ในยุคที่ชีวิตผูกติดกับโลกดิจิทัลแทบตลอดเวลา และหลายคนใส่ใจกับการดูแลตัวเองให้ออกมาดูดี หลายคนในสังคมเมืองของไทยอาจรู้สึกว่าพลังงานในแต่ละวันหมดไปอย่างรวดเร็วจนน่าใจหายโดยไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ บทความยอดนิยมจาก Forbes ซึ่งสรุปผลการวิเคราะห์ของนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ได้ชี้ให้เห็นว่า ต้นเหตุของความเหนื่อยล้าไม่ได้มาจากความเครียดที่ชัดเจนหรือการทำงานหามรุ่งหามค่ำเท่านั้น แต่ยังมาจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่เรามักมองข้ามไป การทำความเข้าใจและรับมือกับ ‘ตัวการเงียบ’ เหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนในสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองและพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งบ่อยครั้งความเหนื่อยล้ากลับถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของความขยัน และให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าสิ่งอื่นใด

ผลการศึกษานี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เมื่อค่านิยมดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของส่วนรวมและการใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ กำลังถูกท้าทายด้วยวิถีชีวิตยุคใหม่ที่ทุกอย่างดูจะรวดเร็วไปหมด เต็มไปด้วยการเสพสื่อดิจิทัลไม่เว้นแต่ละวัน การแข่งขันที่สูงขึ้น และอิทธิพลของแนวคิดการพัฒนาตนเองแบบตะวันตกที่แพร่หลายมากขึ้น ในภาวะที่ปัญหาการหมดไฟทั้งในที่ทำงานและสถานศึกษาของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างเงียบๆ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุลึกๆ ของความอ่อนล้าในแต่ละวัน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคลอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในระดับสังคม

รายงานจาก Forbes ชิ้นเดิมระบุว่า นักจิตวิทยาได้ชี้เป้าไปที่ 3 พฤติกรรมหลักที่คอยบั่นทอนพลังงานสำรองในตัวเราอย่างช้าๆ ได้แก่ สมาธิที่วอกแวกง่าย ความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจเรื่องจุกจิก และภาวะที่เรียกว่า “สุขภาวะแบบเอาหน้า” (performative wellness) ซึ่งแต่ละพฤติกรรมล้วนสะท้อนความซับซ้อนของชีวิตประจำวันในยุคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยยุคดิจิทัลที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี

ตัวการแรกคือ สมาธิที่วอกแวกง่าย ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหน้าจอไปพร้อมๆ กับการพูดคุย หรือการสลับความสนใจไปมาระหว่างกิจกรรมต่างๆ ยิ่งในยุคที่สมาร์ตโฟนแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ประกอบกับพฤติกรรมการแชตไลน์ ดูคลิป TikTok และเปิดเว็บหลายหน้าต่างพร้อมกันระหว่างพักเที่ยง ยิ่งทำให้คนไทยเสี่ยงต่อการสูญเสียพลังงานไปกับสิ่งเหล่านี้ได้โดยง่าย บทความดังกล่าวอ้างอิงงานวิจัยทบทวนในวารสาร Developmental Review ซึ่งพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้งานสื่อหลายชนิดพร้อมกันเป็นประจำ (heavy media multitasking) กับประสิทธิภาพการทำงานที่ต้องใช้สมาธิที่ลดน้อยลง แม้ว่าเจ้าตัวจะมั่นใจว่าตนเองสามารถทำงานหลายอย่างได้ดีก็ตาม นักจิตวิทยาพบว่าพฤติกรรมนี้สัมพันธ์กับลักษณะนิสัย “การแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ” (sensation seeking) ซึ่งไปลดทอนความสามารถของสมองในการกลั่นกรองสิ่งรบกวน โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับคนที่ทำงานหลายอย่างพร้อมกันเป็นประจำ ระบบการควบคุมสมาธิของสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้เราจดจ่อกับเป้าหมายและควบคุมอารมณ์ อาจได้รับผลกระทบ”

ข้อมูลเชิงลึกนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยหลายชิ้น ที่ชี้ว่าการถูกรบกวนจากสิ่งเร้าดิจิทัลเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความเครียดในหมู่นักเรียนนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศ การฝึกสติซึ่งครั้งหนึ่งอาจจำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติธรรมในวัด ปัจจุบันได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางทั้งในโรงเรียนและโครงการส่งเสริมสุขภาวะขององค์กรต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไข แต่ดูเหมือนว่าปัญหานี้ก็ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ)

พฤติกรรมที่สองที่บั่นทอนพลังชีวิตของเราคือ การสูญเสียพลังงานสมองไปกับการตัดสินใจเรื่องจุกจิกอยู่ตลอดเวลา นักจิตวิทยาชี้ว่าตัวเลือกเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญในแต่ละวัน เช่น จะใส่ชุดไหนดี จะกินอะไร หรือจะฟังเพลงเพลย์ลิสต์ไหนดี เมื่อสะสมรวมกันแล้วกลับสร้างความเหนื่อยล้าทางสมองได้อย่างมาก ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ภาวะเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ” (decision fatigue) ซึ่งมีงานวิจัยมากมายในวารสาร Journal of Health Psychology ยืนยันว่าการตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยซ้ำๆ สามารถกัดกร่อนการควบคุมตนเอง สมาธิ และความเฉียบคมทางความคิดโดยรวมได้ แม้ในสังคมไทยที่เคยมีบรรทัดฐานทางครอบครัวและชุมชนช่วยให้การตัดสินใจในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น แต่เสน่ห์ของตัวเลือกอันไม่รู้จบจากแอปสั่งอาหารและแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้แนวโน้มนี้เด่นชัดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการให้ข้อสังเกตว่า สังคมไทยซึ่งแต่เดิมมีกิจวัตรที่ค่อนข้างชัดเจนและการตัดสินใจเรื่องอาหารการกินร่วมกันในชุมชน กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ให้อิสระในการตัดสินใจและมีทางเลือกส่วนบุคคลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ปัจจุบันอาจต้องเลือกอาหารจากรายการนับพันบนแอปพลิเคชันเดลิเวอรี แทนที่จะเป็นร้านอาหารเจ้าประจำไม่กี่ร้านใกล้ที่ทำงานเหมือนในอดีต ส่งผลให้ภาระการตัดสินใจในแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อลดปัญหานี้ นักจิตวิทยาแนะนำให้ “ตัดสินใจเป็นชุด” เช่น วางแผนมื้ออาหาร ชุดที่จะใส่ หรือตารางงานล่วงหน้า เพื่อ “สงวนพลังงานสมองไว้สำหรับงานที่สำคัญกว่าหรืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่า”

ทว่าความท้าทายที่อาจเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยยุคใหม่คือพฤติกรรม “สุขภาวะแบบเอาหน้า” หรือการหมกมุ่นกับการทำกิจกรรมดูแลตัวเองโดยเน้นภาพลักษณ์มากกว่าประโยชน์ที่แท้จริง นักจิตวิทยาอธิบายว่าโซเชียลมีเดียยิ่งโหมกระพือแนวโน้มนี้ด้วยการนำเสนอภาพการดูแลสุขภาพที่ดูสมบูรณ์แบบ ทำให้ง่ายที่จะสับสนระหว่างภาพลักษณ์ของการดูแลตัวเองกับการพักผ่อนที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง สิ่งนี้เห็นได้ชัดบนแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมในไทย ที่กระแส “กินคลีน” และ “ท่าโยคะสวยเป๊ะ” เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง แต่อาจสร้างความเครียดมากกว่าการผ่อนคลายสำหรับบางคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “หากการดูแลตัวเองกลายเป็นอีกหนึ่งภาระในตารางชีวิต และทำให้คุณเครียดแทนที่จะรู้สึกดีขึ้น คุณอาจกำลังติดกับดักความคิดเรื่องการดูแลตัวเองเพื่อโชว์ แทนที่จะทำกิจกรรมที่เติมเต็มคุณอย่างแท้จริง”

