมองส่วนที่คุมอารมณ์ สร้างแรงบันดาลใจ และวางแผน จะเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้อารมณ์ดีขึ้นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่เมื่อฝึกฝนการ “มองโลกในแง่ดี” ไปเรื่อยๆ จะช่วยเสริมสร้างเส้นทางในระบบประสาทให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ล้มแล้วลุกได้ไวขึ้น และไม่ค่อยจมปลักอยู่กับความกังวลหรือความคิดวนเวียนซ้ำซาก

นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งที่ให้ข้อมูลกับ Psychology Today แนะนำว่ามีแบบฝึกหัดง่ายๆ ที่เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย เช่น ลองนึกภาพชัดๆ ว่าเราทำเป้าหมายสำเร็จแล้ว หรือเห็นตัวเองกำลังก้าวข้ามปัญหาต่างๆ หรือคิดถึงแต่ผลลัพธ์ดีๆ ที่จะตามมา ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ชี้ว่า “ภาพอนาคตที่เราวาดไว้ในใจมันส่งผลตรงๆ กับความคิดและการกระทำของเราในวันนี้เลยนะ” แล้วก็ย้ำว่า “นี่ไม่ใช่แค่การนั่งฝันกลางวันลมๆ แล้งๆ นะ แต่มันเป็นวิธีที่เด็ดมากในการฝึกสมองให้มองเห็นแต่เรื่องดีๆ และมองหาโอกาสแทนที่จะเห็นแต่ปัญหา”

สำหรับคนไทยเรา ข้อมูลเจาะลึกพวกนี้น่าจะมีประโยชน์ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเมื่อดูจากรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขที่บอกว่า คนไทยเข้ารับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นพรวดพราดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ (แหล่งข้อมูล) โฆษกจากกรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลว่า ทั้งความไม่แน่นอนยาวนานช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก เศรษฐกิจที่ซบเซา แถมแรงกดดันจากสังคมอีก สารพัดปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้คนเราวิตกกังวลและมองโลกในแง่ร้ายกันมากขึ้น ดังนั้น การสนับสนุนให้คนไทย ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักเรียนที่กำลังเครียดเรื่องสอบ หรือชาวออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่ต้องสู้กับความเครียดจากงาน ลองหันมาฝึกมองอนาคตในแง่ดี ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ทำได้ง่าย ไม่เปลืองเงิน แถมยังเข้ากับวัฒนธรรมของเรา และยังช่วยเสริมการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญรวมถึงโครงการสุขภาพจิตในชุมชนได้ด้วย

ผลวิจัยพวกนี้ยังไปกันได้ดีกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยเราที่เน้นเรื่อง “ใจเย็น” และความเข้มแข็งของจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิแบบมีคนนำทางตามแนวพุทธ หรือการบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรมโดยใช้สติเป็นฐาน (Mindfulness-based Cognitive Behavioral Therapy) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้กำลังฮิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ก็ล้วนแต่สนับสนุนให้คนฝึกนึกภาพการรับมือกับเรื่องยากๆ ในอนาคตอย่างมีสติและใช้ปัญญา อาจารย์จากภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยให้ความเห็นว่า “ที่น่าสนใจมากของงานวิจัยนี้ก็คือ มันช่วยยืนยันในทางวิทยาศาสตร์เลยว่า สิ่งที่เราทำกันมาตามวัฒนธรรมเนี่ย มันส่งผลดีกับสมองเราจริงๆ นะ”

แถมงานวิจัยก่อนๆ ยังบอกด้วยว่า การที่คนในสังคมมองโลกในแง่ดีร่วมกัน ไม่ใช่แค่ทำให้แต่ละคนมีความสุขขึ้น แต่ยังช่วยให้สังคมสามัคคีกันมากขึ้นด้วย อย่างเช่น เวลาเรามีงานเทศกาลประจำปีของแต่ละท้องถิ่น หรือมีโครงการชุมชนที่ช่วยกันพัฒนาแบบยั่งยืน การที่ทุกคนมาร่วมกันนึกถึงอนาคตดีๆ ก็ช่วยให้เชื่อใจกันและมีเป้าหมายเดียวกันได้ (องค์การอนามัยโลก)

มองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ถ้าเราเอาการฝึกมองโลกในแง่ดีมาใช้ในระบบการศึกษาไทย อาจจะช่วยแก้ปัญหาความเครียดที่เพิ่มขึ้นและลดความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ให้ความสำคัญ มีโครงการนำร่องในโรงเรียนแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ที่สอนให้นักเรียนตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงและลองนึกภาพอนาคตดีๆ ก็มีรายงานว่าเด็กๆ เรียนดีขึ้น แถมความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ก็ดีขึ้นด้วย (แหล่งข้อมูล) ถ้าเราเอาหลักสูตรแบบนี้มาปรับใช้ให้เข้ากับบ้านเรา ก็น่าจะช่วยเสริมพลังให้ทั้งครูและนักเรียนไทยได้อีกเยอะ โดยเฉพาะถ้าเอามาผสมผสานกับค่านิยมดีๆ ของเราที่มีอยู่แล้ว

สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปที่อยากลองเอาผลวิจัยนี้ไปใช้ นักจิตวิทยาแนะนำให้ลองทำแบบฝึกหัดง่ายๆ ได้ทุกวันเลย อย่างเช่น ก่อนนอนลองใช้เวลาสักแป๊บนึงนึกถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ หรือลองนึกภาพตัวเองแก้ปัญหาที่อาจจะเจอได้สำเร็จ หรือจะเขียนบันทึกขอบคุณสิ่งดีๆ ที่คิดว่าจะได้รับก็ได้ ส่วนตามวัดหรือศูนย์ผู้สูงอายุในชุมชน ที่ปกติก็เป็นเหมือนศูนย์ดูแลใจกันอยู่แล้ว ก็อาจจะจัดกิจกรรมให้คนมาลองนึกภาพอนาคตดีๆ ไปพร้อมๆ กับการนั่งสมาธิหรือฟังเทศน์ฟังธรรมก็ได้นะ

ถึงแม้ว่าการมองโลกในแง่ดีอย่างเดียวอาจจะแก้ปัญหาสังคมหรือสุขภาพจิตทั้งหมดไม่ได้เป๊ะๆ แต่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาเรื่อยๆ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า การตั้งใจปรับมุมมองที่เรามีต่ออนาคตมันสำคัญจริงๆ คนไทยที่อยากมีสุขภาพจิตดีขึ้น หรืออยากมีใจที่เข้มแข็งกว่าเดิม ไม่ว่ากำลังจะสอบ กำลังเจอเรื่องสุขภาพที่ไม่แน่นอน หรือกำลังสู้กับปัญหาในครอบครัว ก็มั่นใจได้เลยว่า การนึกถึงอนาคตที่ดีขึ้นเนี่ย มีทั้งวิทยาศาสตร์รองรับ แถมยังเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีในวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของเราอยู่แล้ว และในขณะที่งานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับสมองก็ยังเดินหน้าค้นคว้ากันต่อไป การมีความหวังจึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นสิ่งที่วัดผลได้ ฝึกฝนได้ และส่งผลจริงๆ กับการใช้ชีวิตให้มีความสุขในสังคมไทยวันนี้

ใครที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติม ลองเข้าไปดูข้อมูลภาษาไทยเกี่ยวกับการคิดบวกได้ที่เว็บไซต์ทางการของกรมสุขภาพจิต ส่วนตามโรงเรียนและหน่วยงานหลายๆ แห่งก็เริ่มมีโครงการนำร่องให้ลองฝึก “จินตนาการถึงอนาคต” แบบสั้นๆ ในช่วงพักผ่อนเพื่อสุขภาพใจกันแล้ว ถ้าอยากได้ข้อมูลเบื้องต้นและแหล่งข้อมูลอื่นๆ อีก ก็ลองอ่านบทความล่าสุดใน Psychology Today และดู แนวทางขององค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชนได้เลย