ผลวิจัยล่าสุดและกระแสพูดคุยในโลกโซเชียลกําลังชี้ให้เห็นถึงภัยเงียบจากพฤติกรรมในชีวิตประจําวันหลายอย่างที่คนส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นพิษเป็นภัย กระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ประกอบกับงานวิจัยด้านความปลอดภัยชิ้นใหม่ ๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือนให้ผู้คน โดยเฉพาะคนไทยที่อาจมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ลองหันมาทบทวนความเคยชินเหล่านั้นกันใหม่ ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการชาร์จแบตทิ้งไว้ข้ามคืน ไปจนถึงวิธีข้ามถนนในที่จอแจ
ในสังคมที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นชินกับการทำอะไรซ้ำ ๆ จนเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำอย่างอื่นไป การเล่นมือถือก่อนนอน หรือการจับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งที่มือยังเปียก พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตยุคใหม่ไปเสียแล้ว แต่ผลการศึกษาล่าสุดที่รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขและคำเตือนจากประสบการณ์จริง กลับชี้ว่า ความคุ้นเคยเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพและความปลอดภัยมากกว่าที่หลายคนคาดคิด นักวิชาการจากภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง อธิบายว่า “คนส่วนใหญ่มักมองข้ามความเสี่ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะสมไปเรื่อย ๆ แต่พอรวมกันเข้า มันกลับกลายเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุที่ป้องกันได้ รวมถึงปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่เพิ่มมากขึ้น”
เมื่อพิจารณางานวิจัยล่าสุด จะพบว่ามีพฤติกรรมที่คนทั่วไปคุ้นเคยหลายอย่างที่แฝงอันตรายไว้อย่างน่าตกใจ ตัวอย่างเช่น การใช้มือถือขณะเดิน งานวิจัยจากวารสาร Journal of Safety Research ระบุว่า “การเดินโดยขาดสมาธิ” (distracted walking) เพิ่มโอกาสที่คนเดินเท้าจะประสบอุบัติเหตุได้ถึง 60% (แหล่งข้อมูล) ในเมืองใหญ่ที่การจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งทั้งคนเดินเท้าและรถยนต์ต่างขวักไขว่ การขาดสมาธิแบบนี้ยิ่งเพิ่มจำนวนผู้บาดเจ็บที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินมากขึ้น
อีกพฤติกรรมที่พบเห็นได้บ่อยคือการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทิ้งไว้ข้ามคืนโดยไม่มีคนเฝ้า แม้สมาร์ทโฟนและที่ชาร์จรุ่นใหม่ ๆ มักจะมีระบบตัดไฟในตัว แต่หน่วยงานดับเพลิงก็ยังคงได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือปลั๊กพ่วงราคาถูก (แหล่งข้อมูล) วิศวกรอาวุโสจากสถาบันด้านความปลอดภัยแห่งหนึ่ง เตือนว่า “การเลือกใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเอาอะไรไปคลุมอุปกรณ์ไว้ตอนชาร์จเพื่อกันฝุ่น อาจดูเหมือนไม่เป็นอะไร แต่มันทำให้เกิดความร้อนสะสม และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรได้”
พฤติกรรมที่หลายคนมองข้าม เช่น การไม่ทาครีมกันแดด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานในออฟฟิศ หรือคิดว่าวันฟ้าครึ้มไม่จำเป็นต้องทา ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องใส่ใจ งานวิจัยด้านผิวหนังหลายชิ้น รวมถึงข้อมูลจากวารสารสาธารณสุขในไทย ชี้ว่าการรับรังสียูวีสะสม แม้จะออกไปข้างนอกแค่แป๊บเดียว ก็เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังตลอดชีวิตได้ ยิ่งประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ความเสี่ยงนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก (แหล่งข้อมูล) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ยืนยันว่า “คนไทยจำนวนมากยังไม่ค่อยตระหนักถึงภัยจากแสงแดด แต่ข้อมูลที่มีอยู่ชี้ชัดว่าการปกป้องผิวเป็นประจำทุกวันสำคัญมาก”
