งานวิจัยชิ้นสำคัญที่เพิ่งเผยแพร่ในวารสาร Dreaming เปิดเผยว่า คนหนุ่มสาวที่เคยผ่านประสบการณ์ถูกทำร้ายหรือถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็ก มักจะฝันร้ายหรือเจอฝันที่ชวนให้ขวัญผวาบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด งานวิจัยนี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงบาดแผลทางใจระยะยาวที่ซ่อนเร้นจากการถูกทำร้ายทางอารมณ์ ทั้งยังให้แง่คิดสำคัญแก่ครอบครัว นักการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั้งในไทยและต่างแดน (psypost.org, psycnet.apa.org)
ฝันร้ายและความฝันที่ชวนขวัญผวาไม่ใช่แค่เรื่องน่ากลัวสำหรับเด็กๆ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของบาดแผลทางใจที่ยังฝังลึก ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและสุขภาวะทางอารมณ์ การเปิดอกคุยเรื่องสุขภาพใจอาจไม่ใช่เรื่องง่าย งานวิจัยนี้จึงยิ่งตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของการสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบที่มองไม่เห็นจากการทำร้ายทางอารมณ์ แม้การทำร้ายทางอารมณ์จะไม่ทิ้งร่องรอยฟกช้ำเหมือนการทำร้ายร่างกาย แต่พิษสงของมันอาจรุนแรงไม่ต่างกัน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ที่เคยประสบพบเจอไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาจากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเกือบ 850 คนในประเทศจีน อายุระหว่าง 17 ถึง 22 ปี จากมณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง กลุ่มตัวอย่างได้ทำแบบประเมินมาตรฐานเพื่อวัดระดับประสบการณ์เผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจในวัยเด็ก แนวโน้มการคิดฟุ้งซ่านในปัจจุบัน (การครุ่นคิดถึงเรื่องไม่สบายใจซ้ำไปซ้ำมา) การรับรู้ถึงการมีคนคอยสนับสนุน และความถี่ของความฝันที่ก่อกวนจิตใจ ซึ่งครอบคลุมทั้งฝันร้าย (ฝันไม่ดีจนสะดุ้งตื่น) และฝันที่แม้จะไม่ทำให้ตื่น แต่ก็ทิ้งความรู้สึกแย่ๆ ไว้เต็มอก (APA PsycNet)
ผลการวิจัยที่น่าสนใจพบว่า 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่เคยฝันร้ายหรือเจอฝันที่ก่อกวนจิตใจเลยในปีที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณ 31% ฝันลักษณะนี้น้อยกว่าเดือนละครั้ง และอีก 23% เจอฝันแบบนี้ราวหนึ่งถึงสองครั้งต่อเดือน ที่น่าเป็นห่วงคือ มีถึง 2% ที่รายงานว่าเจอฝันก่อกวนจิตใจทุกคืน งานวิจัยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่า ผู้ที่เคยถูกทำร้ายหรือถูกละเลยทางอารมณ์อย่างหนักในวัยเด็ก จะเผชิญกับฝันร้ายและความฝันที่ก่อกวนจิตใจบ่อยครั้งกว่าเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว กระบวนการทางจิตใจที่เรียกว่า การคิดฟุ้งซ่าน (rumination) ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์นี้ พูดง่ายๆ คือ การถูกทำร้ายและถูกละเลยทางอารมณ์ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดฟุ้งซ่านมากขึ้น และการคิดฟุ้งซ่านนี่เองที่ยิ่งไปเพิ่มความถี่ของฝันร้าย
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าการรับรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุน หรือการที่คนเรารู้สึกว่ามีคนช่วยเหลือดูแล เปรียบเสมือนเกราะป้องกัน สำหรับคนหนุ่มสาวที่รู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบข้าง ความเชื่อมโยงระหว่างการคิดฟุ้งซ่านกับฝันที่ก่อกวนจิตใจจะเบาบางลงอย่างมาก ในทางกลับกัน คนที่รู้สึกว่าขาดคนสนับสนุนจะได้รับผลกระทบทางลบจากการคิดฟุ้งซ่านชัดเจนกว่าเดิม ซึ่งนำไปสู่การฝันร้ายที่ถี่ขึ้น ดังที่ทีมวิจัยระบุว่า “การถูกทำร้ายและถูกละเลยทางอารมณ์มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับความถี่ของฝันที่ก่อกวนจิตใจ… การคิดฟุ้งซ่านทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่าน… ขณะที่การรับรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุนทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับ… เมื่อระดับการรับรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุนเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบของการคิดฟุ้งซ่านต่อความถี่ของฝันที่ก่อกวนจิตใจจะค่อยๆ ลดน้อยลง”
ข้อมูลใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลที่มีมานานในแวดวงผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผลกระทบทางใจระยะยาวของการถูกทำร้ายและถูกละเลยทางอารมณ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่มักถูกมองข้ามทั้งในบ้าน โรงเรียน และสถานสงเคราะห์เด็กในบ้านเรา การทำร้ายทางอารมณ์อาจหมายรวมถึงการใช้คำพูดทิ่มแทง การทำให้อับอาย การขู่เข็ญ หรือการตำหนิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนความภูมิใจในตัวเองและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเด็ก ส่วนการละเลยทางอารมณ์ คือ การไม่แสดงความรักความผูกพัน ไม่ให้กำลังใจ ไม่ชี้แนะแนวทาง หรือแม้แต่ไม่ใส่ใจดูแลในเรื่องพื้นฐาน ทำให้เด็กรู้สึกไร้ค่าหรือไม่เป็นที่รัก (การทารุณกรรมทางอารมณ์ - วิกิพีเดีย)
