หลักฐานใหม่ๆ เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าผู้ที่เผชิญกับอาการปวดอวัยวะเพศเรื้อรัง โดยเฉพาะสตรี มักถูกบุคลากรทางการแพทย์เมินเฉย วินิจฉัยผิดพลาด หรือถูกบอกปัดว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นเพียงเรื่องในใจ ปรากฏการณ์นี้ หรือที่เรียกว่า “การที่บุคลากรทางการแพทย์เพิกเฉยต่ออาการป่วย หรือชี้นำว่าผู้ป่วยคิดไปเอง (medical gaslighting)” ส่งผลให้การรักษาโรคสำคัญอย่างโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และภาวะปวดปากช่องคลอดเรื้อรัง (vulvodynia) ต้องล่าช้าออกไป ทั้งที่โรคเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงราว 1 ใน 10 คนในสหรัฐอเมริกา ปัญหานี้ไม่เพียงสะท้อนอคติทางเพศที่ยังคงฝังรากลึกในวงการแพทย์ แต่ยังตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอยู่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย

สำหรับหลายคนที่ต้องต่อสู้กับอาการปวดทางนรีเวชเรื้อรัง ชีวิตประจำวันได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง กิจกรรมง่ายๆ อย่างการนั่ง การปั่นจักรยาน หรือแม้แต่การสวมกางเกงใน ก็อาจสร้างความรู้สึกไม่สบายตัวไปจนถึงความเจ็บปวดทรมาน การมีเพศสัมพันธ์และการตรวจร่างกายเบื้องต้นมักกลายเป็นเรื่องยากจะทนไหว แม้ภาวะเหล่านี้จะพบได้ไม่น้อย แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องเผชิญกับความกังขาจากสถานพยาบาล จากข้อมูลงานวิจัยและการรายงานเชิงลึกของ The Conversation เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ไปคลินิกรักษาอาการปวดช่องคลอดและปากช่องคลอด ถูกบอกว่า “แค่ต้องผ่อนคลายให้มากขึ้น” มากกว่าหนึ่งในสามรายงานว่าถูกทำให้รู้สึกเหมือน “เป็นบ้า” และมากกว่าครึ่งเคยท้อแท้จนคิดจะล้มเลิกการรักษาทางการแพทย์ไปเลย (CNN)

สาเหตุเบื้องหลังของการที่แพทย์เพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของผู้ป่วยนั้นหยั่งรากลึกอยู่กับข้อบกพร่องในระบบการศึกษาและการวิจัยทางการแพทย์ งานศึกษาหลายชิ้น รวมถึงผลสำรวจผู้ป่วยโรคปวดเรื้อรังในปี 2024 พบว่าผู้หญิงจำนวนมากมักได้ยินคำพูดจากแพทย์ทำนองว่า “มันเป็นเรื่องในหัวคุณทั้งนั้น” นอกจากนี้ งานศึกษาติดตามผลในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ยังเผยว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับการรักษาอาการปวดช่องคลอดและปากช่องคลอดต้องเปลี่ยนแพทย์ไปเรื่อยๆ โดยไม่ค่อยได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน ด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจจากประสบการณ์เหล่านี้ หลายคนจึงหันไปพึ่งพากลุ่มออนไลน์อย่าง Reddit เพื่อขอการสนับสนุน แบ่งปันข้อมูล และยืนยันความรู้สึกของตนเอง

การที่แพทย์มองข้ามอาการป่วย ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ทันท่วงทีและการรักษาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ผู้ที่อาการของตนถูกเพิกเฉยมักจะเริ่มสงสัยในสิ่งที่ตนเองรับรู้ รู้สึกโดดเดี่ยว และอาจนำไปสู่อาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรืออาการคล้ายโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เมื่อความศรัทธาในระบบสุขภาพลดน้อยถอยลง ผู้ป่วยก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาพยาบาล ทำให้อาการของพวกเขายิ่งทรุดหนักลงไปอีก

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในวงการแพทย์คือปัจจัยสำคัญเบื้องหลังความล้มเหลวเหล่านี้ มรดกทางความคิดจากอดีต เช่น แนวคิดของฟรอยด์ที่เคยกล่าวโทษว่าอาการปวดทางเพศของผู้หญิงเกิดจากปมทางจิตใจ ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว กลับยังคงส่งอิทธิพลต่อทัศนคติและการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ภาพจำที่ว่าปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงเป็นเรื่องของการตีโพยตีพายหรือใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แทนที่จะมองว่าเป็นพยาธิสภาพทางกายจริงๆ ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายที่ชี้ไปในทางตรงกันข้ามก็ตาม

การขาดแคลนทุนวิจัยยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหารุนแรงขึ้น รายงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academies) ในปี 2024 ระบุว่าปัญหาสุขภาพสตรี เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และภาวะปวดปากช่องคลอดเรื้อรัง ยังคงได้รับทุนสนับสนุนน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับโรคที่ส่งผลกระทบต่อผู้ชายเป็นหลัก ที่น่าตกใจคือ การลงทุนของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Institutes of Health) ในด้านสุขภาพสตรีกลับลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การคุกคามต่อแหล่งทุนสนับสนุนระยะยาว เช่น ทุนสำหรับโครงการริเริ่มด้านสุขภาพสตรี (Women’s Health Initiative) ยิ่งทำให้ช่องว่างในการวิจัยกว้างออกไปอีก (National Academies) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันในหลายประเทศที่งบประมาณสำหรับสุขภาพสตรีมีจำกัดและมักต้องแข่งขันกับความสำคัญด้านอื่นๆ

ความเหลื่อมล้ำยิ่งเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้หญิงที่มาจากเชื้อชาติหรือกลุ่มเศรษฐกิจสังคมชายขอบ งานศึกษาในปี 2016 แสดงให้เห็นว่าครึ่งหนึ่งของแพทย์ฝึกหัดที่สำรวจมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความแตกต่างทางชีวภาพระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาว ซึ่งส่งผลต่อการประเมินความเจ็บปวดของผู้ป่วยและการเลือกวิธีการรักษา งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นซ้ำๆ ว่าคำบอกเล่าอาการของผู้หญิงถูกมองว่าน่าเชื่อถือน้อยกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะได้รับการสั่งยาทางจิตเวชมากกว่าการจัดการความเจ็บปวด แม้กระทั่งจากแพทย์หญิงด้วยกันเอง ผลที่ตามมาคือการวินิจฉัยที่ล่าช้า และในกรณีที่รุนแรง อาจถึงแก่ชีวิตได้

ความท้าทายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มประเทศตะวันตกเท่านั้น ในประเทศไทย เช่นเดียวกับในหลายๆ ประเทศของเอเชีย ภาวะเจ็บป่วยทางอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศมักถูกตีตราอย่างหนักในสังคม และอคติที่ยังคงมีอยู่ในทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ก็ยังคงสะท้อนรูปแบบสากล การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอาการปวดทางนรีเวชยังมีจำกัด โดยเฉพาะนอกเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงไทยจำนวนมากต้องทนทุกข์กับอาการปวดเรื้อรังอย่างเงียบๆ (การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย) ทัศนคติทางวัฒนธรรมที่มักมองว่าอาการป่วยทางนรีเวชเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือ “เป็นเรื่องปกติของการเป็นผู้หญิง” ยิ่งขัดขวางการพูดคุยอย่างเปิดอกและการขอความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

บุคลากรทางการแพทย์และนักรณรงค์ต่างเห็นพ้องว่าการแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการศึกษาทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการฝึกอบรมให้รับฟังประสบการณ์จริงของผู้ป่วยอย่างตั้งใจ ตระหนักถึงอาการต่างๆ อย่างครบถ้วน และยอมรับเมื่อวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ตามแนวทางสากล (International Society for the Study of Women’s Sexual Health) การสร้างความตระหนักรู้ ความเห็นอกเห็นใจ และความอ่อนน้อมถ่อมตนในทางคลินิก (การยอมรับข้อจำกัดขององค์ความรู้ทางการแพทย์) ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ

สำหรับผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับการดูแลที่ไม่ใส่ใจ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนวทางปฏิบัติหลายประการ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เอกสารเผยแพร่จากสมาคมนานาชาติเพื่อการศึกษาโรคช่องคลอดและปากช่องคลอด (International Society for the Study of Vulvovaginal Disease) หรือหนังสือให้ความรู้ เช่น “เมื่อเพศสัมพันธ์ทำให้เจ็บปวด (When Sex Hurts)” จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสื่อสารและปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครือข่ายสนับสนุน ทั้งทางออนไลน์และแบบพบปะ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทางใจและสังคมได้ แม้ว่าจะไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบการแพทย์ได้ทั้งหมดก็ตาม

ผู้ป่วยชาวไทยอาจพบอุปสรรคในการพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับอาการปวดเรื้อรัง อันเนื่องมาจากค่านิยมเรื่องความเกรงใจ และความลังเลที่จะท้าทายอำนาจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ความรู้ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นและการรณรงค์จากองค์กรต่างๆ เช่น มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพสตรีในไทย (Thai Women’s Health Foundation) กำลังค่อยๆ ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยที่เปิดกว้างมากขึ้น การเพิ่มทุนวิจัยด้านสุขภาพสตรี การขยายการศึกษาด้านนรีเวชวิทยา และการลดการตีตราในสังคมไทย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเอาชนะปัญหาการที่แพทย์เพิกเฉยต่ออาการป่วยของผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง

ในอนาคต หน่วยงานด้านสุขภาพระดับโลกและของไทยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้:

  • การลงทุนเพิ่มเติมในงานวิจัยด้านสุขภาพสตรี รวมถึงการศึกษาที่คำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การบรรจุการศึกษาเรื่องอคติทางเพศและการจัดการความเจ็บปวดเป็นภาคบังคับในหลักสูตรแพทยศาสตรศึกษา
  • การรณรงค์ด้านสาธารณสุขเพื่อลดการตีตราอาการปวดทางนรีเวช และส่งเสริมการตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • การจัดให้มีแหล่งข้อมูลสนับสนุนที่เข้าถึงได้ง่ายทั้งทางออนไลน์และในชุมชน สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง
  • การสร้างหลักประกันทางกฎหมายและนโยบายเพื่อให้แน่ใจว่ามีการดูแลที่เท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ หรือชนชั้น

สำหรับผู้อ่านชาวไทยและผู้ที่ดูแลผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง ขั้นตอนเหล่านี้สามารถสร้างความแตกต่างได้: รับทราบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ, ทำบันทึกอาการโดยละเอียดเพื่อสนับสนุนการประเมินทางคลินิก, ขอความเห็นที่สองจากแพทย์ท่านอื่นหากรู้สึกว่าอาการถูกเพิกเฉย และหากเป็นไปได้ เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนเพื่อรับกำลังใจจากคนอื่นๆ การตระหนักถึงปัญหาการที่แพทย์เพิกเฉยต่ออาการป่วยและการทำงานร่วมกัน จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ระบบการดูแลสุขภาพที่รับฟัง เชื่อมั่น และเยียวยาผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม

แหล่งข้อมูล: CNN, National Academies, International Society for the Study of Women’s Sexual Health, การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย