งานวิจัยชิ้นใหม่จาก Harvard Business School เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจว่า คุณแม่ที่ทำงานนอกบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่ต้นแบบที่ดีให้กับลูกๆ แต่ยังช่วยเสริมสร้างให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย ผลการศึกษานี้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของสังคมเกี่ยวกับบทบาทแม่ในการเลี้ยงดูบุตรและการทำงาน นับเป็นข่าวดีที่ช่วยให้คุณแม่ยุคใหม่และครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยเบาใจได้ ในยุคที่ผู้หญิงเลือกเส้นทางอาชีพนอกบ้านกันมากขึ้น ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมและความรู้สึกผิดที่อาจเกิดขึ้นในใจ
ประเด็นที่ว่าแม่ควรอยู่บ้านเลี้ยงลูกหรือออกไปทำงานสร้างอนาคต เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานหลายสิบปี และสร้างความกังวลใจไม่น้อย โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ค่านิยมดั้งเดิมเรื่องเพศและบทบาทในครอบครัวยังคงมีอิทธิพลสูง สวนทางกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รวดเร็ว งานวิจัยล่าสุดนี้จึงเข้ามาตอบคำถามสำคัญนี้โดยตรง โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จับต้องได้ในระยะยาวเมื่อแม่เลือกที่จะทำงานนอกบ้าน
การศึกษาข้ามชาติของ Harvard Business School นำทีมโดยนักวิจัยอาวุโสด้านพฤติกรรมองค์กร ได้ลงลึกวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่กว่า 100,000 คน ใน 29 ประเทศ ครอบคลุมทั้งโลกตะวันตกและเอเชีย ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งทีเดียว ลูกสาวที่เติบโตมาโดยมีแม่ทำงานนอกบ้าน ไม่เพียงแต่จะมีแนวโน้มได้งานทำสูงกว่าลูกสาวที่แม่เป็นแม่บ้านเต็มเวลา แต่ยังมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สู่ตำแหน่งระดับบริหารและมีรายได้ที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา ผู้หญิงกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าถึงปีละ 1,880 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อพิจารณาภาพรวมทั่วโลก ผู้หญิงที่มีแม่ทำงานนอกบ้านมีแนวโน้มที่จะได้งานทำมากกว่า 1.21 เท่า และมีโอกาสเป็นหัวหน้างานมากกว่าถึง 1.29 เท่า (Harvard Business School; Kids of Working Moms Grow into Happy Adults)
ผลกระทบเชิงบวกนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องปากท้องเท่านั้น งานวิจัยยังชี้อีกว่า ลูกสาวของแม่ทำงานนอกบ้านมักใช้เวลากับงานบ้านน้อยลง และมีแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่เปิดกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ลูกชายของแม่ทำงานก็มีแนวโน้มที่จะช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้เวลาดูแลสมาชิกในครอบครัวเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับลูกชายที่แม่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ลูกชายกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเลือกคู่ชีวิตที่ทำงานนอกบ้านเช่นกัน และมีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการได้เห็นแม่ของตนเองทำงานอย่างมืออาชีพ (Kids of Working Moms Grow into Happy Adults)
งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดยังเน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า ผลดีจากการมีแม่ทำงานนอกบ้านนั้นไม่จำกัดอยู่แค่ว่าแม่จะทำงานประเภทไหน หรือต้องใช้ทักษะสูงต่ำเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น ลูกสาวจะเห็นภาพว่าการทำงานและการเลี้ยงลูกสามารถเดินคู่กันไปได้ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นแม่บริหารจัดการชีวิตที่เต็มไปด้วยความท้าทายและรับผิดชอบภาระหน้าที่อันหลากหลาย การเรียนรู้ผ่านการสังเกตเช่นนี้ช่วยบ่มเพาะความมุ่งมั่นทะเยอทะยานและความแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตในยุคเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้ งานวิจัยยังยืนยันด้วยว่าทั้งลูกสาวและลูกชายของแม่ทำงานนอกบ้านมีแนวโน้มได้รับการศึกษาสูงกว่าลูกของแม่ที่เป็นแม่บ้านเต็มเวลา
หัวหน้านักวิจัยของฮาร์วาร์ดได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ย้ำว่า “มีปัจจัยเพียงไม่กี่อย่างที่เราค้นพบว่าส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมทางเพศได้อย่างชัดเจนเท่ากับการที่เด็กเติบโตมากับแม่ที่ทำงานนอกบ้าน” พร้อมอธิบายเสริมว่า “การมีแม่ทำงานนอกบ้านเป็นต้นแบบ ดูเหมือนจะช่วยลดช่องว่างทางเพศทั้งในที่ทำงานและที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้หญิงที่เติบโตมาโดยเห็นแม่ทำงาน มักจะทำผลงานได้ดีในหน้าที่การงาน ส่วนผู้ชายที่เติบโตมาในลักษณะเดียวกัน ก็มีแนวโน้มจะช่วยงานบ้านมากขึ้น” (Harvard Business School)
เมื่อมองในบริบทของประเทศไทย ที่อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราวร้อยละ 56 ในช่วงทศวรรษ 1990 มาอยู่ที่เกือบร้อยละ 60 ในปัจจุบัน (อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารโลก) ผลการวิจัยนี้จึงยิ่งทวีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ผู้หญิงจำนวนมากในยุคนี้ต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างงานอาชีพกับความรับผิดชอบในครอบครัว ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับแรงกดดันทางสังคมที่ยังคงให้น้ำหนักกับการเลี้ยงดูบุตรเป็นสำคัญ นักการศึกษาไทยจากสถาบันด้านครุศาสตร์ท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันจะมีสตรีที่เป็นต้นแบบความสำเร็จทั้งในภาครัฐและเอกชนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่า “วัฒนธรรมครอบครัวไทยยังคงมีแนวโน้มคาดหวังให้ผู้เป็นแม่ต้องแบกรับภาระทางอารมณ์อย่างหนัก รวมถึงความรู้สึกผิดที่ต้องฝากลูกไว้ให้คนอื่นดูแล ซึ่งบางครั้งแรงกดดันนี้ก็ถูกตอกย้ำจากคนในครอบครัว หรือแม้แต่ครูในชุมชน”
งานวิจัยชิ้นนี้จากฮาร์วาร์ดจึงนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ช่วยคลายความกังวลเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หลักฐานบ่งชี้ว่าลูกๆ ของคุณแม่ทำงานไม่ได้ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขากลับได้รับประโยชน์มากมายที่ส่งผลดีต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวที่มีแนวโน้มหารายได้ได้มากขึ้น ลูกชายที่มีส่วนช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมในบ้าน และทั้งคู่ยังมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นโดยรวม นักวิจัยจากฮาร์วาร์ดท่านหนึ่งกล่าวกับสื่อต่างประเทศว่า “เมื่อคุณแม่ตัดสินใจออกไปทำงาน นั่นเท่ากับคุณกำลังช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ลูกๆ ได้เห็นว่ายังมีโอกาสอีกมากมายรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า” (YourTango)
ประเด็นสำคัญอีกประการคือ งานวิจัยนี้ยังได้พิจารณาถึง “ความรู้สึกผิดของคนเป็นแม่” (mommy guilt) ซึ่งเป็นภาระทางใจที่คุณแม่หลายคนที่ต้องทำงานหรือเลือกที่จะทำงานมักต้องเผชิญ ข่าวดีก็คือ ข้อมูลจากการศึกษาติดตามผลในระยะยาวชี้ชัดว่า ลูกที่เติบโตมากับคุณแม่ทำงานมีความสุขไม่แตกต่างจากลูกที่คุณแม่เป็นแม่บ้านเต็มเวลาเลย ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลที่ว่าการที่แม่ไม่ได้อยู่ดูแลลูกตลอดเวลาจะส่งผลเสียต่อพวกเขา เรื่องนี้นับว่าสอดรับกับสังคมไทยไม่น้อย ที่ซึ่งค่านิยมทางพุทธศาสนามักเน้นย้ำการ “ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” เพื่อครอบครัวและสังคม และความกตัญญูก็สามารถแสดงออกได้ในหลากหลายมิติ