การถูกกระทำทั้งสองรูปแบบนี้สามารถสร้างรอยแผลเป็นในใจไปตลอดชีวิต งานวิจัยทั่วโลกก่อนหน้านี้ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ ปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ และความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเอง (ResearchGate) สำหรับในประเทศไทย อาการเหล่านี้อาจพบเห็นได้ในกลุ่มนักศึกษาที่มีปัญหาการนอนไม่หลับ สมาธิสั้น และการปรับตัวเข้าสังคม ซึ่งสอดรับกับสถิติความทุกข์ทางใจของเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้น ตามรายงานจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งและกระทรวงสาธารณสุข
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กชั้นนำของไทยหลายท่านได้ออกมาเตือนมานานแล้วว่า วัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นอย่างมาก อาจทำให้ยากที่จะรับรู้หรือหยิบยกประเด็นการทำร้ายทางอารมณ์ขึ้นมาพูดคุย โดยเฉพาะเมื่อให้ความสำคัญกับอำนาจและหน้าตาของวงศ์ตระกูลมากกว่าการเปิดใจคุยกันและสุขภาพจิต จิตแพทย์เด็กอาวุโสจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ให้ทัศนะว่า “แม้แต่ครอบครัวที่มีการศึกษาก็อาจเข้าใจผิดไปว่าการละเลยทางอารมณ์คือการฝึกวินัยหรือการวางตัวเฉยเมย แต่เมื่อเด็กรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไร้ค่า มันสามารถทิ้งรอยแผลที่ลึกซึ้งไม่ต่างจากการลงโทษทางร่างกาย” การเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจที่ยังพบเห็นได้ในบางครอบครัวไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นก่อน รวมถึงในสถานศึกษาบางแห่งที่ยังยึดแนวทางเดิมๆ ก็อาจยิ่งทำให้การรับรู้และให้ความช่วยเหลือเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
งานวิจัยเพิ่มเติมในต่างแดนก็ยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้เช่นกัน โดยงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้เชื่อมโยงการถูกทำร้ายในวัยเด็ก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายทางอารมณ์ เข้ากับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการฝันร้าย อาการ PTSD (ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง) และปัญหาการนอนหลับอื่นๆ ในวัยหนุ่มสาวอย่างต่อเนื่อง (PubMed: Cumulative Childhood Maltreatment) การศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ว่า บาดแผลทางอารมณ์ในช่วงวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาสมอง สามารถทำให้ไวต่อความเครียดมากขึ้น รบกวนการนอนหลับช่วง REM (ช่วงที่คนเราฝัน) และลดทอนความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ด้านลบ ซึ่งกลไกเหล่านี้เองน่าจะเป็นต้นตอของความเชื่อมโยงระหว่างการถูกทำร้ายในวัยเด็กกับความถี่ในการฝันร้าย (Frontiers in Psychiatry)
ปรากฏการณ์การคิดฟุ้งซ่าน (rumination) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “คิดมาก” เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในบริบทสังคมไทย คนหนุ่มสาวไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ มักประสบปัญหาความวิตกกังวลสูงและมีอาการ “คิดมาก” อยู่เสมอ งานวิจัยชิ้นนี้ยืนยันว่า การครุ่นคิดถึงความเจ็บปวดในอดีตไม่จบสิ้นจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากบาดแผลทางอารมณ์ในวัยเด็กให้หนักหนาสาหัสขึ้น นำไปสู่วังวนของคุณภาพการนอนที่ย่ำแย่และสุขภาพจิตที่ทรุดโทรมลง
ถึงกระนั้น ก็ยังมีความหวังและแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ผลวิจัยนี้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญในการป้องกันของ ‘การรับรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุน’ ในสังคมไทยที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ เครือข่ายความช่วยเหลือจากชุมชน ครอบครัว และวัด ถือเป็นกลไกที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า การเสริมสร้างระบบเหล่านี้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ผ่านโครงการให้คำปรึกษาในโรงเรียน เวิร์กช็อปสำหรับครอบครัว และกิจกรรมริเริ่มของชุมชน จะช่วยปกป้องเยาวชนกลุ่มเปราะบางทางอารมณ์จากผลกระทบเลวร้ายที่สุดของความทรงจำอันโหดร้ายได้ กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะในมหาวิทยาลัย และเว็บบอร์ดสุขภาพจิตออนไลน์ต่างๆ ก็เป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้เยาวชนกลุ่มเสี่ยงได้พบเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์และได้รับคำแนะนำดีๆ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพิ่งเริ่มรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องการทารุณกรรมเด็กอย่างจริงจังมากขึ้น แต่ยังต้องเดินหน้าจัดการกับปัญหาการทำร้ายทางอารมณ์ที่มองไม่เห็น และทลายกำแพงอคติเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือ (Bangkok Post) การกำหนดนโยบายคุ้มครองเด็กภาคบังคับในโรงเรียน รวมถึงการผนวกหลักสูตรการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์เข้ากับระบบการศึกษา จะช่วยให้เด็กและครอบครัวมีเครื่องมือในการรับรู้ แสดงออก และจัดการอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
รากฐานการอบรมสั่งสอนด้านอารมณ์ในสังคมไทย ซึ่งถูกหล่อหลอมจากส่วนผสมของหลักการยอมรับตามแนวพุทธศาสนา โครงสร้างลำดับชั้นในครอบครัว และบรรทัดฐานทางสังคมเรื่องความเคารพ อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปในรูปแบบเฉพาะตัวได้เช่นกัน วัดหลายแห่งได้เริ่มโครงการฝึกสติสำหรับเยาวชน และบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมจำนวนมากขึ้นก็เริ่มออกมาแบ่งปันประสบการณ์การก้าวผ่านการถูกทำร้ายทางอารมณ์ของตนเอง ดังที่อาจารย์จากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย กล่าวว่า “ขั้นแรกคือการสร้างความเข้าใจ งานวิจัยลักษณะนี้ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้า แม้ในครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบเพียงใดก็ตาม”
ในอนาคต การสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับปัญหาการทำร้ายทางอารมณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ทีมวิจัยย้ำว่า แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะมีความน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดถึงความเป็นเหตุเป็นผลได้โดยตรง ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่ามาตรการลดการคิดฟุ้งซ่านและเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคมจะช่วยลดความถี่ของฝันร้ายได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี ผลการค้นพบนี้ชี้ชัดว่า บาดแผลทางอารมณ์ในวัยเด็กไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวในครอบครัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนหนุ่มสาวชาวไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน
สำหรับผู้อ่านชาวไทย มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายอย่างที่นำไปปรับใช้ได้ ครอบครัวและครูบาอาจารย์ควรใส่ใจกับสุขภาวะทางอารมณ์ของเด็กๆ รวมถึงสัญญาณของการถูกละเลยหรือทำร้ายที่อาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจน หากเด็กคนไหนกำลังเจอปัญหาฝันร้ายบ่อยๆ หงุดหงิดง่าย หรือมีอาการ “คิดมาก” อาจถึงเวลาที่ต้องค่อยๆ พูดคุยสอบถามถึงความเป็นอยู่ที่บ้านและโรงเรียนของพวกเขา งานวิจัยชี้ว่า การสร้างความผูกพันและความไว้วางใจในครอบครัว แทนที่จะมุ่งเน้นการลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว เป็นแนวทางที่ดีต่อสุขภาพจิตของเด็กที่สุด
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายควรเสริมสร้างบริการให้คำปรึกษาและระบบส่งต่อผู้ป่วย ลดอคติในสังคมต่อปัญหาสุขภาพจิต และผนวกเรื่องสุขภาพการนอนหลับเข้ากับโครงการส่งเสริมสุขภาวะของนักศึกษา ผู้นำชุมชนและพระสงฆ์สามารถมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้เกิดความเห็นอกเห็นใจและการรับฟังอย่างใส่ใจในสังคม หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความทุกข์ใจ สามารถติดต่อสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือครูแนะแนวที่โรงเรียนที่ไว้ใจได้ เพื่อขอความช่วยเหลือ
โดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์ทางอารมณ์ในวัยเด็กส่งผลกระทบยาวนานจนถึงวัยผู้ใหญ่ และปรากฏให้เห็นได้แม้ในยามหลับฝัน การสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ จะช่วยให้สังคมไทยสามารถปกป้องคนรุ่นหลังจากบาดแผลที่มองไม่เห็นเหล่านี้ และช่วยให้เด็กทุกคน รวมถึงทุกความฝันของพวกเขา ได้พักผ่อนอย่างสงบสุขอย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง:
- Childhood emotional abuse linked to more frequent nightmares in young adults - PsyPost
- The effect of childhood emotional abuse and neglect on disturbed dreaming frequency—APA PsycNet
- Helpline for child abuse victims - Bangkok Post
- Cumulative childhood maltreatment and its dose-response relation with adult symptomatology—PubMed
- การทารุณกรรมทางอารมณ์ - วิกิพีเดีย
- The effect of childhood emotional abuse and neglect on disturbed dreaming frequency—ResearchGate