ในช่วง AAR ของวิทยากร Dialogic Teaching เย็นวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ห้องที่คุณ Paul Collard เป็นหัวหน้าทีม ที่ชั้น ๔ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด    ผมนั่งฟัง Dialogic Reflection ที่ใช้เวลา ๑ ๑/๒ ชั่วโมงอย่างตั้งใจ    และเมื่อมี ศน. พูดว่าที่พื้นที่ของตนใช้นวัตกรรม CIP เป็นหลัก   ผมไม่รู้จักว่า CIP คืออะไร 

สมัยนี้ความรู้หาง่าย    ผมค้นทันที พบบทความ ๗ นวัตกรรมประจัญบาน    จึงรู้ว่า CIP ย่อมาจาก Community Innovation Project   ที่มีองค์ประกอบ ๖ ขั้นตอน   ใน ๖ ขั้นตอนนั้นเป็นการประเมิน ๒ ขั้นตอน   

เช้ามืดวันที่ ๔ พฤษภาคม ผมขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยทันที  โดยถาม ChatGPT ว่า    “ตามบทความ ๗ นวัตกรรมประจัญบานในเว็บไซต์ Iamkru.com  มีการเอ่ยถึงนวัตกรรม CIP   ขอทราบว่า นวัตกรรมนี้มีการนำไปใช้ในประเทศไทยอย่างไรบ้าง   มีข้อมูลหลักฐานด้านผลการพัฒนานักเรียนอย่างไร”    ได้รับคำตอบดังนี้ 

“นวัตกรรม "โครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน" หรือ Community Innovation Project (CIP) เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการบูรณาการความรู้กับการแก้ไขปัญหาจริงในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการสร้างสรรค์ แนวทางนี้ได้รับการปรับใช้ในประเทศไทย โดยมีการนำเสนอในบทความ "7 นวัตกรรมประจัญบาน" บนเว็บไซต์ Iamkru.com (I AM - นวัตกรรมที่ 1 โครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน หรือ Community ...7 นวัตกรรม ประจัญบานนวัตกรรมการศึกษาที่ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ...)

การนำไปใช้ในประเทศไทย

CIP ได้รับการนำไปใช้ในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ตัวอย่างเช่น

  • การเรียนรู้แบบ Active Learning: ครูจัดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินโครงงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนของตนเอง
  • การบูรณาการกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน: นักเรียนได้ลงพื้นที่สำรวจและเรียนรู้จากปัญหาจริงในชุมชน เช่น การสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน หรือการศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
  • การพัฒนาทักษะครู: ครูได้รับการอบรมและพัฒนาให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบ  CIP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน

ผลการพัฒนานักเรียน

จากการประเมินผลการดำเนินงาน CIP ในประเทศไทย พบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีต่อการพัฒนานักเรียนในหลายด้าน

  • ทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์: นักเรียนมีพัฒนาการในด้านการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ โดยสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาจริงในชุมชน
  • ความมั่นใจและความรับผิดชอบ: นักเรียนมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น และมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้และการดำเนินโครงงานของตนเอง
  • การทำงานร่วมกัน: นักเรียนสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการสื่อสารและการแบ่งปันความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
  • ความสัมพันธ์กับชุมชน: นักเรียนมีความเข้าใจและความผูกพันกับชุมชนของตนเองมากขึ้น โดยสามารถนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาชุมชน

นอกจากนี้ ยังพบว่าครูมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้แบบ CIP โดยเห็นว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุป นวัตกรรม CIP เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในประเทศไทย โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการมีส่วนร่วมกับชุมชน”

ผมถามต่อว่า   กรุณายกตัวอย่างโรงเรียนที่ใช้ CIP ทั้งโรงเรียนอย่างได้ผลดีต่อนักเรียน   และบอกชื่อครู และ/หรือ ศึกษานิเทศก์ ที่เป็นแกนนำ    ได้รับคำตอบว่า

“ตัวอย่างโรงเรียนในประเทศไทยที่นำแนวทางโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน (Community Innovation Project: CIP) ไปใช้ทั้งโรงเรียนอย่างได้ผลดี ได้แก่:

 

🏫 โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย จังหวัดเชียงใหม่

 

🏫 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา จังหวัดสระแก้ว

 

🏫 โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านโพธิ์กลาง) จังหวัดนครราชสีมา

  • การดำเนินงาน: จัดกิจกรรมโครงการ  CIP เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและสามารถนำไปต่อยอดการจัดกระบวนการเรียนรู้ลงสู่ผู้เรียน
  • ผลลัพธ์: ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ (โครงการนวัตกรรมเพื่อชุมชน (Community Innovation Project : CIP))

 

นอกจากนี้ จังหวัดสระแก้วยังมีการดำเนินโครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาภายใต้ชื่อ “SAKAEO Model” โดยมีสถานศึกษานำร่อง 73 แห่ง ซึ่งใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผสมผสานแนวทางการเรียนการสอนที่หลากหลาย รวมถึง CIP 6 ขั้นตอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (SAKAEO Model: ต้นแบบนวัตกรรมการศึกษาสร้างผู้เรียนนวัตกร พัฒนา ...)

การนำแนวทาง CIP ไปใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการมีส่วนร่วมกับชุมชน”

ผมถามต่อ  ว่า  มีการนำนวัตกรรม Dialogic Teaching และ Active Learning  ที่คุณ Paul Collard นำมาจัด workshop ฝึกครูไทย   ไปใช้ในโรงเรียนไทยอย่างไรบ้าง    ได้รับคำตอบว่า

                “Paul Collard ผู้ก่อตั้งองค์กร Creativity, Culture and Education (CCE) จากสหราชอาณาจักร ได้ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในประเทศไทย เพื่อจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ให้กับครูไทยในเรื่องการสอนแบบเสวนา (Dialogic Teaching) และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียน (A talk with Paul Collard: Learn creatively, think critically, focus on ...)

การนำไปใช้ในโรงเรียนไทย

หลังจากการอบรม ครูที่เข้าร่วมได้ปรับใช้แนวทางที่ได้รับในห้องเรียนของตนเอง โดยเน้นการสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งคำถาม และร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ๆ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การอภิปรายกลุ่ม การทำโครงงาน และการเรียนรู้จากปัญหาจริงในชุมชน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

การนำแนวทางของ Paul Collard ไปใช้ในโรงเรียนไทยส่งผลให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น มีทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารที่ดีขึ้น รวมถึงมีความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

นอกจากนี้ ครูที่เข้าร่วมอบรมยังรายงานว่าการใช้แนวทางนี้ช่วยให้การสอนมีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงได้ดีขึ้น

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอบรมหรือการนำแนวทางของ Paul Collard ไปใช้ในโรงเรียนไทย สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ CCE หรือ กสศ. เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างการนำไปใช้ในบริบทต่างๆ ของโรงเรียนไทย”.

ถามต่อ “กรุณายกตัวอย่างโรงเรียน และชื่อครูแกนนำ ที่นำนวัตกรรมดังกล่าวแล้วเห็นผลที่นักเรียนอย่างชัดเจน”   ได้รับคำตอบ

“นวัตกรรม "Dialogic Teaching" และ "Active Learning" ที่พัฒนาโดย Paul Collard ผ่านองค์กร Creativity, Culture and Education (CCE) ได้รับการนำมาอบรมครูไทยผ่านความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียน

ตัวอย่างโรงเรียนและครูแกนนำที่นำนวัตกรรมไปใช้

โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย จังหวัดเชียงใหม่

  • ครูแกนนำ: นางสายสุณี อินจันทร์ ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์
  • การดำเนินงาน: ครูสายสุณีได้นำแนวทางการสอนแบบเสวนาและการเรียนรู้เชิงรุกมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความรู้ร่วมกันในห้องเรียน
  • ผลลัพธ์: นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น มีทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารที่ดีขึ้น รวมถึงมีความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

โรงเรียนท่าเกษมพิทยา จังหวัดสระแก้ว

  • ศึกษานิเทศก์แกนนำ: ศน.นงค์นุช บุตรสนาม
  • การดำเนินงาน: โรงเรียนได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน โดยให้นักเรียนได้สำรวจปัญหาในชุมชนและนำเสนอแนวทางการแก้ไขผ่านโครงงานต่างๆ
  • ผลลัพธ์: นักเรียนมีความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของบทเรียน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้

โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านโพธิ์กลาง) จังหวัดนครราชสีมา

  • การดำเนินงาน: โรงเรียนได้จัดกิจกรรมโครงการ  CIP เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและสามารถนำไปต่อยอดการจัดกระบวนการเรียนรู้ลงสู่ผู้เรียน
  • ผลลัพธ์: ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

การนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการมีส่วนร่วมกับชุมชน

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอบรมหรือการนำแนวทางของ Paul Collard ไปใช้ในโรงเรียนไทย สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ CCE หรือ กสศ. เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างการนำไปใช้ในบริบทต่างๆ ของโรงเรียนไทย.”

ถามต่อ  “แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิธีการของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาหรือไม่ อย่างไร”    คำตอบ 

“แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ Dialogic Teaching และ Active Learning ที่พัฒนาโดย Paul Collard มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมของนักเรียน

ความสอดคล้องของแนวทางการจัดการเรียนรู้

Dialogic Teaching: เป็นการสอนที่เน้นการสนทนาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างครูและนักเรียน รวมถึงระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการคิดวิเคราะห์

Active Learning: เป็นการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำโครงงาน การอภิปรายกลุ่ม และการแก้ปัญหา ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานร่วมกัน

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้นำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่า "ชง-เชื่อม-ใช้" ซึ่งประกอบด้วย: (กระบวนการเรียนรู้ ชง/เชื่อม/ใช้ | By Lamplaimat Pattana School)

  • ชง: การกระตุ้นความสนใจและการตั้งคำถามเพื่อเปิดประเด็นการเรียนรู้
  • เชื่อม: การเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์หรือความรู้เดิมของนักเรียน
  • ใช้: การนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงหรือการแก้ปัญหา

กระบวนการนี้สอดคล้องกับแนวทางของ Paul Collard ที่เน้นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน

การสนับสนุนและความร่วมมือ

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมีความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เช่น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เช่น Paul Collard เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (ศน. นงค์นุช บุตรสนาม | เติมเต็มความรู้เพื่อช่วยเพื่อนครูเติมเต็มห้องเรียน - I ...)

