พักหลังมานี้ วงการนักการศึกษา นักจิตวิทยา และบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างถกเถียงกันยกใหญ่ถึงวลีติดปากอย่าง “เก่งมาก” (good job) ที่เราใช้กันมานานนม งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ บทความวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อดังอย่าง Globe and Mail รวมถึงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ต่างเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิผลและความเหมาะสมของคำชมกว้างๆ แบบนี้ที่มีต่อพัฒนาการของเด็ก ยิ่งใกล้ช่วงสิ้นปีการศึกษาในบ้านเรา การทำความเข้าใจแก่นแท้ทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังคำชมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทั้งครูบาอาจารย์ พ่อแม่ และผู้กำหนดนโยบาย ที่มุ่งหวังจะปั้นเยาวชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งใจและมีแรงผลักดันจากภายใน
หลายชั่วอายุคนแล้วที่พ่อแม่และครูบาอาจารย์ไทยใช้คำชมเป็นเครื่องมือหลักในการให้กำลังใจเชิงบวก คำพูดง่ายๆ อย่าง “ทำดีมาก” กลายเป็นคำคุ้นหูทั้งในห้องเรียนและตามบ้านทั่วเมืองไทย พร้อมด้วยรอยยิ้มและการผงกหัวเห็นดีเห็นงาม แต่ถึงอย่างนั้น งานวิจัยและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักกลับชี้ว่า เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิด ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าขบคิดไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมองในบริบทวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ความสำเร็จ และความรักใคร่กลมเกลียวในครอบครัว
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ คำว่า “เก่งมาก” ที่เราพูดกับเด็กๆ นั้น ตกลงแล้วมันช่วยเสริมสร้างกำลังใจ หรือกลับกลายเป็นตัวจำกัดและส่งผลเสียกันแน่ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กแถวหน้าชี้ว่า ผลลัพธ์ของคำชมไม่ได้อยู่ที่ตัวคำพูดเท่านั้น แต่อยู่ที่ความเฉพาะเจาะจง ความจริงใจ และประเด็นที่ต้องการเน้นย้ำด้วย (“Maximizing the Effectiveness of Child Praise,” Baker Center, 2023) ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำหลายฉบับ ซึ่งเผยว่าคำชมแบบผิวเผิน เช่น การพูด “เก่งมาก” พร่ำเพรื่อ อาจไม่มีพลังมากพอจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเติบโตหรือความเข้มแข็งทางใจที่ยั่งยืน หนำซ้ำยังอาจทำลายแรงจูงใจจากภายในของเด็กได้อีกด้วย (The effects of praise: Evidence-based tips, Parenting Science; Ask the Cognitive Scientist, American Educator, 2005-06)
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กทั้งในและต่างประเทศต่างออกมาเตือนว่า คำชมที่ไม่ชัดเจนอาจไม่ได้ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจถ่องแท้ว่าพวกเขาทำอะไรสำเร็จกันแน่ ยิ่งได้ยินคำชมลอยๆ บ่อยเท่าไร เด็กก็ยิ่งสับสนว่าพฤติกรรมหรือคุณสมบัติอะไรที่ทำให้พวกเขาได้รับคำชมนั้น (Five Reasons to Stop Saying ‘Good Job!’ by Alfie Kohn) ดังที่นักจิตวิทยาเด็กชาวแคนาดาท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการอ้างอิงในบทความของ Globe and Mail ได้ให้ทัศนะไว้ว่า “คำชมคือการเสริมแรงจากภายนอกที่ทรงพลังที่สุดที่เราจะมอบให้ลูกหลานได้… แต่เราสามารถเพิ่มพลังของคำชมให้มากขึ้นไปอีกได้ ด้วยการชมอย่างเจาะจง จริงใจ และเน้นที่ความพยายาม ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์”
ความแตกต่างระหว่าง “คำชมที่เน้นกระบวนการ” (คือชมความพยายาม กลยุทธ์ และความมุมานะ) กับ “คำชมที่เน้นตัวบุคคล” (คือชมพรสวรรค์หรือความฉลาดแต่กำเนิด) เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงซ้ำๆ ในงานวิจัยด้านจิตวิทยา รวมถึงงานวิจัยชิ้นโบแดงของ Carol Dweck เกี่ยวกับ “กรอบคิดแบบเติบโต” (growth mindset) (Child development: The right kind of early praise, Science Daily, 2013) งานวิจัยชี้ว่า เด็กที่ได้รับคำชมเชยในเรื่องความพยายาม ความอดทน หรือทักษะการแก้ปัญหา มักจะกล้าเผชิญหน้ากับโจทย์ยากๆ ด้วยทัศนคติที่ดี และมองความผิดพลาดเป็นบันไดสู่โอกาส ตรงกันข้ามกับเด็กที่ถูกชมบ่อยๆ ว่า “ฉลาด” หรือ “เก่งที่สุด” ซึ่งอาจจะกังวลว่าจะรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้ไม่ได้ จนไม่กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายนอกกรอบเดิมๆ
ยิ่งแวดวงการศึกษาไทยแข่งขันกันดุเดือด และคำแนะนำการเลี้ยงลูกยุคดิจิทัลก็มีให้เลือกเสพจนตาลาย ทำให้ข้อมูลต่างๆ ดูสับสนปนเป อินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ดพ่อแม่ชาวไทยต่างก็ประสานเสียงเน้นย้ำความสำคัญของการให้กำลังใจเด็ก แต่ส่วนใหญ่มักจะขาดความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร หรือเพื่อเป้าหมายอะไรกันแน่ (Should Parents Really Stop Praising Their Children?, Psychology Today, 2022) ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์ก็อดห่วงไม่ได้ว่า “การชมเชยที่มากเกินพอดี” หรือการมองแต่แง่บวก อาจจะกลายเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองแบบเปลือกบาง ที่พร้อมจะแตกสลายเมื่อเจอแรงกดดันหรือคำตำหนิติเตียน (Is saying “good job” to my child harmful?, Reddit, 2023)
งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งคาดว่าจะตีพิมพ์ในปี 2025 ในวารสาร “Child Psychology” ได้ศึกษาลึกลงไปว่าความแม่นยำของคำชมจากพ่อแม่ และความสอดคล้องกับสิ่งที่เด็กทำได้จริง ส่งผลต่อการมองเห็นคุณค่าในตัวเองและสุขภาพจิตของเด็กอย่างไร นักวิจัยค้นพบว่าทั้งคำชมแบบกว้างๆ และคำชมที่เกินจริง สามารถบ่มเพาะแนวโน้มที่จะเป็นเด็กสมบูรณ์แบบนิยม (perfectionist tendencies) โดยเด็กจะคอยจดจ้องรอการยอมรับจากพ่อแม่ (PubMed: “How Perceptions of the Accuracy of Parental Praise and Criticism Link With Child Adjustment: The Mediating Role of Perfectionism,” 2025) ในทางกลับกัน เมื่อเด็กได้รับคำชมที่เจาะจงกับการกระทำที่เห็นได้ชัด เช่น “แม่เห็นหนูตั้งใจระบายสีรูปนี้จนเสร็จเลยนะ” หรือ “ลูกเลือกใช้สีได้มีไอเดียดีมาก” พวกเขาจะค่อยๆ ซึมซับความรู้สึกว่าตัวเองก็ทำได้ (personal agency) และเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง
ถึงอย่างนั้น คำชมก็ไม่ใช่ของแสลงที่ต้องโยนทิ้งไปเสียทั้งหมด ในวัฒนธรรมประเพณีไทย เราให้ความสำคัญกับคำพูดให้กำลังใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้นำชุมชน ในโรงเรียนต่างจังหวัด พิธีมอบรางวัลหรือการประดับเข็มลูกเสือยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจ การฉลองความสำเร็จด้านการเรียนหรือศิลปะก็เป็นวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานานเพื่อปลุกความภูมิใจของชุมชนและสร้างแรงบันดาลใจให้แต่ละคน อันที่จริงแล้ว ศาสตร์ด้านพฤติกรรมยุคใหม่ก็เห็นพ้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมตรงที่ว่า เด็กๆ ต้องการการยอมรับเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนและมีคุณค่า (Research shows praising children five times a day has positive impact, De Montfort University, 2019)
กระนั้นก็ตาม งานวิจัยยุคใหม่หนุนให้เปลี่ยนโฟกัสจาก “ความถี่” ไปที่ “เนื้อหา” ของคำชม ผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่งซึ่งถูกอ้างอิงใน Globe and Mail ได้กล่าวไว้ว่า “การพูดว่า ‘เก่งมาก!’ มันง่าย และฉันก็พูดมันตลอดเวลา แต่ในฐานะนักการศึกษา ฉันรู้ดีว่าการเน้นไปที่แรงจูงใจจากข้างในนั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่ากันเยอะ… เพียงแต่มันต้องใช้ความพยายามมากกว่า” ด้วยแนวคิดนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางแห่งในไทยจึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทคนิคการชวนคุยเชิงสะท้อนคิด เช่น ถามเด็กๆ ว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไรทำโครงงานชิ้นนี้ หรือผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง แทนที่จะชมแบบเหวี่ยงแห (Beyond ‘Good Job’ – Praise that Pulls for a Child’s Growth and Development, Early Learning Nation, 2021)
องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ก็ได้จัดอบรมให้ครูและผู้ปกครองหันมาใช้ “คำชมแบบระบุพฤติกรรม” (labeled praise) ซึ่งก็คือ การชมที่บอกชัดเจนว่าเด็กทำอะไรได้ดี (เช่น “หนูตั้งใจทำการบ้านจนเสร็จก่อนกินข้าวเลยนะ” หรือ “แม่สังเกตเห็นว่าลูกช่วยเพื่อนโดยที่ไม่มีใครบอกเลย น่าชื่นใจจริงๆ”) จากการทบทวนงานวิจัยโดยหน่วยงานสวัสดิการครอบครัวและนันทนาการของกองทัพบกสหรัฐฯ (FMWR) (Effective praise is important part of parenting) พบว่าวิธีนี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นแรงจูงใจ แต่ยังเสริมสร้างความรู้สึกว่าตัวเองทำได้และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในตัวเด็กด้วย
ผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวนั้นมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง งานศึกษาด้านประสาทวิทยาระยะหลังๆ เผยว่า คำชมที่ตรงจุดและเน้นความพยายาม จะไปกระตุ้นวงจรการให้รางวัลในสมองคล้ายกับการได้รับรางวัลเป็นสิ่งของ แถมยังมีข้อดีคือช่วยปลูกฝังกรอบคิดแบบเติบโต (growth mindset) ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต (PubMed: “Adolescents’ affective and neural responses to parental praise and criticism,” 2022) โรงเรียนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทย ต่างก็นำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในการฝึกอบรมครูและออกแบบหลักสูตรกันแล้ว นับเป็นทิศทางที่น่าสนใจสำหรับการปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรษข้างหน้า
ถึงกระนั้น ก็ยังมีโจทย์ท้าทายที่ต้องคำนึงถึง พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องทำงานหนักหลายชั่วโมง หรือกำลังเผชิญปัญหาปากท้องและความเหลื่อมล้ำทางสังคม อาจรู้สึกว่าการปรับเปลี่ยนนิสัยเดิมๆ หรือการหาเวลามาใส่ใจรายละเอียดความพยายามของลูกเป็นเรื่องยากเย็น นักวิจารณ์บางส่วนยังกังวลว่าการสร้างแรงกดดันใหม่ๆ ให้ต้อง “ชมอย่างถูกวิธี” อาจยิ่งเพิ่มความเครียดให้พ่อแม่ที่แบกรับภาระหนักอึ้งอยู่แล้ว (Should I stop saying ‘good job’ to my kid?, Medium, 2023) ขณะที่บางคนชี้ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็เป็นปัจจัยสำคัญ ในสังคมไทยที่เน้นความเป็นหมู่คณะ (collectivism) และการเคารพผู้ใหญ่ การชมเชยที่เน้นตัวบุคคลมากไป อาจไม่สอดคล้องกับค่านิยมโดยรวมของชุมชน
ถึงอย่างนั้น บทสรุปจากงานวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังคงให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวและนักการศึกษาไทย นั่นคือ เปลี่ยนจากคำชมลอยๆ มาเป็นการรับรู้ที่เน้นความพยายามและพฤติกรรมที่จับต้องได้ แทนที่จะพูดแค่ “เก่งมาก” ลองเปลี่ยนเป็น “ลูกตั้งใจทำการบ้านด้วยตัวเอง แม่ภูมิใจในความพยายามของลูกนะ”
เพื่อให้งานวิจัยเหล่านี้เกิดประโยชน์จริงในทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กชาวไทย ดังนี้:
- ฝึกใช้ “คำชมแบบระบุพฤติกรรม” โดยเจาะจงไปที่การกระทำของเด็ก ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ที่ออกมา (Maximizing the Effectiveness of Child Praise)
- ให้ความสำคัญกับความพยายาม กลยุทธ์ที่ใช้ และความมุมานะ มากกว่าคุณสมบัติที่ติดตัวมา เช่น “ความฉลาด” หรือ “พรสวรรค์” (The ‘praise balance’: Process vs. Person Praise)
- กระตุ้นให้เด็กได้ทบทวนความสำเร็จของตัวเอง ส่งเสริมความภาคภูมิใจที่มาจากข้างใน ไม่ใช่แค่รอการยอมรับจากคนอื่น
- สร้างสมดุลระหว่างคำชมกับข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ประเมินตัวเอง
ในยุคที่สังคมและการศึกษาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การช่วยให้เด็กไทยได้เรียนรู้ที่จะชื่นชม “ระหว่างทาง” ของความสำเร็จ ยอมรับความล้มเหลว และเติบโตจากความพยายาม อาจเป็น “คำชม” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรามอบให้พวกเขาได้ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาไทยท่านหนึ่งได้สรุปไว้อย่างน่าคิดว่า “กำลังใจที่แท้จริงคือการที่เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เพราะกล้าที่จะพยายาม เรียนรู้ และค่อยๆ เติบโตเป็นตัวของตัวเอง”
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทย หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การ “เลิกชม” แต่คือการ “ปรับวิธีชม” เปลี่ยนทุกคำว่า “เก่งมาก” ให้เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่ลึกซึ้งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง และปูทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเคล็ดลับดีๆ ในการชมเชยอย่างสร้างสรรค์ สามารถเข้าไปดูได้ที่ Parenting Science, สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) และ เว็บไซต์สำหรับผู้ปกครอง โดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย