ท่ามกลางกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็ว ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ได้ออกมาส่งเสียงกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษาทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ให้ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์และการเขียนโค้ดต่อไป มุมมองดังกล่าวสวนกระแสความเชื่อที่เริ่มแพร่หลายว่า วิศวกรรมซอฟต์แวร์อาจจะกลายเป็นเรื่องตกยุคในไม่ช้า ด้วยศักยภาพของ AI ที่พัฒนาไปไกล พร้อมตอกย้ำว่าทักษะด้านคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ของไทย

มุมมองนี้ถูกเปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ “Lenny’s Podcast” ตอนล่าสุด และถูกนำมารายงานต่อโดย Business Insider นับเป็นการท้าทายความคิดที่ว่าการเขียนโปรแกรมแบบเดิมๆ กำลังจะหมดความจำเป็นในเร็ววัน ผู้บริหารจาก Microsoft ซึ่งรับผิดชอบดูแลประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและภาคองค์กร ได้เน้นย้ำว่า “หลายคนคิดว่า ‘โอ้ ไม่ต้องไปเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์หรอก หรือการเขียนโค้ดมันตายไปแล้ว’ ซึ่งฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปกครองชาวไทย ที่กำลังมองหาแนวทางเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนรับมือกับตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในการศึกษาที่นำ AI เข้ามาบูรณาการ มหาวิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้ทยอยเปิดตัวหลักสูตรที่เน้นด้าน AI โดยเฉพาะ ถึงกระนั้น ก็ยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังที่เห็นได้จากการถกเถียงในเวทีเสวนาด้านเทคโนโลยีและงานสัมมนาทางการศึกษาต่างๆ ในไทยว่า ทักษะการเขียนโค้ดกำลังจะกลายเป็นสิ่งซ้ำซ้อนในไม่ช้าหรือไม่ และความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์อย่างลึกซึ้งจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตของเยาวชนไทยอยู่หรือเปล่า

ผู้บริหารของ Microsoft ได้ขยายความในประเด็นนี้ โดยชี้ว่าการเขียนโปรแกรมนั้นเกี่ยวพันกับระดับของความเป็นนามธรรม (abstraction) ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มาโดยตลอด พร้อมอธิบายว่า “เราไม่ได้เขียนโปรแกรมด้วยภาษาแอสเซมบลีกันอีกแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เขียนโปรแกรมด้วยภาษาซีด้วยซ้ำ จากนั้นเราก็จะก้าวไปสู่ระดับของความเป็นนามธรรมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับฉัน มันจะมีวิธีการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอยู่เสมอ เพียงแต่มันจะอยู่ในระดับนามธรรมที่สูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น” มุมมองนี้สอดรับกับวิวัฒนาการของวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทย ที่เปลี่ยนผ่านจากการเขียนโค้ดระดับฮาร์ดแวร์ในช่วงยุค 80s มาสู่การมุ่งเน้นโซลูชันแอปพลิเคชันและคลาวด์บนแพลตฟอร์มที่คล่องตัวในปัจจุบัน

ความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงหลังว่า AI อาจเข้ามาแทนที่วิศวกรซอฟต์แวร์ ทำให้ตำแหน่งนี้ตกยุคไป ด้วยความสามารถในการสร้างโค้ดและพัฒนาแอปพลิเคชันได้โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ผู้ปกครองและนักเรียนหลายคนต้องกลับมาทบทวนเส้นทางการศึกษาของตนเองใหม่ ผลการศึกษาต่างๆ เช่น รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ปี 2024 และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ล้วนตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ความสามารถในการปรับตัว การคิดเชิงคำนวณ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะกลายเป็นทักษะสำคัญที่ต้องมีควบคู่ไปกับการเขียนโค้ด ถึงกระนั้น ผู้บริหารของ Microsoft ก็ได้ให้ข้อสังเกตว่า “จะมี ‘ผู้ปฏิบัติการซอฟต์แวร์’ (software operators) เพิ่มขึ้นอีกมาก แทนที่จะเป็น ‘วิศวกรซอฟต์แวร์’ (SWEs) เราอาจจะมี ‘ผู้ปฏิบัติการซอฟต์แวร์’ (SOs) เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่จำเป็นต้องเข้าใจวิทยาการคอมพิวเตอร์อีกต่อไป มันคือวิธีคิดและเป็นโมเดลทางความคิด ดังนั้น ฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดที่ว่า ‘การเขียนโค้ดตายแล้ว’”

สำหรับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล “ไทยแลนด์ 4.0” อย่างเต็มกำลัง มุมมองเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางทฤษฎีอีกต่อไป กระทรวงศึกษาธิการเองก็ได้กำหนดให้มีหน่วยการเรียนรู้ด้านการคิดเชิงคำนวณในโรงเรียนรัฐหลายแห่ง และความรู้เท่าทันดิจิทัลก็ได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรแกนกลางแล้ว ผู้บริหารระดับสูงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ต่างก็ได้แสดงทัศนะอยู่เสมอผ่านเวทีเสวนาและในแถลงการณ์ต่างๆ ว่า พื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคของการผลิตอัจฉริยะ ฟินเทค และนวัตกรรมการเกษตร ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ (บทความจาก Bangkok Post เกี่ยวกับโครงการริเริ่มไทยแลนด์ 4.0)

ทัศนะของผู้บริหาร Microsoft ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับเปลี่ยนบทบาทของตำแหน่งงานสายเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม มากกว่าที่จะเป็นการถูกกำจัดให้หายไป Business Insider รายงานว่า “สำหรับอนาคตของผู้จัดการโครงการ ซึ่งไม่ต่างจากผู้จัดการระดับกลางอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก ‘การปรับโครงสร้างองค์กรให้แบนราบ’ (flat organizations) ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ คาดว่าตำแหน่งเหล่านี้จะยังคงอยู่รอดได้ แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนความรับผิดชอบใหม่ โดยรสนิยม (taste)… จะมีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” สรุปได้ว่า เมื่อ AI ช่วยให้การสร้างสรรค์แนวคิดและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และใช้เวลาและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคน้อยลงในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ผู้ที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้จะโดดเด่นขึ้นมาได้ด้วยความสามารถในการกลั่นกรอง คัดเลือก และผลักดันสุดยอดแนวคิดไปสู่ความสำเร็จจริง

มุมมองนี้ยังสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงสตาร์ทอัพไทยด้วยเช่นกัน โดยโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ (accelerator) ชั้นนำในประเทศหลายแห่ง รวมถึงในพื้นที่อย่างทรู ดิจิทัล พาร์ค ปัจจุบันต่างก็ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (digital product management) และความเข้าใจด้านการออกแบบ (design thinking) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสามารถทางเทคนิค “เรามองว่า AI กลับยิ่งทำให้เราต้องการคนที่มีวิจารณญาณเฉียบคมมากขึ้น คือคนที่สามารถเลือกสรรและพัฒนาต่อยอดแนวคิดที่ ‘ใช่’ จริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่ผลิตแนวคิดออกมาเยอะๆ ได้เท่านั้น” ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวให้ความเห็นระหว่างการเข้าร่วมงาน Thailand Tech Conference 2024

ในอดีต การที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ได้สร้างบุคลากรคุณภาพรุ่นแล้วรุ่นเล่าป้อนเข้าสู่งานด้านไอทีและวิศวกรรมทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ทว่า วัฒนธรรมการให้ความเคารพต่อผู้มีความอาวุโสและความเชี่ยวชาญแบบเดิมๆ บางครั้งอาจไม่สอดรับกับรูปแบบการจัดการองค์กรสมัยใหม่ที่แบนราบกว่า ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากบริษัทเทคโนโลยีฝั่งตะวันตก ผู้บริหารของ Microsoft ก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า “บทบาทในการกลั่นกรองและปรับปรุงแก้ไขนั้นยังมีอยู่ แต่ในปัจจุบัน เราต้องสร้างบทบาทนั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง” สำหรับผู้จัดการโครงการและหัวหน้าทีมชาวไทย ความนัยที่ซ่อนอยู่จึงชัดเจนว่า: คุณค่าของพวกเขาจะไม่ได้มาจากการควบคุมดูแลทุกรายละเอียดปลีกย่อยอีกต่อไป แต่จะมาจากรสนิยมอันเฉียบคม วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ และความไว้วางใจที่ได้รับจากทีมงานด้านเทคนิค

เมื่อมองไปยังอนาคต ทั้งองค์การยูเนสโก (UNESCO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ต่างก็คาดการณ์ว่า จุดเชื่อมโยงระหว่าง AI กับการศึกษาจะยิ่งทวีความสำคัญและเด่นชัดมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัว โดยการบ่มเพาะให้นักเรียนมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้งในพื้นฐานเชิงทฤษฎีของวิทยาการคอมพิวเตอร์ และความเป็นจริงรูปแบบใหม่ของกระบวนการทำงานในโครงการต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ได้สรุปไว้ว่า “ไม่ใช่ว่าเราไม่จำเป็นต้องเรียนเขียนโค้ด แต่เราจำเป็นต้องเข้าใจโมเดลทางความคิดและกรอบการทำงานที่วิทยาการคอมพิวเตอร์มอบให้ แม้ว่ากระบวนการต่างๆ อาจจะดูเหมือนง่ายขึ้นเมื่อมองเพียงผิวเผินก็ตาม”

สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองชาวไทยที่กำลังมองหาลู่ทางอาชีพด้านไอทีหรือเทคโนโลยี คำแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงก็คือ: จงลงทุนกับการเรียนเขียนโค้ดต่อไป แต่อย่าลืมที่จะลงทุนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาในองค์รวมให้กว้างขวางขึ้นด้วย ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับระดับความเป็นนามธรรมที่สูงขึ้นของการเขียนโปรแกรม ควบคู่ไปกับการใช้วิจารณญาณอันเฉียบคมท่ามกลางสารพัดแนวคิดใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา จะเป็นสิ่งที่สร้างความโดดเด่นและแตกต่างได้อย่างแท้จริง

ผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาควรเดินหน้าสนับสนุนการเรียนการสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เข้มแข็งอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมทั้งบูรณาการทักษะความคล่องแคล่วในการใช้งาน AI การคิดอย่างมีเหตุผลเชิงตรรกะ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม (soft skills) ในทุกระดับการศึกษา เยาวชนไทยจะสามารถยืนอยู่แถวหน้าของโลกเทคโนโลยีได้ ไม่ใช่ด้วยการเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่าง AI หรือการเขียนโค้ด แต่ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝนจนเชี่ยวชาญทั้งสองสิ่งควบคู่กันไป เพื่อปูทางสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: