“ทฤษฎีเกม” ที่เคยฮิตในตำราเศรษฐศาสตร์และวงเจรจาสุดเข้มข้น กำลังกลับมาปังอีกครั้งในโลกทำงานยุคใหม่ งานวิจัยจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ทฤษฎีนี้มีแววช่วยให้คนทำงานชาวไทยรุ่งได้ทั้งในตลาดบ้านเราและต่างแดน บทความใหม่แกะกล่องจาก Forbes โดยนักจิตวิทยา มาร์ก ทราเวอร์ส แนะว่า การหยิบหลักทฤษฎีเกมมาใช้แบบเข้าใจจริง (ไม่ใช่สักแต่ว่าใช้) จะเป็นใบเบิกทางให้ทั้งลูกน้องและหัวหน้า รับมือกับการทำงานเป็นทีม ปลุกไฟในการทำงาน และไต่เต้าสู่ความสำเร็จได้ แม้จะต้องเจอสารพัดความสัมพันธ์สุดยุ่งเหยิงในออฟฟิศก็ตาม

หัวใจของทฤษฎีเกมคือการมองเรื่องการตัดสินใจของคนแบบมีกลยุทธ์ โดยผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว แต่ขึ้นกับคนอื่นด้วย นักจิตวิทยาเจ้าของบทความและผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาการรู้คิดชี้ว่า การเอาทฤษฎีนี้มาใช้จริง ไม่ใช่แค่การคิดคำนวณแบบไร้หัวใจ แต่คือการเอาตรรกะมาบวกกับความเข้าใจจิตใจคน โดยต้องดูว่าความรู้สึกส่วนตัวและความหวังในรางวัลมันส่งผลต่อความอยากทุ่มเทของเรายังไง ภายใต้หลัก “คุณค่าที่คาดหวังจากการควบคุม” (Expected Value of Control) ไฟในการทำงานจะลุกโชนเมื่อรางวัลมันใหญ่พอ และเรารู้สึกว่าตัวเองคุมเกมให้สำเร็จได้ ซึ่งนี่แหละคือกลไกที่ตอบโจทย์สำคัญของทฤษฎีเกม

สำหรับคนทำงานชาวไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากตลาดงานสุดผันผวน ทั้งเทคโนโลยี โลกาภิวัตน์ และกติกาใหม่ๆ ในออฟฟิศ การเข้าใจวิธีหยิบทฤษฎีเกมมาใช้จะช่วยให้ทะลุปรุโปร่งทั้งเรื่องแรงจูงใจของตัวเองและความซับซ้อนของการเมืองในที่ทำงาน ในยุคที่เน้นทีมเวิร์คสุดพลังและผลลัพธ์ที่ต้องไปด้วยกัน นักจิตวิทยาคนเดิมย้ำว่า อย่าใช้ทฤษฎีเกมพร่ำเพรื่อ เช่น คิดจะ “เอาชนะ” ทุกเรื่องในออฟฟิศ แบบนั้นอาจโดนหมั่นไส้หรือถูกมองว่าเจ้าเล่ห์ได้ เป้าหมายคือใช้ให้เป็น คือรู้ว่า “เกม” ที่เล่นอยู่คืออะไร แล้วเลือกทางที่วิน-วินทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

วิธีหนึ่งที่เอาไปใช้ได้จริงในที่ทำงานคือ การแสดงออกและคาดหวังในความสามารถของกันและกัน โดยเฉพาะในออฟฟิศไทย ที่เรื่องลำดับขั้นและการรักษาหน้าเป็นเรื่องใหญ่ การตั้งธงไว้เลยว่าเพื่อนร่วมงานเก่ง จะช่วยยกระดับมาตรฐานงานและส่งเสริมทีมเวิร์คไปในตัว งานวิจัยที่นักจิตวิทยาอ้างถึงเผยว่า กลุ่มคนที่มีผลงานยอดเยี่ยม เช่น เซียนหมากรุก ก็สำเร็จได้ด้วยการหมั่นฝึกฝนด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่รอโค้ชหรือลงแข่งอย่างเดียว การโชว์ฟอร์มดีสม่ำเสมอและชัดเจน จะทำให้เราไม่ใช่แค่คนที่ไว้ใจได้ แต่กลายเป็นคนที่ทีมขาดไม่ได้ ในทางกลับกัน การเชื่อว่าคนอื่นก็เก่งเหมือนกัน จะช่วยไม่ให้เราเผลอไปดูถูกใคร ซึ่งเป็นบทเรียนที่สอดคล้องกับคติสอนใจของไทยที่ว่า “อย่าประมาทคน เพราะคนที่ดูธรรมดาอาจมีความสามารถซ่อนอยู่”