เรื่องความปลอดภัยของอาหารก็เช่นกัน พฤติกรรมที่คนไทยคุ้นเคยอย่างการชิมอาหารระหว่างทำ หรือการกินอาหารริมทางที่บางครั้งวางขายแบบเปิดโล่ง งานวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง พบว่า กว่า 40% ของการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดจากการจัดการอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการชิมวัตถุดิบที่ยังดิบอยู่ (แหล่งข้อมูล) แม้คนไทยจะรักวัฒนธรรมสตรีทฟู้ดและมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขยังคงย้ำถึงความสำคัญของมาตรการสุขอนามัยที่เคร่งครัด และสนับสนุนการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
แผลเล็กแผลน้อยที่ดูเหมือนไม่เป็นอะไร เช่น แผลถลอกหรือรอยแมลงกัดต่อย ถ้าปล่อยปละละเลยก็อาจลุกลามจนเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเฉพาะรอยยุงกัด ซึ่งอาจเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกหรือไวรัสซิกา ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่เสมอ ทางกระทรวงสาธารณสุขเตือนว่า แผลที่ไม่ได้รับการดูแล แม้จะดูเล็กน้อย ก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ ในบางรายที่พบไม่บ่อย การติดเชื้อนี้อาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) เลยทีเดียว (แหล่งข้อมูล)
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงพฤติกรรมที่เจอบ่อยอีกอย่าง คือการชะลอรถหรือหยุดรถเพื่อมุงดูเหตุการณ์อุบัติเหตุริมถนน หรือเมื่อขับผ่านเขตก่อสร้าง พฤติกรรมแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รถติดหนักกว่าเดิม ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกในเมืองใหญ่ของไทยอยู่แล้ว แต่ยังทำให้คนมุงเองเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนไปด้วย งานวิจัยด้านความปลอดภัยการจราจรแนะให้ประชาชนสนใจทางของตัวเอง และเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่อันตรายนาน ๆ (แหล่งข้อมูล) “ความอยากรู้อยากเห็นอาจดูเหมือนไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ถ้ามันทำให้เราละเลยความปลอดภัยของตัวเอง หรือไปขวางทางเจ้าหน้าที่กู้ภัย ทุกคนก็เดือดร้อนกันหมด” เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมการขนส่งทางบกท่านหนึ่งให้ข้อคิด
วัฒนธรรมไทยก็มีส่วนหล่อหลอมทัศนคติต่อความเสี่ยงเหมือนกัน ความเคารพผู้ใหญ่และความเกรงใจ อาจทำให้หลายคนไม่กล้าทักท้วงเมื่อเห็นพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในครอบครัวหรือในที่ทำงานที่มีระบบอาวุโส แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ง่าย ประกอบกับจำนวนคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนไทยไม่น้อยหันมาใส่ใจเรื่องการลดความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การสวมหมวกกันน็อกไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือการทำตามมาตรการความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างจริงจัง
สำหรับในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ใช้แนวทางแบบผสมผสาน ทั้งการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน การยกระดับมาตรฐานสินค้า และการปรับปรุงหลักสูตรในโรงเรียน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการมีแผนจะเริ่มโครงการนำร่องด้านสุขภาพและความปลอดภัยในโรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพฯ ในปี 2568 โดยเน้นเชื่อมโยงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเข้ากับสุขภาวะที่ดีในระยะยาว (แหล่งข้อมูล)
สำหรับคนไทยเรา สิ่งที่ทำได้เลยทันทีก็มีหลายอย่าง เช่น เลือกใช้ที่ชาร์จที่ได้มาตรฐานเสมอ เลี่ยงการใช้มือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ตอนข้ามถนน ทาครีมกันแดดเป็นประจำแม้วันที่ไม่มีแดด และรีบดูแลแผลเล็กน้อยหรือเมื่อโดนยุงกัด หากสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น คำแนะนำด้านสุขภาพจากหน่วยงานรัฐ
กระแสพูดคุยในโลกออนไลน์ที่สื่ออย่าง Yahoo! ได้นำเสนอ นับเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า การมองข้ามความเสี่ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ เป็นอาจิณ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงกว่าที่คิด การหันมาทบทวนกิจวัตรประจำวันของตัวเองและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ จะช่วยให้คนไทยดูแลสุขภาพของตัวเองและความปลอดภัยของคนรอบข้างในสังคมได้ดียิ่งขึ้น