งานวิจัยชิ้นสำคัญระดับโลก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behavior ค้นพบว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้สวนทางกับความเชื่อเดิมๆ เรื่อง ‘ภาวะสมองเสื่อมจากดิจิทัล’ ที่หลายคนเป็นกังวล สำหรับประเทศไทย ที่ผู้สูงวัยเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นแง่มุมดีๆ ว่าการก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอาจเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองให้แข็งแรงไปจนถึงวัยชรา
งานวิจัยดังกล่าว ซึ่ง สื่อ Washington Post ได้นำเสนอรายงานสรุปเมื่อเร็วๆ นี้ ได้วิเคราะห์โครงการวิจัยถึง 57 โครงการจากทั่วโลก โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้ใหญ่กว่า 411,000 คน อายุเฉลี่ย 69 ปี ผลการศึกษาชี้ชัดว่า กลุ่มคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองถดถอยน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้เทคโนโลยีเลยถึงร้อยละ 58 ทีมวิจัยสรุปว่า “ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ…ที่บ่งชี้ว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป จะนำไปสู่ภาวะ ‘สมองตื้อจากดิจิทัล’ (digital brain drain) หรือ ‘ภาวะสมองเสื่อมจากดิจิทัล’ (digital dementia) อย่างที่วิตกกัน” ซึ่งตรงข้ามกับความกังวลที่มีมานานถึงผลเสียจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน
ข่าวนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 ประชากรไทยกว่าหนึ่งในสี่จะกลายเป็นผู้สูงอายุ และความกังวลเรื่องภาวะสมองเสื่อมในสังคมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หลายครอบครัวในไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดูแลให้ญาติผู้ใหญ่ยังคงมีความจำที่ดี โดยโรคภัยไข้เจ็บอย่างอัลไซเมอร์และภาวะการรับรู้บกพร่องเล็กน้อย (mild cognitive impairment) ได้สร้างผลกระทบทั้งทางจิตใจและเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก สศช.) การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้สูงวัยชาวไทยหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากหรือน่ากังวล จริงๆ แล้วอาจมีประโยชน์มากกว่าโทษอย่างที่คิด
งานวิจัยนี้ ซึ่งนำโดยนักประสาทจิตวิทยาคลินิก สังกัดคณะแพทยศาสตร์เดลล์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน และนักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ ชี้ว่าความท้าทายในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี เปรียบได้กับการออกกำลังกายสมองชั้นดี ทีมวิจัยระบุว่า การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นประจำช่วยกระตุ้นสมองด้วยสิ่งแปลกใหม่ ส่งเสริมทักษะการปรับตัว และเสริมสร้างการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหงา เชื่อมต่อกับสังคมได้ง่ายขึ้น ทั้งการวิดีโอคอลกับลูกหลานที่อยู่ไกล การเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ต่างๆ และการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้อย่างรวดเร็วทันใจ
“ผลการทบทวนงานวิจัยของเราไม่พบหลักฐานว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลโดยทั่วไปเป็นอันตรายต่อการทำงานของสมอง กลับกัน มันมักจะช่วยให้สมองตื่นตัวและเชื่อมโยงกับโลกรอบข้างอยู่เสมอ” นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยา สังกัดมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ กล่าวในแถลงการณ์ของ มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ นักวิชาการท่านเดิมยังเสริมอีกว่า “หากคุณพ่อคุณแม่หรือปู่ย่าตายายของท่านยังคงเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี ลองคิดดูใหม่ พวกท่านอาจจะเริ่มเรียนรู้การใช้แอปดูรูป ส่งข้อความ หรือปฏิทินบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็ได้”
สำหรับผู้สูงวัยชาวไทย ที่อาจยังลังเลใจที่จะลองใช้อุปกรณ์ทันสมัย ด้วยปัจจัยทางวัฒนธรรมบางอย่าง ผลวิจัยนี้น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจและเป็นกำลังใจได้ไม่น้อย ในบ้านเรา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบสาธารณสุข ก็ได้ช่วยสอนผู้สูงอายุให้ใช้แอปพลิเคชัน LINE หรือเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายออนไลน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ระบาด ที่การรวมกลุ่มทำได้ยาก ในพื้นที่อย่างเชียงใหม่และนครราชสีมา ก็มีโครงการดีๆ อย่าง “ศูนย์ออนไลน์สำหรับผู้สูงวัย” ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุชาวไทยได้ลองใช้แท็บเล็ตเล่นเกม อ่านข่าว หรือพูดคุยกับลูกหลาน
แม้ว่าหลายคนอาจกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ว่าจะทำให้ติดจอ แยกตัวจากสังคม หรือได้รับข่าวปลอม แต่ผลวิเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้นล่าสุดนี้ย้ำว่า การใช้อย่างรู้เท่าทันและพอดีๆ น่าจะส่งผลดีต่อสมองมากกว่า สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคนไทยคือ การใช้เครื่องมือดิจิทัลไม่จำเป็นต้องทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมอไป จริงๆ แล้ว ปัจจุบันหลายวัดและศูนย์กิจกรรมผู้สูงอายุก็ได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมตามประเพณี เช่น การถ่ายทอดสดการนั่งสมาธิ หรือการจัดอบรมวัฒนธรรมผ่าน YouTube เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
หากมองย้อนไปในอดีต เมื่อหลายสิบปีก่อน ภาวะสมองเสื่อมถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่มาพร้อมวัย และเทคโนโลยีดิจิทัลก็ยังไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยมากเท่าทุกวันนี้ แต่ปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาคการธนาคาร การดูแลสุขภาพ หรือแม้แต่การฟังธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ ไม่เพียงสะท้อนยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในการกระตุ้นสมองอีกด้วย อย่างไรก็ดี ในพื้นที่ห่างไกลยังคงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ผู้สูงอายุบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงอุปกรณ์หรือการฝึกอบรมที่จำเป็น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งแก้ไข ด้วยการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและสนับสนุนโครงการอบรมทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึงทุกกลุ่มวัย
มองไปข้างหน้า คาดการณ์ได้ว่าบทบาทของเทคโนโลยีในการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทยจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ทางไกล (telemedicine) คลาสออกกำลังกายออนไลน์ แอปพลิเคชันฝึกสมอง หรือวิดีโอคอล เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน หากนโยบายภาครัฐและการสนับสนุนจากครอบครัวเดินหน้าไปพร้อมกัน ผู้สูงวัยชาวไทยก็จะสามารถมีสุขภาพใจที่ดี ไม่รู้สึกเหงาหรือถูกทอดทิ้ง ด้วยพลังของเครื่องมือดิจิทัล โดยยังคงรักษาคุณค่าดีงามของชีวิตแบบสังคมไทยเอาไว้ได้
สำหรับคนทั่วไปและครอบครัวที่กำลังมองหาข้อแนะนำ งานวิจัยนี้ส่งสารชัดเจนว่า อย่ากลัวที่จะช่วยให้ญาติผู้ใหญ่ของท่านได้ลองก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ การสอนให้ผู้สูงวัยที่เรารักใช้แอปส่งข้อความ เล่นเกมลับสมอง หรือดูคลิปสอนทำอาหารออนไลน์ ไม่เพียงแต่ปลอดภัย แต่ยังอาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้อีกทางหนึ่ง ดังที่ทีมวิจัยกล่าวไว้ว่า “การได้สัมผัสกับเทคโนโลยีดิจิทัลอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองที่ดีในวัยสูงอายุ”
ขณะที่ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับสุขภาพสมองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของเอเชีย ครอบครัว ผู้ดูแล และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ควรพิจารณาให้การเข้าถึงโลกดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพใจแบบองค์รวมสำหรับทุกช่วงวัย
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ในวารสาร Nature Human Behavior ตามที่สื่อ The Washington Post ได้อ้างอิงถึง