หลักการข้อสอง ที่น่าจะโดนใจวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมของไทยสุดๆ คือ การหาประโยชน์จากสิ่งที่ทำแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นงาน นักจิตวิทยาได้ยกตัวอย่างว่า ใครก็ตามที่เจองานที่ทำแล้วอินสุดๆ (แม้งานนั้นคนอื่นอาจมองว่าน่าเบื่อหรือโคตรเหนื่อย) จะได้เปรียบในเกมจิตวิทยานี้ไปเต็มๆ ในสมรภูมิที่แข่งขันกันดุเดือด คนที่เข้าถึงสภาวะ “ลื่นไหล” (flow) ในงานประจำได้ จะทำงานแซงหน้าเพื่อนร่วมงานไปไกลโดยไม่รู้สึกเครียดหรือเหนื่อยเท่า เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยควรมองหาและพัฒนาจุดแข็งของตัวเองหรือจุดเด่นทางวัฒนธรรม (ไม่ว่าจะเป็นความเป๊ะ ความเนี๊ยบ การประสานงานแบบไร้รอยต่อ หรือไอเดียสุดสร้างสรรค์) ให้กลายเป็นแต้มต่อเชิงกลยุทธ์

บทเรียนสุดท้ายคือ “ตามเงินแค่พอเจอเกมที่ใช่” พูดง่ายๆ คือ อย่าไปโฟกัสกับรางวัลภายนอกอย่างเงินเดือนมากไป แต่ให้มองหางานหรือบทบาทที่มัน “โดนใจ” จากข้างใน สำหรับคนไทยที่มักเจอแรงกดดันให้ต้องเลือกอาชีพที่ดูมั่นคง มีหน้ามีตาในสังคม คำแนะนำนี้อาจจะฟังดูขัดใจคนรุ่นเก่าหน่อย แต่มีหลักฐานชัดเจนว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนมักมาจากงานที่เราทำแล้วฟิน คนที่สนุกกับตัวงานเอง จะมีทั้งความพยายาม ความยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสุดท้ายแล้วมักจะนำไปสู่ความสำเร็จทั้งเรื่องเงินและเรื่องกล่องตามมาเอง แนวคิดนี้คล้ายกับหลัก “สัมมาอาชีวะ” ในพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยงานที่สร้างความพอใจทั้งทางโลกและทางธรรม

ความเห็นจากกูรูด้านประสาทวิทยาการรู้คิดก็หนุนกลยุทธ์เหล่านี้เต็มที่ งานวิจัยจากนักวิชาการระดับท็อปชี้ว่า วงจรสร้างแรงจูงใจในสมองเราไม่ได้ตอบสนองแค่กับผลประโยชน์ที่อาจจะได้ แต่ยังตอบสนองกับความเชื่อที่ว่าความพยายามของเรามันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง (Nature Neuroscience) นักจิตวิทยาชื่อดังท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า “พอคนทำงานรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันส่งผลต่อความสำเร็จของทีม ความผูกพันกับงานและไอเดียสร้างสรรค์จะพุ่งพรวดเลยทีเดียว” เช่นกัน นักสังคมศาสตร์ในเอเชียก็มองว่า สังคมที่เน้นความเป็นกลุ่มก้อนอย่างบ้านเรา อาจจะได้ประโยชน์เป็นพิเศษจากแนวทางที่อิงทฤษฎีเกม ซึ่งช่วยสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับความสมานฉันท์ของส่วนรวม (Journal of Behavioral Decision Making)

สำหรับองค์กรในไทย การกระตุ้นให้พนักงานทุกระดับมองว่างานของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ “เกม” ที่ใหญ่กว่า เป็นเกมที่สนุกและวางแผนเอาชนะได้ อาจช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกอย่างพนักงานหมดไฟ ภาวะ “ลาออกเงียบ” (quiet quitting) หรือนวัตกรรมที่ไม่ขยับไปไหน ฝั่งนักการศึกษาก็มองเห็นช่องทางในการสอนหลักทฤษฎีเกมผ่านการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยเฉพาะในสาย STEM ที่ต้องทั้งร่วมมือและแข่งขันกันตลอด งานวิจัยระดับโลกชี้ว่าเด็กที่ได้เรียนพื้นฐานทฤษฎีเกม จะตัดสินใจเรื่องจริยธรรมได้ดีขึ้นและมีสกิลแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เฉียบกว่าเดิม (ScienceDirect) มหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่งในบ้านเราก็เริ่มเอาเรื่องทฤษฎีเกมไปสอดแทรกในหลักสูตรการจัดการ ธุรกิจ และนโยบายแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในบริบทไทย

แน่นอนว่า การจะเอาแนวคิดเชิงกลยุทธ์นี้มาใช้ในบริบทไทยต้องอาศัยความละเมียดละไม “ดุลยภาพของแนช” (Nash equilibrium) ที่เป็นแกนหลักของทฤษฎีเกม (คือทุกคนเลือกทางที่โอเคสำหรับตัวเอง แต่ผลรวมออกมาแค่กลางๆ) มันสะท้อนกับดักที่เจอบ่อยในออฟฟิศบ้านเรา เช่น การคิดแบบไหลตามกัน (groupthink) หรือวัฒนธรรม “ไม่เป็นไร” (ปล่อยเลยตามเลย) แต่นักจิตวิทยาเจ้าของบทความมองว่า ใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนเกมตรงนี้ได้ ด้วยการสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ หรือเสนอแผนเด็ดๆ ก็สามารถจุดพลุให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นของส่วนรวมได้ แต่ก็อย่างที่เห็นกันในโรงเรียนไทย เด็กที่เก่งเกินหน้าเกินตาอาจเสี่ยงโดนเพื่อนแบน ซึ่งเป็นข้อควรระวังสำหรับคนที่มุ่งมั่นจะไปให้สุดทางเดียว การหาจุดสมดุลระหว่างการเดินเกมอย่างมีกลยุทธ์กับการเข้าอกเข้าใจวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ

เมื่อมองไปข้างหน้า ในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยตัดสินใจเรื่องจุกจิกแทนเรามากขึ้น ทักษะของมนุษย์ที่เป็นหัวใจของทฤษฎีเกม อย่างการคิดแบบยืดหยุ่น การเข้าอกเข้าใจคนอื่น และการกล้าได้กล้าเสียอย่างมีชั้นเชิง จะยิ่งทวีค่า สำหรับคนไทย คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเล่นเกมนี้หรือเปล่า แต่อยู่ที่จะเล่นยังไงให้เฉียบ ในขณะที่ตลาดงานกำลังหมุนไปสู่งานที่ใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทีมเวิร์คมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่สามารถผสมผสานกลยุทธ์สุดเฉียบเข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว อาจพบว่าตัวเองยืนหนึ่ง นำหน้าคนอื่นไปหลายก้าว

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้: ข้อแรก ลองถามใจตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า งานส่วนไหนที่ทำแล้วรู้สึกมีไฟ แล้วพยายามปรับบทบาทหน้าที่ให้ได้ทำสิ่งนั้นมากขึ้น ข้อสอง คุยกับเพื่อนร่วมทีมให้เคลียร์เรื่องความคาดหวังในความสามารถของกันและกัน โดยแสดงออกทั้งความนอบน้อมและความไว้เนื้อเชื่อใจ ข้อสาม มองหา “เกม” ในที่ทำงานที่มันจุดประกายคุณได้เอง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาคอขวด การสร้างคอนเน็กชัน หรือการนำโปรเจกต์ แล้วโฟกัสไปที่รางวัลทางใจ ไม่ใช่แค่คำชมหรือเงินทอง

การใช้ทฤษฎีเกม ไม่ใช่เพื่อเอาชนะคะคานใคร แต่เปรียบเหมือนกล้องส่องทางไกลและเข็มทิศ ที่จะช่วยให้คนทำงานชาวไทยมองเห็นและกำหนดเส้นทางของตัวเองในโลกการทำงานสุดผันผวนได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อทำเช่นนั้น พวกเขาอาจไม่ได้เจอแค่ความสำเร็จในหน้าที่การงานที่มากขึ้น แต่ยังได้พบกับการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความหมาย และการเติบโตของตัวเองในอีกระดับ