สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ได้เปิดผลการศึกษาชิ้นสำคัญ ซึ่งชี้ชัดว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิดได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มมะเร็งที่ก่อนหน้านี้ข้อมูลยังสนับสนุนไม่มากนัก งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำอย่าง Journal of the National Cancer Institute และได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการวางแนวทางดูแลผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็ง รวมถึงนโยบายสาธารณสุขเพื่อผู้คนนับล้านทั่วโลก ซึ่งรวมถึงผู้รอดชีวิตจากมะเร็งชาวไทยหลายพันชีวิตที่กำลังมองหาหนทางใช้ชีวิตหลังการรักษา (mcknights.com)

การศึกษาระดับมหภาคชิ้นนี้ ติดตามผู้รอดชีวิตจากมะเร็งชาวอเมริกันกว่า 90,000 ราย เป็นเวลานานเกือบ 11 ปี ถือเป็นการศึกษาที่ครอบคลุมที่สุดชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิตและผลลัพธ์ภายหลังการวินิจฉัยโรค ทีมวิจัยพบว่าผู้ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราการรอดชีวิตโดยรวมสูงกว่าอย่างชัดเจน คำแนะนำดังกล่าวคือ การเดินเร็วหรือทำกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักประมาณ 2.5 ถึง 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยหลังรู้ผลวินิจฉัย ประโยชน์ที่ช่วยให้รอดชีวิตนี้พบในมะเร็ง 10 ชนิดหลัก ได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุโพรงมดลูก ไต ปอด ช่องปาก ต่อมลูกหมาก ทวารหนัก และมะเร็งระบบทางเดินหายใจ

หัวหน้าทีมวิจัยและนักวิทยาศาสตร์อาวุโส สังกัดสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา เน้นย้ำถึงความสำคัญของผลการค้นพบนี้ต่อการรับมือกับโรคมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้กล่าวว่า “ผลการศึกษาของเราเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่า การมีกิจกรรมทางกายหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโอกาสในการรอดชีวิต” พร้อมย้ำว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์แม้แต่กับผู้ที่กำลังเผชิญกับผลข้างเคียงอันหนักหน่วงจากการรักษา นักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านเดิมยังให้กำลังใจผู้ป่วยเพิ่มเติมว่า “การออกกำลังกายบ้างย่อมดีกว่าไม่ออกเลย การหากิจกรรมที่ชอบหรือชวนเพื่อนมาทำด้วยกันจะช่วยให้รู้สึกว่าทำได้ง่ายขึ้น” (mcknights.com - study summary)

ทีมวิจัยได้ปรับการวิเคราะห์อย่างละเอียดโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านอายุ เพศ ระยะของมะเร็ง และประวัติการรักษา เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนประโยชน์ของการออกกำลังกายโดยตรง โดยไม่ปะปนกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ที่สำคัญคือ การศึกษานี้ให้หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมาเกี่ยวกับประโยชน์ด้านการรอดชีวิตสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ไต และช่องปาก ซึ่งเป็นกลุ่มมะเร็งที่ก่อนหน้านี้ยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนซึ่งเชื่อมโยงการออกกำลังกายกับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

สำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งและบุคลากรทางการแพทย์ในบ้านเรา การศึกษานี้นับว่ามาในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เพราะมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย และมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นทุกปี (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศไทย) ที่ผ่านมา คำแนะนำส่วนใหญ่สำหรับผู้รอดชีวิตชาวไทยมักเน้นไปที่การติดตามอาการหลังการรักษาและการดูแลทางการแพทย์ต่อเนื่อง แต่หลักฐานใหม่นี้ชี้ให้เห็นโอกาสที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ด้วยการผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายง่ายๆ เข้ากับชีวิตประจำวัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและนักกายภาพบำบัดไทยที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มักแนะนำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวเบาๆ เพื่อจัดการกับความเหนื่อยล้าและฟื้นฟูกำลัง อย่างไรก็ตาม แนวทางเกี่ยวกับปริมาณและประเภทของกิจกรรมยังมีความแตกต่างกันไป ผลการศึกษาที่หนักแน่นจากต่างแดนนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้นสำหรับการปฏิบัติงานทางคลินิกและการให้คำปรึกษาแก่ผู้รอดชีวิตในประเทศไทย

คำแนะนำด้านการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับการศึกษานี้ ตรงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทย คือการทำกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับผู้ใหญ่ สำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง อาจรวมถึงการเดินเร็วในสวนสาธารณะ การปั่นจักรยาน การเต้นแอโรบิกแบบเบาๆ หรือแม้แต่การรำไทย ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่ายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด วัฒนธรรมการออกกำลังกายเป็นกลุ่มและกิจกรรมชุมชนของไทย เช่น ชมรมเดินออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะอย่างสวนเบญจกิติ ถนนคนเดิน หรือตามงานวัดต่างๆ ยังเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมให้ผู้รอดชีวิตมีกำลังใจและรู้สึกผูกพันกับผู้อื่น

