วงการแพทย์มะเร็งกำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อหลักฐานวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ชี้ชัดว่าการออกกำลังกายไม่ใช่เป็นเพียง “ส่วนเสริม” ของการรักษาแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังอาจเป็น “วิธีการรักษา” ที่ทรงพลังในตัวเองอีกด้วย งานวิจัยล่าสุดที่นำโดยโครงการมะเร็งวิทยาการออกกำลังกาย (Exercise Oncology Program) ณ ศูนย์มะเร็งเมโมเรียล สโลน เคทเทอริ่ง (Memorial Sloan Kettering Cancer Center หรือ MSK) เผยให้เห็นว่าโปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล สามารถส่งผลลึกถึงระดับชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดผลกระทบอันตรายจากการรักษา และอาจเพิ่มโอกาสให้การรักษาผู้ป่วยได้ผลดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ป่วยมะเร็งในไทย นี่คือทิศทางใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มอบทั้งความหวังและแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริงนอกเหนือจากการรักษาแบบเดิมๆ

นานหลายทศวรรษที่ผู้ป่วยมะเร็งมักได้รับคำแนะนำให้พักผ่อนและสงวนพลังงาน แต่ปัจจุบันคำแนะนำนี้กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อมีงานวิจัยชี้ว่า การอยู่นิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นนักบินอวกาศในสภาวะไร้น้ำหนัก หรือผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัดบนโลก ต่างก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อถดถอยและความจำเสื่อม คล้ายกับภาวะที่เรียกว่า “สมองล้าในอวกาศ” (space fog) และ “สมองล้าจากคีโม” (chemo brain) ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาการออกกำลังกาย ซึ่งเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่องค์การนาซา อธิบายว่าทั้งผู้ป่วยมะเร็งและนักบินอวกาศต่างเผชิญสภาวะร่างกายอ่อนแอ ซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายสามารถช่วยฟื้นฟูได้ไม่น้อย “นักบินอวกาศมีอาการหลายอย่างคล้ายผู้ป่วยมะเร็ง การอยู่นิ่งๆ และสภาวะไร้น้ำหนักสามารถทำลายสมรรถภาพร่างกายได้ไม่ต่างกับการรับการรักษาโรคมะเร็งอย่างเคมีบำบัด” ประสบการณ์ที่เห็นว่าการออกกำลังกายช่วยลดผลกระทบต่อร่างกายในสภาวะอวกาศได้ กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้นำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อผู้ป่วยมะเร็งอีกนับล้านคน

ที่ศูนย์ MSK ทีมวิจัย นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาการออกกำลังกายท่านเดิม และผู้ร่วมงานอีกท่าน มองว่าการออกกำลังกายเปรียบเสมือน “การแพทย์แม่นยำ” (precision medicine) แขนงหนึ่ง โดยต้องปรับคำแนะนำให้เข้ากับสรีรวิทยา ชนิดของมะเร็ง และแผนการรักษาเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย งานวิจัยของพวกเขาไม่ได้อาศัยคำแนะนำการออกกำลังกายทั่วไป แต่ผ่านการทดลองทางคลินิกอย่างเข้มข้นเพื่อค้นหาว่าการออกกำลังกายเปลี่ยนแปลงการลุกลามของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาได้อย่างไร นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายท่านหนึ่ง กล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังรักษามะเร็งและผู้ที่หายจากมะเร็ง นอกจากจะช่วยปรับปรุงสุขภาพกายและสุขภาพจิตแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบระยะยาวจากการรักษามะเร็ง เช่น เคมีบำบัดและการฉายรังสีได้อีกด้วย” (mskcc.org)

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญมาจากการสังเกตระดับสมรรถภาพทางกายของผู้ป่วยมะเร็ง กล่าวคือ เมื่อผู้ป่วยเข้ารับเคมีบำบัดเป็นเวลาสามเดือน สมรรถภาพของหัวใจและปอดจะลดลงถึงร้อยละ 15 ภายในครึ่งปี ซึ่งเทียบเท่ากับร่างกายที่แก่ชราลงสิบปี แต่ทว่าผู้ที่ออกกำลังกายเพียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง กลับสามารถต้านทานการลดลงอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ (mskcc.org) ปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังศึกษาคำถามที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น การออกกำลังกายที่ “จ่าย” ด้วยความแม่นยำเช่นเดียวกับยา จะสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของโรคมะเร็งได้หรือไม่ ปริมาณการออกกำลังกายเท่าใดจึงจะให้ประโยชน์สูงสุด และการออกกำลังกายมากเกินไปจะมีผลเสียหรือไม่

คำถามเหล่านี้ได้นำไปสู่การทดลองทางคลินิกที่ไม่เคยมีมาก่อนกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะเริ่มต้นจำนวน 53 คน ผู้เข้าร่วมถูกสังเกตการณ์ในช่วงเวลาสำคัญสี่สัปดาห์ระหว่างการวินิจฉัยโรคและการผ่าตัด โดยไม่มีปัจจัยการรักษาอื่น ๆ เช่น เคมีบำบัดหรือการฉายรังสีมารบกวน ผู้เข้าร่วมแต่ละคนได้รับ “ปริมาณ” การออกกำลังกายที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละคน ตั้งแต่ 90 ถึง 450 นาทีต่อสัปดาห์ ผ่านการออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งที่บ้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแลผ่านระบบออนไลน์

วิธีการที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นพิเศษนี้ ซึ่งรวมถึงการจัดส่งลู่วิ่งถึงบ้าน การให้ไอแพดพร้อมแอปพลิเคชันติดตามสุขภาพ นาฬิกาอัจฉริยะ และการติดตามผลแบบดิจิทัลตามเวลาจริง ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถทำตามโปรแกรมออกกำลังกายได้แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกาย นอกจากนี้ ประสบการณ์ทางสังคมผ่านการประชุมกลุ่มทาง Zoom ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีปฏิบัติในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นกลุ่มและการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน

ทีมแพทย์ได้ติดตามสารบ่งชี้ทางชีวภาพที่สำคัญสองชนิดที่เกี่ยวข้องกับการลุกลามของมะเร็งต่อมลูกหมาก ได้แก่ Ki-67 ซึ่งบ่งชี้การเติบโตของเซลล์มะเร็ง และ PSA ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในการวัดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพียงออกกำลังกาย 225 นาที (ไม่ถึงสี่ชั่วโมง) ต่อสัปดาห์ ผู้เข้าร่วมมีค่าสารบ่งชี้เหล่านี้คงที่หรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งสำคัญคือการเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายเกินกว่าระดับนี้ไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” และทำให้โปรแกรมการออกกำลังกายเป็นไปได้จริงมากขึ้นสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนเพลียจากอาการป่วยหรืออายุที่มากขึ้น

แม้ว่าผลการวิจัยเหล่านี้จะมีแนวโน้มที่ดี แต่นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่ายังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม หัวหน้าทีมวิจัย ชี้แจงว่า “ผลลัพธ์เหล่านี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการออกกำลังกายจะช่วยให้การพยากรณ์โรคของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น การจะสรุปได้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นหรือมีผลการรักษาที่ดีขึ้นหรือไม่นั้น จำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกที่ใช้เวลานานขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น” อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ได้รับก็ชัดเจนเพียงพอที่จะเริ่มการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 (phase 2 trial) โดยมุ่งเน้นไปที่การออกกำลังกาย 225 นาทีต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีความสนใจที่จะขยายการศึกษาไปยังมะเร็งชนิดก้อน (solid tumors) ประเภทอื่น ๆ และตรวจสอบว่ามะเร็งที่มีลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างอาจตอบสนองต่อการออกกำลังกายเป็นพิเศษหรือไม่

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น และระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการวิจัยของ MSK จึงมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คนไทยคุ้นเคยกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและการทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชนมานาน ตั้งแต่การเต้นแอโรบิกยามเช้าในสวนสาธารณะ ไปจนถึงการเดินออกกำลังกายในลานวัด แนวคิดเรื่องการ “สั่งจ่าย” การออกกำลังกายที่เฉพาะเจาะจงและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับจึงสามารถผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยอาจมีการจ้างนักสรีรวิทยาการออกกำลังกายมาทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเพื่อจัดทำแผนการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ดังเช่นที่เริ่มมีให้เห็นในโรงพยาบาลรักษามะเร็งชั้นนำทั่วโลก

ปัจจุบัน โรงพยาบาลบางแห่งในประเทศไทยมีโปรแกรมฟื้นฟูและทางเลือกในการออกกำลังกายขั้นพื้นฐาน แต่ยังมีน้อยแห่งที่มีโปรแกรมมะเร็งวิทยาการออกกำลังกายแบบบูรณาการเต็มรูปแบบ ด้วยการลงทุนของภาครัฐในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และการที่สาธารณชนให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านวิถีชีวิตในการดูแลสุขภาพมากขึ้น นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ผู้กำหนดนโยบายและแพทย์จะพิจารณาโครงการนำร่องโดยอ้างอิงจากหลักฐานล่าสุด (องค์การอนามัยโลก) การนำรูปแบบนี้มาปรับใช้อาจไม่เพียงช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและการฟื้นตัวของผู้ป่วย แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวม ลดภาระของครอบครัว และขยายบทบาทของการดูแลเชิงป้องกันในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย

ในด้านจิตใจ การออกกำลังกายยังช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งรู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในช่วงเวลาที่มักจะเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง ดังที่ผู้เข้าร่วมโครงการคนหนึ่งเล่าว่า “ในฐานะผู้ป่วยมะเร็ง นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์และสามารถช่วยให้ฉันฟื้นตัวได้” การเสริมพลังใจเช่นนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาของไทย ที่เน้นการฝึกฝนตนเองและความสมดุลของกายและใจเมื่อเผชิญกับความทุกข์

ในอนาคต นักวิจัยมองเห็นภาพที่ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนจะได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งปรับให้เหมาะกับการวินิจฉัยโรค ลักษณะทางพันธุกรรม และสมรรถภาพทางกายของแต่ละคน เหมือนกับความก้าวหน้าในการใช้ยารักษาแบบมุ่งเป้าที่ประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งนี้จะช่วยนำมาตรฐานการดูแลที่ทันสมัยที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีในโรงพยาบาลตะวันตก มาสู่ผู้ป่วยชาวไทย ทำให้มั่นใจได้ถึงการเข้าถึงวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ยาได้อย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งหรือกำลังฟื้นตัวจากมะเร็งปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายใหม่ๆ ควรพิจารณาการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ ถึงปานกลาง เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ โดยต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพปัจจุบันของผู้ป่วย และควรอยู่ภายใต้การดูแลหากเป็นไปได้ หน่วยงานด้านสุขภาพของไทย บริษัทประกัน และองค์กรการกุศลที่เกี่ยวกับมะเร็ง ควรเผยแพร่ความรู้นี้ผ่านการสัมมนา ช่องทางดิจิทัล และความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น

สำหรับประชาชนไทยทั่วไป ผลการวิจัยเหล่านี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้ออกกำลังกายและใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงอยู่เสมอตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคภัยจะมาเยือน โรงเรียน สถานประกอบการ และครอบครัวสามารถช่วยกันส่งเสริมวัฒนธรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายหากเจ็บป่วย

โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์มะเร็งเมโมเรียล สโลน เคทเทอริ่ง เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงยุคใหม่ที่การออกกำลังกายไม่ได้เป็นเพียงส่วนเสริมในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอีกต่อไป แต่ได้รับการศึกษาอย่างจริงจังทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับการใช้ยา สำหรับประเทศไทย นี่คือเครื่องมือที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับและเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ แม้วิทยาศาสตร์จะยังคงพัฒนาต่อไป แต่สาระสำคัญยังคงชัดเจน: การเคลื่อนไหวร่างกายไม่ใช่เป็นเพียงยา แต่ยังอาจเป็นหนึ่งในเกราะป้องกันด่านแรกของเรา

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง สิ่งสำคัญที่ควรทำคือปรึกษาทีมแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการออกกำลังกายที่ปลอดภัย เหมาะสม และปรับให้เข้ากับสภาวะของตนเอง สำหรับผู้กำหนดนโยบาย หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับประเทศไทย และการลงทุนในโครงการฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการรักษามะเร็ง ในฐานะสังคม การสืบสานวัฒนธรรมการทำกิจกรรมกลุ่ม การมีพื้นที่สาธารณะสำหรับออกกำลังกาย และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน จะช่วยให้ทุกคนได้รับประโยชน์เหล่านี้

แหล่งข้อมูล: