ข่าวการรวบตัวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่สนามบินนานาชาติภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ หลังมีรายงานว่าเจอซองโคเคนขนาดเล็กหลุดจากหนังสือเดินทางของเจ้าตัว ได้ปลุกกระแสวิตกกังวลไปทั่วโลกอีกครั้ง เกี่ยวกับขบวนการยัดยา ความแรงของกฎหมายยาเสพติดไทย และความเสี่ยงสารพัดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเผชิญ เคสนี้ที่จาก “ทริปสุดซวย” บานปลายกลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจนักเดินทางทุกคน และยังเผยให้เห็นช่องว่างใหญ่หลวงระหว่างสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจกับความเป็นจริงในการทำงานของตำรวจไทย แม้ทางการไทยจะมีมาตรการปราบปรามยาเสพติดที่เข้มแข็ง แต่เรื่องทำนองนี้ก็ยังคงจุดประเด็นให้ถกเถียงกันถึงความยุติธรรม กระบวนการ และการคุ้มครองนักท่องเที่ยว แถมยังเป็นบทเรียนสำคัญให้คนไทยเราเองด้วย ในยามที่การเดินทางทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มคึกคักขึ้น
ตามรายงานของสื่ออังกฤษ (Daily Mail) เรื่องสุดระทึกนี้เริ่มจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต พบถุงพลาสติกเล็กๆ บรรจุผงสีขาวในหนังสือเดินทางของนักท่องเที่ยวรายหนึ่ง นักท่องเที่ยวคนดังกล่าว ซึ่งผ่านการตรวจจากสนามบินฮีทโธรว์ของอังกฤษและสนามบินดูไบมาแล้ว กลับมีอาการตกใจสุดขีด และถูกควบคุมตัวทันทีหลังผลตรวจเบื้องต้นชี้ว่าเป็นโคเคน เหตุการณ์นี้นำไปสู่การจับกุม และมีการคาดกันว่าอาจต้องโทษจำคุกยาวถึง 20 ปี ภายใต้กฎหมายยาเสพติดที่เฉียบขาดของไทย จนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกและเกิดดราม่าร้อนแรงในโลกออนไลน์ มารดาของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอ้างว่าลูกชายถูก “จัดฉาก” โดยให้เหตุผลว่าเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มานักต่อนัก และเตือนว่าสถานการณ์แบบนี้ “เกิดขึ้นได้กับทุกคน”
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจทั้งในหมู่ชาวอังกฤษและคนไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรุนแรงและความไม่แน่นอนของกฎหมายยาเสพติดของไทย ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติด การนำเข้าโคเคน แม้เพียงปริมาณน้อยนิด ก็อาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ระยะยาวไปจนถึงตลอดชีวิต พร้อมค่าปรับมหาศาล (Wikipedia: Drug policy in Thailand) แม้แต่การถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานครอบครองเพื่อเสพ ก็อาจเจอโทษจำคุกถึงห้าปี สภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เสี่ยงสูงเช่นนี้ มีเป้าหมายเพื่อป้องปรามการค้ายาเสพติด แต่ก็สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่เช่นกัน
ในเว็บบอร์ดสำหรับนักท่องเที่ยวเต็มไปด้วยเรื่องเล่า ทั้งที่พอมีเค้ามูลและเป็นเพียงการคาดเดา เกี่ยวกับการกล่าวหาว่าถูกยัดยา การจับผิดตัว และการทุจริตของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากร (Tripadvisor, Reddit) แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือมายืนยันว่ามีขบวนการยัดยาที่จ้องเล่นงานชาวต่างชาติอย่างเป็นระบบ แต่คดีดังๆ ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ รวมถึงเรื่องราวคล้ายกันที่เกิดกับนักเดินทางจากออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ ก็ยังคงทำให้เกิดความหวาดระแวง
เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงท่านหนึ่งเคยอธิบายไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “คนส่วนใหญ่ที่ถูกตรวจพบยาเสพติดที่สนามบินมักถูกจับได้จากการตรวจสอบตามปกติ แต่ข่าวลือเรื่องการ ‘จัดฉาก’ ทำให้ยากที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน” (Bangkok Post) สถานทูตของประเทศในยุโรป ณ กรุงเทพฯ มักออกคำแนะนำให้พลเมืองของตนที่เดินทางผ่านประเทศไทยให้ระมัดระวังและดูแลทรัพย์สินส่วนตัวอย่างใกล้ชิด กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรและหน่วยงานทำนองเดียวกันในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ย้ำว่ากฎหมายยาเสพติดของไทยนั้นเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแทบไม่มีการผ่อนปรนสำหรับกรณีครอบครองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการอ้างว่าถูก “จัดฉาก” (Pattaya Mail)
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไทยรายหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์เป็นข้อมูลเบื้องหลัง ให้ความเห็นว่า แม้เรื่องทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการยัดยามักจะถูกขยายความเกินจริง แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติก็มองข้ามไม่ได้ ตามคำกล่าวของทนายความอาวุโสจากสำนักงานกฎหมายคดีอาญาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ “มีความเสี่ยงที่เคยมีบันทึกไว้เกี่ยวกับการถูกขู่กรรโชกหรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งที่นักท่องเที่ยว และคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศต้องการคือความระมัดระวังอย่างที่สุด และการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ทันทีหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง”
ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ชี้ว่ามีการจับกุมชาวต่างชาติในข้อหาครอบครองยาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่นักวิจารณ์แย้งว่าสถิติทางการอาจบันทึกจำนวนคดีของชาวต่างชาติต่ำกว่าความเป็นจริง หรือมองข้ามรายละเอียดวิธีการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเสี่ยง อาจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยชี้ว่า “การรับรู้ความเสี่ยงนั้นสำคัญพอๆ กับตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง เรื่องราวเพียงเรื่องเดียวเช่นนี้มีพลังในการโน้มน้าวการตัดสินใจของคนนับหมื่นว่าจะเดินทางหรือไม่ จะนำอะไรติดตัวไป และจะปฏิบัติตัวอย่างไรในสนามบินต่างแดน”
แม้จะมีเรื่องเล่าถึงสภาพเรือนจำที่ย่ำแย่และความหวาดหวั่นว่าจะถูกควบคุมตัวเป็นเวลานาน แต่หลายคดีก็จบลงด้วยการเนรเทศหลังจากจ่ายค่าปรับ ซึ่งบางครั้งเป็นผลมาจากการเจรจาลับหลังอย่างรวดเร็วระหว่างทนายฝ่ายจำเลย สถานทูตต่างประเทศ และระบบศาลไทย ในกรณีของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษรายล่าสุด เขาถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายวัน ปรับเป็นเงิน 50,000 บาท และจากนั้นถูกเนรเทศกลับสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างผ่อนปรนเมื่อเทียบกับบทลงโทษตามกฎหมาย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้เป็นมากกว่าอุทาหรณ์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยเองก็เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีคนไทยหลายล้านคนเดินทางทั้งในภูมิภาค ไปยุโรป ญี่ปุ่น และที่อื่นๆ ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมานี้มีความสำคัญไม่แพ้กันสำหรับคนไทย ซึ่งก็สามารถตกเป็นเป้าของความเสี่ยงคล้ายๆ กัน เช่น การถูกจับกุมอย่างไม่เป็นธรรม การถูกขู่กรรโชก เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีระบบกฎหมายที่ไม่คุ้นเคยและมีอุปสรรคทางภาษา
ในอดีต การรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับกลโกงที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน รวมถึงการยัดยา มุ่งเน้นไปที่นักเดินทางขาออกเป็นหลัก โครงการรณรงค์ “ไม่รับฝากสิ่งของจากผู้อื่น” ซึ่งเปิดตัวเมื่อหลายปีก่อน ยังคงปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของรัฐบาลและสถานทูตต่างๆ สนามบินในไทยเองก็มีระบบเฝ้าระวังที่เข้มงวด และอ้างว่ามีการตรวจสอบกิจกรรมของทั้งผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ แม้ว่าในเว็บบอร์ดและสื่อต่างๆ จะมีการบันทึกข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดเป็นครั้งคราว (Tripadvisor)
แนวโน้มปัจจุบัน เช่น การลักลอบขนกัญชาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการผ่อนปรนกฎหมายและการขยายตัวเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์กัญชาในไทย หมายความว่าการตรวจคัดกรองที่สนามบินมีแนวโน้มที่จะเข้มงวดขึ้นเท่านั้น (Bangkok Post) ข่าวล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดจำนวนเล็กน้อย รวมถึงผู้ที่กำลังจะเดินทางออกจากประเทศไทย ไม่ใช่แค่ผู้ที่เดินทางเข้ามา สิ่งนี้ทำให้เรื่องราวซับซ้อนยิ่งขึ้น ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงแค่การถูก “จัดฉาก” เมื่อเดินทางเข้าประเทศ แต่ยังรวมถึงการนำผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายในไทยแต่ผิดกฎหมายในต่างแดน (หรือในทางกลับกัน) ติดตัวไปโดยไม่ได้ตั้งใจ (AOL News)
คำแนะนำสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและหน่วยงานภาครัฐคือ ให้นักเดินทางทุกคน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ดูแลทรัพย์สินส่วนตัวอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ไม่รับฝากสิ่งของจากคนแปลกหน้า และตรวจสอบกระเป๋าและของใช้ส่วนตัวอย่างละเอียดทุกครั้งหลังผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยหรือการส่งมอบให้ผู้อื่นถือ
สำหรับคนไทย เหตุการณ์นี้ให้บทเรียนที่น่าคิดเกี่ยวกับการทำความเข้าใจระบบยุติธรรมของไทยเอง รวมถึงการตระหนักว่าระบบกฎหมายในประเทศอื่นอาจมีความเข้มงวด ไม่คุ้นเคย หรือแม้กระทั่งเอารัดเอาเปรียบได้ ในขณะที่บทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกขยายตัว และมีคนไทยเดินทางหรือทำงานในต่างประเทศมากขึ้น การตระหนักรู้ในเรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องของความปลอดภัยส่วนบุคคลและชื่อเสียงของประเทศ
เมื่อมองไปข้างหน้า การเดินทางระหว่างประเทศไม่น่าจะลดความน่าดึงดูดใจลง แต่ในขณะที่การรักษาความปลอดภัยในสนามบินทั่วโลกเข้มงวดขึ้น และการค้าข้ามพรมแดนทั้งสารที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น การประเมินความเสี่ยงก็เปลี่ยนไปสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง การเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงต้องการเจตนาที่ดีและการจัดกระเป๋าอย่างรอบคอบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ เช่น การถ่ายรูปของมีค่าทั้งหมดก่อนออกเดินทาง การปฏิเสธ “ความช่วยเหลือ” จากคนแปลกหน้า และการรู้วิธีติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานกงสุลได้อย่างรวดเร็วหากเกิดปัญหา
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญคือ ให้ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ณ ศูนย์กลางการเดินทางทุกแห่ง (ไม่ใช่แค่สนามบิน แต่รวมถึงสถานีรถไฟและสถานีขนส่งด้วย) ตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋าสัมภาระซ้ำอีกครั้ง หลีกเลี่ยงการรับฝากสิ่งของจากผู้อื่น และจดจำหรือบันทึกข้อมูลติดต่อสำหรับความช่วยเหลือทางกฎหมายและสถานทูตไว้ การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้และการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกลโกงในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ จะช่วยให้คนไทยและเพื่อนชาวต่างชาติสามารถลดความเสี่ยงอันเลวร้ายที่วันหยุดพักผ่อนจะกลายเป็นฝันร้ายได้
แหล่งข้อมูล: Daily Mail, The Mirror, Bangkok Post, Tripadvisor, Wikipedia: Crime in Thailand, Pattaya Mail, AOL News