อย่างไรก็ดี อุปสรรคด้านจิตใจและวัฒนธรรมยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุในต่างจังหวัด อาจเผชิญกับการตีตราทางสังคม ความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือความเข้าใจผิดว่าการพักผ่อนมากๆ และไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นสิ่งที่ดีกว่าในช่วงพักฟื้น นอกจากนี้ ความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด และผลกระทบทางอารมณ์จากการรักษามะเร็ง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยับเขยื้อนร่างกาย งานวิจัยของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริการับทราบถึงความท้าทายเหล่านี้ โดยเน้นย้ำว่า “ออกกำลังกายบ้าง ดีกว่าไม่ทำเลย” พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการปรับกิจกรรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคลและการให้กำลังใจจากคนรอบข้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพฤติกรรมที่กระฉับกระเฉงอย่างยั่งยืน

ข้อมูลใหม่ๆ ยังชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ ในชีวิตประจำวันให้ประโยชน์เพิ่มเติม นอกเหนือจากการช่วยให้รอดชีวิต เช่น ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า สมรรถภาพทางกายดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อผู้รอดชีวิตจากมะเร็งชาวไทยจำนวนมากเช่นกัน หัวหน้าทีมวิจัยท่านเดิมระบุในจดหมายโต้ตอบกับผู้สื่อข่าวสายสุขภาพว่า “งานวิจัยของเราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากมะเร็งแบบองค์รวม ซึ่งผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับการดูแลทางการแพทย์”

ในอนาคต หน่วยงานสาธารณสุขของไทยมีโอกาสที่จะเผยแพร่ผลการค้นพบเหล่านี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ผ่านการรณรงค์สาธารณะ โครงการส่งเสริมการออกกำลังกายในชุมชน และการนำกิจกรรมทางกายไปปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหลังการรักษามะเร็งตามปกติ โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สามารถจัดอบรมเชิงปฏิบัติการที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เช่น โครงการ “ขยับกาย สู้ภัยมะเร็ง” รวมทั้งร่วมมือกับผู้นำชุมชน วัด และโรงเรียน เพื่อให้การออกกำลังกายเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดอายุ สถานที่ หรือความสามารถทางร่างกาย

กลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย เช่น กลุ่มที่ดำเนินงานโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มูลนิธิรามาธิบดีฯ และองค์กรผู้รอดชีวิตในกรุงเทพฯ สามารถนำข้อมูลที่หนักแน่นจากต่างแดนนี้มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อขยายกิจกรรมของกลุ่มให้ครอบคลุมการจัดช่วงออกกำลังกายเป็นประจำ โดยอาจนำโดยผู้รอดชีวิตด้วยกันเองหรืออาสาสมัครด้านสุขภาพ ที่สำคัญ กลุ่มเหล่านี้สามารถช่วยปรับเปลี่ยนความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับการพักผ่อนและการทำกิจกรรมในช่วงพักฟื้นจากมะเร็ง โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง LINE และ Facebook เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

โดยสรุปแล้ว สารที่ต้องการสื่อถึงผู้รอดชีวิตจากมะเร็งชาวไทยและครอบครัวนั้นชัดเจนและเปี่ยมด้วยความหวัง นั่นคือ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีแบบแผนและสนุกสนาน ไม่เพียงแต่ปลอดภัย แต่ยังอาจมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นหลังการวินิจฉัยมะเร็ง กิจกรรมที่เรียบง่ายและทำเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบาๆ หรือการเต้นแอโรบิกเป็นกลุ่ม สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อย่างมาก จึงขอให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายเร่งดำเนินการเพื่อสร้างโอกาสเหล่านี้ให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง และแก้ไขอุปสรรคทางวัฒนธรรมที่อาจเป็นตัวขัดขวางการมีส่วนร่วม

ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งและผู้ดูแลควรปรึกษาทีมแพทย์เพื่อค้นหากิจกรรมที่ปลอดภัยและทำแล้วเพลิดเพลิน ควรเริ่มต้นด้วยระดับความหนักที่สบายๆ และพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มในชุมชนเพื่อสร้างแรงจูงใจ แม้แต่การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เช่น การเดินเล่นตอนเช้าทุกวัน หรือการเข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายที่วัด ก็สามารถให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างมหาศาล ดังที่งานวิจัยใหม่นี้เน้นย้ำ ทุกย่างก้าวล้วนมีความสำคัญ และสามารถเป็นอีกก้าวไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้นหลังเผชิญกับโรคมะเร็ง

แหล่งข้อมูล: mcknights.com, วารสารสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (สหรัฐฯ), องค์การอนามัยโลก - แนวทางการมีกิจกรรมทางกาย, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศไทย