ชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบันดูจะวุ่นวายสับสนมากขึ้นทุกที ทำให้หลายคนเริ่มมองหาวิธีเติมพลังใจจากข้างใน แบบที่ไม่ต้องเสแสร้งมองโลกสวยจนเกินไป เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ล่าสุด บทความจากนิตยสาร Self Magazine ได้เปิดเผยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยใหม่ๆ ที่ชี้ทางสร้างทัศนคติบวกแบบจับต้องได้ มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ เป็นวิธีที่ใครๆ ก็เอาไปปรับใช้ได้จริง ไม่ต้องฝืนพูดแต่เรื่องดีๆ หรือหลีกหนีปัญหาที่เจอ เทคนิคเหล่านี้ไม่ได้ส่งเสริมการ “มองโลกในแง่ดี” แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่เน้นการยอมรับธรรมชาติของใจคน และชี้ว่าแค่ปรับมุมคิดนิดเดียวก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้

แล้วทำไมเรื่องทัศนคติเชิงบวกถึงสำคัญกับคนไทยยุคนี้? ในสังคมที่แข่งกันเข้มข้น แถมคนก็ตื่นตัวเรื่องสุขภาพใจกันมากขึ้น แต่ค่านิยมเก่าๆ กับการตีตรายังไม่หายไปไหน ทำให้หลายคนยังหาทางปรับจูนความคิดตัวเองแบบที่ใช่ไม่ได้เสียที บ้านเราก็ไม่ต่างจากที่อื่น ที่ต้องรับมือกับความเครียด ความกังวล และภาวะหมดไฟที่พุ่งสูงขึ้น ยิ่งยุคโซเชียลมีเดียครองเมือง บวกกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเรื่องงาน เรียน ครอบครัว ปัญหาก็ยิ่งหนักหน่วง ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตก็ชี้ว่า ตัวเลขคนไทยที่บอกว่าเครียดและซึมเศร้าพุ่งขึ้นชัดเจนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมือง (Bangkok Post) ถึงแม้แอปฝึกสติกับเทรนด์สุขภาวะจากต่างแดนจะฮิตขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายคนก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าคำแนะนำพวกนั้นมันจะเข้ากับชีวิตจริงของคนไทยได้แค่ไหน

บทความใน Self Magazine ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2025 (พ.ศ. 2568) ก็มาไขข้อข้องใจเหล่านี้ โดยอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการสร้างพลังบวก ผ่าน 5 นิสัยง่ายๆ ที่ทำได้จริง แต่ละวิธีมีงานวิจัยทางจิตวิทยารองรับ แถมยังได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยล และผู้จัดรายการพอดแคสต์ The Happiness Lab รวมถึงนักเขียนเจ้าของผลงานดัง ‘13 สิ่งที่คนเข้มแข็งทางจิตใจไม่ทำกัน’

ข้อแรก ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าพลังของ “การวางใจเป็นกลาง” สำคัญกว่าการพยายามมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา แทนที่จะฝืนสู้กับอคติลบที่ฝังลึก (ซึ่งเป็นกลไกเอาตัวรอดของสมองที่คอยมองหาอันตราย) เราแค่ลดการพูดกับตัวเองในแง่ลบก็ช่วยได้มากแล้ว อย่างเช่น เปลี่ยนจากความคิดสุดขั้วว่า “ซวยแบบนี้อีกแล้ว ทำไมต้องเป็นฉันตลอด” มาเป็นมุมมองกลางๆ ว่า “ผิดหวังกับผลลัพธ์นะ แต่มันก็แค่เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น” แค่นี้ก็ช่วยลดความทุกข์ทางใจได้โดยไม่ต้องโกหกความรู้สึกตัวเอง วิธีนี้ยิ่งเหมาะกับบริบทไทยๆ ที่ค่านิยมดั้งเดิมอาจสอนให้แสดงออกอย่างสุภาพนุ่มนวล แต่อาจไม่ค่อยเปิดช่องให้ระบายความรู้สึกแย่ๆ ออกมาตรงๆ การวางใจเป็นกลางแบบนี้จะช่วยเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกที่แท้จริงได้ทำงาน ส่งเสริมการคิดทบทวนอย่างซื่อตรงแทนที่จะเก็บกดไว้ (Self Magazine)

เคล็ดลับสำคัญอีกข้อคือ “เลิกใช้คำพูดฟันธงแบบตายตัว” ในชีวิตประจำวัน การคิดแบบขาวดำสุดโต่ง ที่มักมากับคำว่า “ตลอดไป” หรือ “ไม่เคยเลย” ยิ่งทำให้รู้สึกเฟลและหมดหวัง การยอมรับว่ามี “พื้นที่สีเทา” อยู่ระหว่างสองขั้ว จะช่วยให้เราเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิตได้อย่างสมดุลและอยู่กับความจริงมากขึ้น เช่น แทนที่จะคิดว่า “ฉันมันแย่ ทำอะไรก็ไม่เคยได้เรื่อง” ลองปรับเป็น “งานนี้ฉันพลาดไปก็จริง แต่มันไม่ได้แปลว่าฉันไม่เก่งซะหน่อย” แบบนี้จะสร้างสรรค์กว่าเยอะ ในโรงเรียนหรือที่ทำงานแบบไทยๆ ที่มีระบบอาวุโสและแรงกดดันให้ต้องเป๊ะ ห้ามพลาด จนอาจกระตุ้นให้คิดแบบแพ้-ชนะไปเลย การมีกรอบคิดที่สมดุลแบบนี้จึงมีค่ามากในการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและช่วยให้เติบโต

เทคนิคที่สามที่งานวิจัยหนุนคือ “ลองคิดแผนสำรอง ‘ถ้าเกิด…แล้วจะทำยังไงต่อ?’” แทนที่จะจมอยู่กับความกังวลว่าผลลัพธ์แย่ๆ อาจเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้วางแผนรับมือเชิงรุกไว้เลย เช่น คนที่กลัวว่าจะสอบเข้างานหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็ลองวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเลยว่าถ้าเฟลจริงๆ จะทำอะไรต่อ เช่น ปรับปรุงใบสมัครใหม่ หาคนปรึกษา หรือมองหาทางเลือกอื่น งานวิจัยชี้ว่าวิธีนี้ช่วยลดความกังวลและทำให้รู้สึกว่าเรายังคุมเกมได้ (Harvard Business Review) สำหรับคนไทยที่ต้องเจอการแข่งขันสูงลิ่วในสนามสอบหรือตลาดงานที่ไม่แน่นอน การวางแผนแบบนี้จะช่วยให้ความผิดหวังดูน่ากลัวน้อยลงและรับมือได้ง่ายขึ้น

“ลองนึกดูสิว่าเคยผ่านเรื่องแย่ๆ มาได้ยังไงบ้าง” นี่เป็นอีกวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านแนะนำ การลองมองย้อนไปถึงปัญหาหนักๆ ที่เคยผ่านมาได้ ไม่ว่าจะอกหัก ผิดหวังเรื่องเรียน หรือต้องปรับตัวกับช่วงชีวิตยากๆ มันช่วยให้เราได้มุมมองดีๆ กลับมา อย่างที่บทความใน Self Magazine บอกไว้ การนึกถึงพลังใจในการรับมือปัญหาของตัวเอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนข้างหน้า ในสังคมไทย วิธีนี้ก็เข้ากันได้ดีกับหลัก ‘อนิจจัง’ (ความไม่เที่ยง) ในพุทธศาสนา และค่านิยม ‘ความเกรงใจ’ ที่ทำให้คนเรามักจะเก็บงำความรู้สึกในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การหันกลับไปมองความสตรองของตัวเองในอดีต จะช่วยลดความรู้สึกสงสัยในตัวเองและอาการยอมแพ้ต่อโชคชะตาได้อย่างนุ่มนวล

สุดท้ายคือ นิสัย “มองเห็นชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ” ในแต่ละวัน นี่แหละคือรากฐานสำคัญของพลังบวกที่ยั่งยืน แทนที่จะรอแต่ความสำเร็จชิ้นใหญ่ การให้เวลาชื่นชมเรื่องดีๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เดินทางสะดวก คุยกับใครแล้วรู้สึกดี หรือทำงานเล็กๆ น้อยๆ เสร็จ ก็ช่วยเปลี่ยนโฟกัสให้เรารู้สึกขอบคุณและเห็นความก้าวหน้าของตัวเองได้ มุมมองแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้ ก็สอดรับกับเทรนด์การฝึกสติและการแสดงความขอบคุณที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทย ดังจะเห็นได้จากโครงการส่งเสริมสุขภาวะและกิจกรรมดีๆ ในชุมชน (BangkokBizNews) เมื่อทำไปเรื่อยๆ การทบทวนเรื่องดีๆ เหล่านี้ทุกวัน จะช่วยฝึกสมองให้จดจำประสบการณ์บวกได้ แม้ในยามที่เครียดก็ตาม

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในบทความของ Self Magazine ย้ำชัดว่าเทคนิคเหล่านี้ไม่ใช่ทางลัดหรือแค่คำคมสวยหรูสำหรับคนคิดบวก “คุณไม่จำเป็นต้องสดใสร่าเริงตลอดเวลา” ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลอธิบาย “สมองเรารู้ทันนะว่าตอนไหนกำลังเฟค แค่ตั้งเป้าที่จะเป็นกลางๆ ไว้ก่อนก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว” ด้านนักเขียนเจ้าของผลงาน ‘13 สิ่งที่คนเข้มแข็งทางจิตใจไม่ทำกัน’ เสริมว่า “ความจริงมันอยู่ตรงกลางนั่นแหละ ชีวิตอาจจะยากบ้าง แต่มันก็ดีขึ้นได้เหมือนกัน” คำพูดเหล่านี้ตอกย้ำการก้าวข้ามจากสิ่งที่เรียกว่า “พลังบวกเป็นพิษ” (toxic positivity) ไปสู่แนวทางที่ช่วยได้จริงและมีวิทยาศาสตร์รองรับ

แล้วคำแนะนำเหล่านี้จะเอามาปรับใช้กับเมืองไทยเราได้ยังไง? ในขณะที่ระบบดูแลสุขภาพใจบ้านเรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ และการพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะก็ยังติดเรื่องการตีตรา กลยุทธ์เล็กๆ ที่มีงานวิจัยหนุนหลังเหล่านี้ สามารถเป็นเครื่องมือให้แต่ละคนและชุมชนค่อยๆ พัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองได้ นอกจากนี้ ยังเห็นความเคลื่อนไหวมากขึ้นในมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนของไทย ที่เริ่มนำความรู้ด้านสุขภาพจิตและการจัดการความเครียดไปใส่ในหลักสูตรและการอบรมพนักงาน (UNICEF Thailand) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ บวกกับนิสัยที่แต่ละคนเอาไปทำได้จริง จะช่วยสร้างบรรยากาศสังคมที่เกื้อกูลกันมากขึ้นในอนาคต

เมื่อก่อน คนไทยจำนวนไม่น้อยอาศัยหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา สมุนไพร หรือกำลังใจจากครอบครัวในการรับมือความเครียด แต่พอสังคมเปลี่ยนเป็นเมืองมากขึ้น แถมมีสื่อดิจิทัลเข้ามา สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป เกิดการเปรียบเทียบทางสังคมและความกดดันใหม่ๆ เพิ่มขึ้น การนำเทคนิคจิตวิทยาตะวันตกมาปรับใช้ โดยกลั่นกรองผ่านค่านิยมดีๆ ของไทยเรา อย่างเรื่องชุมชน ความเข้มแข็งทางใจ และความพอดี น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับสังคมไทยยุคใหม่ อย่างที่นักสังคมสงเคราะห์ชาวไทยท่านหนึ่งที่ทำงานกับมหาวิทยาลัยชั้นนำให้ความเห็นว่า “พอคนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะยอมรับความรู้สึกตัวเอง วางแผนรับมือความผิดหวัง และเห็นค่าความสุขเล็กๆ น้อยๆ เราจะเห็นเลยว่าสุขภาวะโดยรวมของพวกเขาดีขึ้นจริง แม้จะยังไม่ได้เข้ารับการบำบัดเป็นเรื่องเป็นราวก็ตาม”

มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าถ้านิสัยเหล่านี้เป็นที่ยอมรับและถูกนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็อาจช่วยลดปัญหาความเครียดและภาวะหมดไฟในโรงเรียนและที่ทำงานของไทยได้ งานวิจัยล่าสุดจากสำนักงานภูมิภาคขององค์การอนามัยโลกก็ชี้ว่า มาตรการช่วยเหลือที่ไม่แพงและเข้าใจบริบทวัฒนธรรม มีแนวโน้มที่จะช่วยส่งเสริมพลังบวกและสุขภาพใจโดยรวมในภูมิภาคเอเชียได้มาก (WHO Southeast Asia) สำหรับใครที่ยังเขินๆ หรือไม่สะดวกใจจะพูดเรื่องพลังบวก การเริ่มจากการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ แบบเป็นกลางตามคำแนะนำในบทความ Self Magazine ก็อาจเป็นจุดสตาร์ทที่ไม่กดดัน สำหรับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ขั้นตอนง่ายๆ ที่เอาไปทำได้เลยก็คือ: ฝึกพูดกับตัวเองแบบเป็นกลางๆ, ระวังคำพูดที่ฟันธงเกินไป, วางแผนรับมือความผิดพลาด, ทบทวนความสตรองของตัวเองในอดีต, และฉลองให้ความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียนที่เครียดเรื่องสอบ พนักงานออฟฟิศที่ปวดหัวกับเดดไลน์ หรือพ่อแม่ที่ห่วงลูกๆ นิสัยง่ายๆ ที่มีงานวิจัยรองรับเหล่านี้ สามารถค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันได้แบบเงียบๆ ไม่ต้องไปยืนพูดกับตัวเองหน้ากระจกหรือฝืนยิ้มให้ใครเห็น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย ลองเข้าไปดูที่ช่องทางออนไลน์ของกรมสุขภาพจิต หรือปรึกษาโครงการสุขภาพจิตในสถานศึกษาและที่ทำงานใกล้ตัว

แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ และนำกลยุทธ์ที่มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับมาปรับใช้อย่างจริงจัง คนไทยและครอบครัวก็จะสามารถสร้างความหวัง ภูมิคุ้มกันทางใจ และพลังบวกที่แท้จริง เพื่อวันข้างหน้าที่การมองโลกในแง่ดีไม่ใช่ภาระ แต่เป็นผลพลอยได้จากการใช้ชีวิตอย่างมีสติและสมดุล

แหล่งข้อมูล: Self Magazine, Bangkok Post, Harvard Business Review, UNICEF Thailand, BangkokBizNews, WHO Southeast Asia