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การที่แม่ทำงานนอกบ้านอาจไม่ได้ส่งผลต่อความสำเร็จในอาชีพการงานของลูกชายมากนัก กล่าวคือ อัตราการจ้างงานและระดับเงินเดือนยังคงใกล้เคียงกัน ไม่ว่าแม่จะทำงานหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี คุณแม่ทำงานยังคงมีอิทธิพลต่อบทบาทในครอบครัวของลูกชาย โดยข้อมูลชี้ว่าผู้ชายกลุ่มนี้มักใช้เวลากับลูกๆ ของตนเองมากขึ้น และมีส่วนร่วมในงานบ้านเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การแบ่งเบาภาระในบ้านที่สมดุลกว่าเดิม
งานวิจัยนี้ยังช่วยปัดเป่าความเชื่อที่ว่าการที่แม่ทำงานนอกบ้านจะก่อให้เกิดผลเสีย เช่น ความผูกพันทางอารมณ์ในครอบครัวลดน้อยลง หรือทำให้ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น ตรงกันข้าม ผลการศึกษาพบว่าสายใยความผูกพันในครอบครัวยังคงแน่นแฟ้น และเด็กๆ ยังได้เห็นต้นแบบของเส้นทางสู่ความสำเร็จในชีวิตที่หลากหลาย ผู้บริหารหญิงระดับสูงในแวดวงธุรกิจธนาคารของไทยท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณแม่ทำงานเช่นกัน ได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า “ลูกสาวของฉันเห็นฉันต้องปรับตัว ต้องเจรจาต่อรอง และต้องยืนหยัดสู้ เธอจึงได้เรียนรู้ว่าเธอเองก็สามารถเข้มแข็งและเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ เหมือนที่แม่เป็น”
หากย้อนดูในอดีต สภาพตลาดแรงงานไทยส่วนหนึ่งขับเคลื่อนด้วยผู้หญิงที่เป็นผู้ประกอบการค้าขายในตลาดและในภาคเกษตรกรรม โดยคุณแม่ทำงานถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ครอบครัวมาหลายยุคหลายสมัย แต่เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคการจ้างงานที่เป็นระบบมากขึ้นและความทันสมัยเข้ามามีบทบาท ก็ได้นำมาซึ่งความคาดหวังชุดใหม่ รวมถึงแนวคิดที่ว่า “แม่ที่ดี” ควรจะต้องอยู่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากฮาร์วาร์ดชี้ให้เห็นว่า ความทันสมัยทางวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่คุกคามค่านิยมครอบครัวไทยเสมอไป แต่อาจเป็นการต่อยอดค่านิยมเหล่านั้นด้วยซ้ำ โดยเด็กๆ จะได้เรียนรู้ถึงความเข้มแข็งอดทน ความเป็นตัวของตัวเอง และความสามารถในการมุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ
สำหรับอนาคตข้างหน้า ผลการวิจัยเหล่านี้อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพัฒนาระบบดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพโดยภาครัฐ สิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และการส่งเสริมความยืดหยุ่นในที่ทำงาน ไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคมโดยรวม ดังที่เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ท่านหนึ่งได้ให้ทัศนะว่า “เมื่อเราส่งเสริมให้คุณแม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ นั่นไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่อตัวเลข GDP แต่คือการลงทุนในความเชื่อมั่นและความสามารถของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต”
ถึงกระนั้น นักสังคมวิทยาก็ได้ให้ข้อคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจำเป็นต้องใช้เวลา แม้ว่าคนในสังคมเมืองอาจเปิดรับผลการวิจัยลักษณะนี้ได้เร็วกว่า แต่ในชุมชนชนบทอาจต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่า อาจารย์จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ได้เน้นย้ำว่า “หัวใจสำคัญคือต้องไม่นำเสนอภาพการเป็นแม่ในอุดมคติแบบใดแบบหนึ่งจนกลายเป็นบรรทัดฐานที่สร้างความขัดแย้ง” และเสริมว่า “แต่ละครอบครัวต้องการทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาปู่ย่าตายายช่วยดูแลหลาน หรือการใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐ ทั้งนี้ต้องเคารพในบริบทความเป็นจริงและค่านิยมที่แตกต่างกันของแต่ละครอบครัวด้วย”
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอแนะว่า ในอนาคตควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมที่เจาะลึกบริบทเฉพาะของสังคมไทยให้มากขึ้น โดยพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ผลกระทบจากการสนับสนุนของระบบครอบครัวขยาย บทบาทของแรงงานข้ามชาติในการดูแลเด็ก และลักษณะเฉพาะของครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นผู้นำในบางภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ ผลการวิจัยนี้ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่นายจ้างและภาครัฐสามารถนำไปต่อยอดเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางค่าจ้างระหว่างเพศ ผลักดันโอกาสในการเป็นผู้นำของผู้หญิง และส่งเสริมให้คุณพ่อเข้ามามีบทบาทในการเลี้ยงดูบุตรอย่างจริงจังมากขึ้น
สำหรับคุณแม่ชาวไทยทุกท่าน ไม่ว่าจะกำลังทำงานอยู่ หรือกำลังวางแผนที่จะกลับไปทำงาน ขอให้มั่นใจและปล่อยวางความรู้สึกผิดในใจได้เลย เพราะการทำงานของคุณแม่นั้นนำมาซึ่งประโยชน์เชิงบวกมากมาย และส่งผลดีในระยะยาวต่อทั้งตัวลูกๆ เองและสังคมโดยรวม จากข้อมูลงานวิจัยชี้ชัดว่า มาตรวัดความสำเร็จที่แท้จริงของการเป็นพ่อแม่ ไม่ได้อยู่ที่การต้องอยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง แต่คือการเป็นต้นแบบที่ดีในด้านความเข้มแข็งอดทน ความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน และการเคารพในความเท่าเทียม ท่ามกลางบรรทัดฐานที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในโลกการทำงานและในครอบครัว ขอให้ครอบครัวไทยมั่นใจได้ว่าการสร้างสมดุลเพื่อความก้าวหน้านั้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแน่นอน
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านชาวไทย:
- สำหรับคุณแม่: จงมองว่าการทำงานคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่สดใสของลูก ไม่ใช่ภาระที่สร้างความรู้สึกผิด
- สำหรับคุณพ่อ: มีส่วนร่วมในงานบ้านและการดูแลลูกอย่างเต็มที่ เพราะการเป็นแบบอย่างที่ดีของคุณพ่อส่งผลโดยตรงต่อการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้ลูก
- สำหรับองค์กรและนายจ้าง: พิจารณานโยบายที่เอื้อต่อการทำงานที่ยืดหยุ่นและสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตร เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงดีต่อครอบครัวพนักงาน แต่ยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรด้วย
- สำหรับนักการศึกษาและโรงเรียน: นำเสนอต้นแบบความสำเร็จที่หลากหลายในห้องเรียน เพื่อปลูกฝังให้เด็กทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเอง และเชื่อมั่นว่าไม่ว่าเพศใดก็สามารถมุ่งมั่นและประสบความสำเร็จได้
- สำหรับผู้กำหนดนโยบาย: เร่งพัฒนาและขยายศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมทั้งลงทุนในโครงการสนับสนุนผู้ปกครอง เพื่อให้มั่นใจว่าการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานจะไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของครอบครัว
หากต้องการศึกษางานวิจัยต้นฉบับและเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ Harvard Business School และ Kids of Working Moms Grow into Happy Adults หรืออ่านบทสรุปได้ที่ YourTango