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

การนำแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ Dialogic Teaching และ Active Learning มาใช้ในโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาส่งผลให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น มีทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารที่ดีขึ้น รวมถึงมีความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้ร่วมเรียนรู้กับนักเรียน

จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามีความสอดคล้องและสามารถนำแนวคิดของ Paul Collard มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ถามต่อ  “สอดคล้องกับวิธีการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเพลินพัฒนาหรือไม่ อย่างไร”   ได้รับคำตอบว่า 

“แนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเพลินพัฒนา มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิด "Dialogic Teaching" และ "Active Learning" ที่พัฒนาโดย Paul Collard ทั้งสองแนวทางเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน การสนทนาเพื่อสร้างความเข้าใจ และการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21

ความสอดคล้องของแนวทางการจัดการเรียนรู้

Dialogic Teaching: โรงเรียนเพลินพัฒนาเน้นการสื่อสารและการสนทนาในห้องเรียน โดยครูจะชวนนักเรียนเสวนา (Dialogue) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การสนทนาเหล่านี้ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (สานเสวนา (Dialogue) เชื่อมโยงบทเรียนภาษาไทยสู่การเรียนรู้เชิงรุก : ครูมิลค์)

Active Learning: การเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำโครงงาน การอภิปรายกลุ่ม และการแก้ปัญหา ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานร่วมกัน

ตัวอย่างการนำแนวทางไปใช้ในโรงเรียนเพลินพัฒนา

สรุป

แนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเพลินพัฒนาและแนวคิดของ Paul Collard มีความสอดคล้องกันในหลายด้าน โดยเฉพาะการเน้นการสนทนา การมีส่วนร่วมของนักเรียน และการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21”

ถามลูกติดพัน  “วิชา "ภูมิปัญญาภาษาไทย" ของโรงเรียนเพลินพัฒนา สอดคล้องหรือไม่กับ วิธีการ Dialogic Teaching และ Active Learning ของ Paul Collard เอามาผสานกันและขยายผลเพิ่มเติมได้อย่างไรบ้าง”    คำตอบคือ

“วิชา “ภูมิปัญญาภาษาไทย” ของโรงเรียนเพลินพัฒนา มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิด “Dialogic Teaching” และ “Active Learning” ของ Paul Collard ทั้งสองแนวทางเน้นการเรียนรู้ผ่านการสนทนา การมีส่วนร่วมของผู้เรียน และการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21

 

ความสอดคล้องของแนวทาง

1. การเรียนรู้ผ่านการสนทนา (Dialogic Teaching)

ในวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย ครูมิลค์ – นิศาชล พูนวศินมงคล ได้นำกระบวนการเรียนรู้แบบเสวนา (Dialogue) มาใช้ในการสอน เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความหมาย (สานเสวนา (Dialogue) เชื่อมโยงบทเรียนภาษาไทยสู่การเรียนรู้เชิงรุก : ครูมิลค์)

2. การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

การเรียนรู้ในวิชานี้เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำโครงงาน การอภิปรายกลุ่ม และการแก้ปัญหา ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานร่วมกัน

 

แนวทางการผสานและขยายผล

เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการเรียนรู้ในวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย สามารถนำแนวคิดของ Paul Collard มาปรับใช้เพิ่มเติมได้ดังนี้: (เปิดห้องเรียนร่วมเรียนรู้รายวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย ชั้น 9 ผ่านการรวมพลัง ...)

1. การออกแบบกิจกรรมที่เน้นการคิดสร้างสรรค์

จัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนคิดนอกกรอบ เช่น การสร้างสรรค์นิทานพื้นบ้านใหม่ หรือการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในบริบทปัจจุบัน

2. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมการเรียนรู้

นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน เช่น การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการอภิปราย หรือการสร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

3. การประเมินผลที่เน้นกระบวนการ

ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยเน้นกระบวนการคิด การมีส่วนร่วม และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ แทนการวัดผลจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว

 

การผสานแนวคิดของ Paul Collard เข้ากับวิชาภูมิปัญญาภาษาไทยของโรงเรียนเพลินพัฒนา จะช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง”

จะเห็นว่า ในยุคนี้ หากเรามีคำถามดีๆ  ที่ติดต่อกันเป็นลูกโซ่  นำโดยเป้าหมายที่แจ่มชัด   เราสามารถหาคำตอบที่นำสู่คำถามใหม่  และสู่การคิดวิธีการทำกิจการที่แปลกใหม่ ได้เสมอ   

วิจารณ์ พานิช

๔ พ.ค. ๖๘

ห้อง ๙๓๒   โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด