ผลการศึกษาทางจิตวิทยาชิ้นใหม่ๆ กำลังมาท้าทายความเชื่อเก่าแก่ จากการศึกษาที่เผยแพร่โดย ไซโพสต์ (PsyPost) ชี้ว่ากลุ่มผู้ที่มีรสนิยม BDSM มักแสดงออกถึงความผูกพันในรูปแบบที่มั่นคงกว่า และมีระดับความไม่มั่นคงทางอารมณ์ต่ำกว่าคนทั่วไป BDSM เป็นคำที่ใช้เรียกรวมกิจกรรมอันหลากหลาย ตั้งแต่การผูกมัด การลงโทษ การแสดงอำนาจ การยอมจำนน ไปจนถึงการสร้างความเจ็บปวดและความสุขทางเพศ ข้อค้นพบนี้ท้าทายความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีรสนิยม BDSM พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า สุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจของคนกลุ่มนี้ในบางแง่มุม อาจจะดีกว่าผู้ที่ไม่ได้มีรสนิยมดังกล่าวเสียด้วยซ้ำ

เป็นเวลานานหลายปีที่กิจกรรม BDSM มักถูกเข้าใจผิดและถูกตีตราว่าเป็นความผิดปกติ ทั้งในสื่อกระแสหลักและวัฒนธรรมป๊อป งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ได้นำแบบจำลองทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับมาใช้ในการตรวจสอบลักษณะบุคลิกภาพพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นไปที่ทฤษฎีความผูกพัน ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่อธิบายถึงการสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่มั่นคงหรือไม่มั่นคงของมนุษย์ และภาวะความไม่มั่นคงทางอารมณ์ (neuroticism) อันเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่เชื่อมโยงกับความไม่เสถียรทางอารมณ์ ความวิตกกังวล และอารมณ์ในด้านลบ การศึกษาปัจจัยเหล่านี้ในกลุ่มผู้มีรสนิยม BDSM ก็เพื่อต้องการทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า การเข้าร่วมกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยินยอมเหล่านี้ ส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีหรือนำไปสู่ความทุกข์ทางใจกันแน่

ทีมวิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองของกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลาย โดยทำการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้มีรสนิยม BDSM และกลุ่มที่ไม่มีรสนิยมดังกล่าว ผ่านแบบประเมินทางจิตวิทยามาตรฐานที่ใช้วัดบุคลิกภาพและความผูกพัน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง กล่าวคือ กลุ่มผู้มีรสนิยม BDSM รายงานว่าตนเองมีระดับความผูกพันแบบมั่นคงสูงกว่า ซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจและความรู้สึกสบายใจในความสัมพันธ์ทางอารมณ์ นอกจากนี้ พวกเขายังมีระดับความไม่มั่นคงทางอารมณ์ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ถึงความมั่นคงทางอารมณ์และความสามารถในการปรับตัวที่เหนือกว่า ที่น่าสนใจคือ ข้อค้นพบเหล่านี้ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศใด กลุ่มอายุใด หรือมีระดับการเข้าร่วมกิจกรรม BDSM มากน้อยเพียงใดก็ตาม

นักจิตวิทยาผู้หนึ่งซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้ ให้ทัศนะว่า “โดยปกติแล้ว ความผูกพันที่มั่นคงมักจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองและการเปิดใจรับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด การที่พบรูปแบบเหล่านี้เด่นชัดกว่าในกลุ่มผู้มีรสนิยม BDSM บ่งชี้ว่าชุมชนของพวกเขาอาจมีส่วนช่วยส่งเสริม หรืออาจดึงดูดผู้ที่มีวุฒิภาวะทางความสัมพันธ์สูงกว่าเข้ามา” ผู้เชี่ยวชาญอีกราย ให้ข้อสังเกตว่า “ระดับความไม่มั่นคงทางอารมณ์ที่ต่ำกว่านั้น ช่างขัดแย้งกับอคติที่ตีตราว่าความหลากหลายทางเพศมักเชื่อมโยงกับปัญหาทางสุขภาพจิต แต่กลับกลายเป็นว่า การสำรวจความพึงพอใจทางเพศภายใต้กรอบของความยินยอมและขอบเขตที่เหมาะสมนั้น อาจส่งผลดีเสียด้วยซ้ำ”

ในสังคมไทยที่เรื่องเพศยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และ BDSM มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่นอกกระแสหลัก ผลวิจัยชิ้นนี้จึงนับว่าน่าสนใจไม่น้อย นักจิตวิทยาในไทยหลายท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศโดยคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม นักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า “คนไทยจำนวนไม่น้อยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศทางเลือก งานวิจัยลักษณะนี้จึงช่วยหักล้างความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเพศวิถีที่แตกต่างจากกระแสหลักล้วนเชื่อมโยงกับบาดแผลทางใจหรือความไม่มั่นคงทางอารมณ์” แม้ว่าชุมชน BDSM ที่เปิดเผยตัวในประเทศไทยอาจยังไม่เด่นชัดเท่ากับในกลุ่มประเทศตะวันตก แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าการยอมรับกำลังค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ในเขตเมือง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสสากลและโลกออนไลน์

ข้อค้นพบเหล่านี้อาจนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่ BDSM ถูกจัดว่าเป็นความผิดปกติทางจิตในคู่มือการวินิจฉัยโรคฉบับสำคัญๆ ซึ่งวงการแพทย์ไทยเองก็เคยยึดถือตามนั้น ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของสังคมและแม้กระทั่งการพิจารณาทางกฎหมาย เพิ่งจะไม่นานมานี้เองที่สมาคมทางการแพทย์ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทยเริ่มยอมรับว่า BDSM ที่เกิดขึ้นจากความยินยอมพร้อมใจถือเป็นการแสดงออกทางเพศรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสม ตราบใดที่ปฏิบัติกันอย่างปลอดภัยและปราศจากการบีบบังคับ งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีแนวโน้มที่จะช่วยเร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติทั้งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปให้เร็วขึ้น

สำหรับทิศทางในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่างานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่น่าจะลงลึกไปอีกว่าเหตุใดกลุ่มผู้มีรสนิยม BDSM จึงมักรายงานว่าตนเองมีความมั่นคงและความรู้สึกปลอดภัยในความสัมพันธ์สูงกว่า มีผู้ตั้งสมมติฐานว่าการที่ชุมชน BDSM ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการสื่อสาร ความยินยอม และการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนนั้น เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและหล่อเลี้ยงความผูกพันอันมั่นคง ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเรียกร้องให้มีการศึกษาวิจัยระยะยาวและการวิจัยเชิงคุณภาพกับกลุ่มตัวอย่างชาวไทย เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าประโยชน์เหล่านี้จะยังคงปรากฏชัดเจนในบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปหรือไม่

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญที่น่าจะนำไปปรับใช้ได้ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่กิจกรรม BDSM นั้นอยู่บนพื้นฐานของความยินยอมและดำเนินการภายใต้ขอบเขตที่ตกลงกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ย่อมไม่ได้หมายความถึงความผิดปกติทางจิตใจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสุขภาพจิตที่ดีและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่ความทันสมัยและเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก การให้ความรู้ที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง และการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความเป็นมิตรและเข้าใจในความหลากหลายทางเพศรวมถึงรสนิยมเฉพาะทาง ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนสามารถค้นพบรูปแบบความใกล้ชิดสนิทสนมในแบบที่ส่งเสริมความสุขและสุขภาวะทางใจที่ดีของตนเองได้