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะในประเทศหลายท่านได้ให้ทัศนะต่อประเด็นนี้ โดยเน้นว่าการดูแลตนเองที่แท้จริงนั้นต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการหาความสงบด้วยการนั่งสมาธิคนเดียวในสวนสาธารณะ หรือการใช้เวลาทานอาหารร่วมกับครอบครัวอย่างผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม แรงดึงดูดจากการเปรียบเทียบทางสังคมยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมือง

ผลการค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยแต่โบราณที่สอนให้ “ใจเย็นๆ” รวมถึงประเพณีที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองและความสมดุลของส่วนรวม แม้ว่าสังคมไทยกำลังรับเอาเทรนด์ดิจิทัลและกระแสสุขภาวะระดับโลกเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางเหล่านี้ให้สอดรับกับการให้ความสำคัญกับสุขภาวะส่วนบุคคลและการสงวนพลังงานได้ดียิ่งขึ้น สถาบันการศึกษาและหน่วยงานสาธารณสุขเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการให้ความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล การสอนทักษะการจัดตารางเวลา และแนวทางการดูแลตนเองที่ทำได้จริงและเหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทย (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))

เมื่อมองไปข้างหน้า จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนต่อทั้งภาคการศึกษา สาธารณสุข และแวดวงการทำงานของไทย สำหรับคนทำงานและนักเรียนนักศึกษา ความท้าทายอยู่ที่การฝึกฝนการจดจ่ออย่างมีสติ การจัดระเบียบกิจวัตรประจำวันให้ง่ายขึ้น และการทวงคืนความหมายของการมีสุขภาวะที่ดีเพื่อประโยชน์ของตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อตามกระแสหรือเอาไว้อวดใคร สถานที่ทำงานสามารถมีส่วนช่วยได้โดยการลดความคาดหวังว่าพนักงานต้องพร้อมตอบสนองทางดิจิทัลตลอดเวลา และส่งเสริมให้มีช่วงเวลาสำหรับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงโดยเฉพาะ (deep work) โรงเรียนและมหาวิทยาลัยอาจพิจารณาจัดหลักสูตรหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการตัดสินใจและการจัดการความเครียด โดยผสมผสานการฝึกสติซึ่งมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาเข้ากับแนวทางการปรับความคิดและพฤติกรรมที่ใช้ในปัจจุบัน

สำหรับคนไทยโดยทั่วไป รายงานชิ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการจะมีพลังงานที่ยั่งยืนและสุขภาพจิตที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การมุ่งเน้นแต่ผลิตภาพหรือการทำตามกระแสบนอินสตาแกรมเท่านั้น เส้นทางสู่สุขภาวะที่แท้จริงเริ่มต้นด้วยการตระหนักรู้และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ ได้แก่ จำกัดการทำหลายอย่างพร้อมกันเพื่อรักษาโฟกัส ลดภาระการตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยด้วยการทำให้เป็นอัตโนมัติหรือตัดสินใจเป็นชุด และเลือกทำกิจกรรมดูแลตัวเองที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อการแสดงออก

จึงอยากชวนให้ผู้อ่านชาวไทยเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ลองปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น และตั้งใจทำงานทีละอย่างให้เสร็จก่อนจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ลองรวบรวมการตัดสินใจเรื่องจุกจิกไว้ทำในช่วงสุดสัปดาห์แทนที่จะต้องมานั่งคิดใหม่ทุกเช้า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลองทบทวนดูว่ากิจกรรมดูแลตัวเองแบบไหนที่ช่วยบำรุงร่างกายและจิตใจของคุณอย่างแท้จริง แทนที่จะแค่ทำตามกระแสล่าสุด การปรับเปลี่ยนอย่างมีสตินี้ จะช่วยให้ทั้งในระดับครัวเรือน สถานที่ทำงาน และชุมชนทั่วประเทศไทย สามารถฟื้นคืนพลังงานอันมีค่ากลับมา และสร้างความเข้มแข็งทางใจที่ยั่งยืนเพื่อรับมือกับความท้าทายของชีวิตยุคใหม่

แหล่งข้อมูล: Forbes, Developmental Review, Journal of Health Psychology, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)