การโบกไม้โบกมือทักทาย ส่งยิ้มให้กัน หรือแค่ชวนคุยสั้นๆ กับคนที่ไม่รู้จักบนรถไฟฟ้า อาจเป็นเรื่องที่เรามองข้าม ทว่างานวิจัยชิ้นใหม่กลับตอกย้ำว่า การแสดงออกถึง “น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ” เหล่านี้ กลับสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวเราเองและสังคมไทยโดยรวม บทความล่าสุดใน The Conversation (theconversation.com) โดยศาสตราจารย์ผู้เขียนบทความ ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในสังคม อย่างการสบตาหรือทักทายคนแปลกหน้า ไม่เพียงเป็นแค่มารยาทงาม แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพใจ สร้างความผูกพันในชุมชน และช่วยบรรเทาปัญหาความเหงาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพชีวิตผู้คนในเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวายของไทยเช่นกัน

แม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม” และการแสดงน้ำใจไมตรีเช่นนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ก็เริ่มมีแนวโน้มไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ ทั่วโลก คือผู้คนมักก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมาร์ตโฟน จนละเลยการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมท่านเดิม ชี้ว่า “หลายคนแทบไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครเลย” โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอุปกรณ์ส่วนตัวกลายเป็นเกราะกำบังจากความรู้สึกอึดอัดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อต้องเจอผู้คน ศาสตราจารย์ผู้เขียนบทความกล่าวเสริมว่า “การเลือกใช้ชีวิตแบบนี้อาจตอบโจทย์ความสะดวกสบายส่วนตัว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยโอกาสในการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่น้อยลงตามไปด้วย”

สถานการณ์เช่นนี้กำลังปรากฏชัดในสังคมไทยเช่นกัน ท่ามกลางความนิยมอย่างสูงของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Instagram และ Line ภาพผู้คนก้มหน้ามองจอสมาร์ตโฟนจนกลายเป็นเรื่องชินตาตามขนส่งสาธารณะ ยิ่งทำให้โอกาสในการพูดคุยกันจริงๆ น้อยลงไปทุกที แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมส่งผลกระทบตามมา แม้โซเชียลมีเดียจะแพร่หลายเพียงใด แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างมากขึ้นกว่าเดิม ผลสำรวจล่าสุดยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้ โดยชี้ว่าการใช้เวลาในโลกดิจิทัลมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะช่วยสร้างความผูกพันที่แท้จริงในสังคมได้เสมอไป (Statista Thailand Social Media Use)

งานวิจัยที่ศาสตราจารย์ผู้เขียนบทความอ้างถึง ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่ทรงพลังที่พวกเราทุกคนสามารถทำได้ นั่นคือการหันมาฝึก “เผื่อแผ่ทางใจ” หรือก็คือการตั้งใจใส่ใจผู้คนรอบข้าง แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม การแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ทำได้ง่ายๆ เช่น การสบตา ส่งยิ้ม หรือทักทายพูดคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะในลิฟต์ บนรถเมล์ หรือในตลาดสดที่เดินสวนกัน

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมเหล่านี้หยั่งรากลึกจากความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ “คนเราเป็นสัตว์สังคม เราโหยหาความรู้สึกเชื่อมโยงถึงกัน” เมื่อเรามัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราอาจกำลังส่งสัญญาณโดยไม่รู้ตัวว่าเราไม่สนใจไยดีคนรอบข้าง ลองนึกภาพเวลาเรายืนต่อคิวซื้อสตรีทฟู้ดหรือกาแฟ ท่ามกลางผู้คนที่ต่างคนต่างจดจ่ออยู่กับหน้าจอ ไม่มีใครทักทายหรือส่งยิ้มให้กัน นานวันเข้า สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ กัดกร่อนความรู้สึกว่าเรามีตัวตนและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นก็สนับสนุนมุมมองทางสังคมเหล่านี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาเมื่อปี ๒๕๖๕ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าแม้แต่การมีปฏิสัมพันธ์สั้นๆ แบบ “ฉาบฉวย” กับคนแปลกหน้า ก็สามารถเพิ่มพูนความสุขและความรู้สึกผูกพันได้ (PNAS, 2022) ขณะที่งานวิจัยชิ้นอื่นๆ ชี้ว่า การสบตากันน้อยลงและการพูดคุยเล่นๆ ในที่สาธารณะที่ลดลงนั้น สัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกและความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละคน (PubMed)

บทความของศาสตราจารย์ผู้เขียนยังชี้ด้วยว่า การแสดงความเป็นมิตรเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัย “ความตั้งใจ” ทางใจอยู่บ้าง หรือที่เรียกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการปฏิสัมพันธ์แบบ “หวังผลประโยชน์ตอบแทน” (transactional) ไปสู่แบบ “มุ่งสร้างความสัมพันธ์” (relational) พูดง่ายๆ ก็คือ แทนที่จะมองว่าทุกการพบปะพูดคุยเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายส่วนตัว ลองเปลี่ยนเป็นมองว่ามันคือโอกาสในการสร้างความผูกพันที่มีความหมาย แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที

อันที่จริง วัฒนธรรมไทยเองก็มีรากฐานที่ส่งเสริมการแสดงน้ำใจไมตรีเช่นนี้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม ตัวอย่างเช่น “การไหว้” ของไทย ไม่ได้เป็นเพียงกิริยาสุภาพ แต่ยังสื่อถึงความเคารพ การยอมรับในตัวตน และความปรารถนาดีต่อกัน ในอดีต การพูดจาอ่อนหวานและ “ความสนุก” ซึ่งเป็นค่านิยมที่สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง ถือเป็นหัวใจสำคัญของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ตั้งแต่ในรั้ววัดไปจนถึงบนรถเมล์ แต่เมื่อชีวิตประจำวันหมุนเร็วขึ้น ภาระทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวถาโถม แม้แต่ธรรมเนียมดีงามเหล่านี้ก็กำลังถูกท้าทายจากสิ่งเร้าทางดิจิทัลและ “เศรษฐกิจความสนใจ” (attention economy) ที่ถาโถมเข้ามาทั่วโลก

อาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ในโลกยุคใหม่ที่สมาธิของเราถูกดึงไปทางนั้นทีทางนี้ที ทรัพยากรทางใจของเราก็มีจำกัด แต่การสบตาหรือส่งยิ้มให้กันแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แถมยังเป็นการส่งสัญญาณให้คนอื่นรู้ว่ามีคนมองเห็นและให้ความสำคัญกับพวกเขา” อาจารย์ท่านนี้ยังระบุด้วยว่า การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ชุมชนต่อสู้กับความเหงา และเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมได้ (Bangkok Post)

บทความยังอ้างถึงนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่เน้นย้ำว่าการสบตาและการพูดคุยทักทายเล็กๆ น้อยๆ “ไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาท แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม” พฤติกรรมเหล่านี้เปรียบดั่งสายใยที่มองไม่เห็นซึ่งถักทอชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน สร้างความสมานฉันท์ในสังคม แม้แต่ในเมืองใหญ่ที่ผู้คนอาจไม่คุ้นหน้าค่าตากัน

สำหรับใครที่ยังกังวลกับการต้องวาง “เกราะกำบัง” ดิจิทัลลงเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ คำแนะนำจากศาสตราจารย์ผู้เขียนบทความนั้นทำได้จริงและน่าสนใจไม่น้อย ท่านแนะนำให้ “ลองปิดเสียงโทรศัพท์หรือตั้งโหมดเครื่องบินระหว่างเดินทางเป็นประจำ” แล้วลองสังเกตดูว่าบรรยากาศรอบตัวจะทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงหรือไม่ การเปิดใจชวนคุยเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่กับคนขับรถตุ๊กตุ๊กหรือแม่ค้าในตลาด ก็อาจให้ผลลัพธ์ทางใจที่คาดไม่ถึง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ทำให้อารมณ์เราดีขึ้น แต่ยังทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้นด้วย

ประวัติศาสตร์สังคมไทยเองก็มีบทเรียนที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ในอดีต ชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศอยู่รอดและเติบโตได้ด้วยเครือข่ายปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งการหยิบยืมของใช้ การไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ และการช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลกันอย่างไม่เป็นทางการ นักวิจัยอาวุโสทางสังคมจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่ง อธิบายว่า “ความรู้สึกผูกพันสบายๆ ในชุมชนของเรานั้นสร้างขึ้นจากการยอมรับซึ่งกันและกัน การเพิกเฉยต่อผู้อื่น แม้จะไม่ได้ตั้งใจ ก็เท่ากับเป็นการบ่อนทำลายความรู้สึกนี้”

เมื่อมองไปข้างหน้า พฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะยังคงกัดกร่อนปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เคยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากทั้งในระดับบุคคลและสถาบันต่างๆ ไม่ได้ตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางนี้ โรงเรียนและที่ทำงานสามารถริเริ่มส่งเสริมวัฒนธรรมที่เป็นมิตร เช่น การทักทายกันยามเช้า การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แม้ว่าการทำงานร่วมกันผ่านช่องทางดิจิทัลจะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นก็ตาม หน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ อาจพิจารณาจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมมารยาทในการทักทายบนรถโดยสารและรถไฟฟ้า เพื่อย้ำเตือนว่าการส่งยิ้มหรือพยักหน้าทักทายกันนั้นเป็นคุณธรรมพื้นฐานของพลเมืองดี

สำหรับพวกเราทุกคน งานวิจัยชิ้นนี้กำลังส่งสารที่เรียบง่ายแต่ทำได้จริง นั่นคือ การรักษาความผูกพันในสังคมยุคดิจิทัลเริ่มต้นได้จากการแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ นี่เอง ไม่ว่าเราจะอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่โต ศูนย์อาหารคึกคัก หรือแม้แต่ในซอยแถวบ้าน การสละเวลาสักนิดเพื่อทักทายคนแปลกหน้าด้วยรอยยิ้ม การพยักหน้า หรือคำพูดดีๆ สามารถสร้างประโยชน์ที่ส่งผลดีต่อทั้งครอบครัว ชุมชน และเมืองของเราโดยรวม

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เราขึ้นรถไฟฟ้า MRT หรือก้าวเข้าลิฟต์ที่อาจมีคนอยู่เต็ม ลองเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ สบตากับคนรอบข้าง แล้วเอ่ยปากทักทายกันสักนิด ช่วงเวลาแห่ง “การเผื่อแผ่ทางใจ” เหล่านี้ ดังที่งานวิจัยชี้ให้เห็น ไม่ได้เป็นเพียงแค่มารยาททางสังคมที่ดีงาม แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและเปี่ยมสุขทั่วประเทศไทย

หากสนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ทางใจและทางสังคมของการแสดงน้ำใจและการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ The Conversation